ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
นักธรรมชั้นเอก · สนามหลวงกำหนดให้อ้างสุภาษิตมาประกอบอย่างน้อย ๓ บท และเขียนไม่น้อยกว่า ๔ หน้ากระดาษ · ต้องบอกชื่อคัมภีร์ที่มา และไม่ซ้ำกับบทตั้ง · บทเชื่อมใช้เฉพาะสุภาษิตในพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๓
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๘๖๘ ตัวอักษร (ราว ๗ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ปิสุเณน จ โกธเนน
มจฺฉรินา จ วิภูตินนฺทินา
สขิตํ น กเรยฺย ปณฺฑิโต
ปาโป กาปุริเสน สงฺคโม
บัณฑิตไม่ควรทำความเป็นเพื่อนกับคนส่อเสียด คนมักโกรธ คนตระหนี่ และคนเพลิดเพลินในสมบัติ เพราะการสมาคมกับคนชั่ว เป็นความเลวทราม
(ขุ. เถร. ๒๖/๔๐๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ระบุลักษณะของคนที่บัณฑิตไม่ควรผูกมิตรด้วยไว้ ๔ ประเภท คือ คนส่อเสียด (ปิสุณะ) ผู้ชอบนำความข้างนี้ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้แตกแยก คนมักโกรธ (โกธนะ) ผู้โกรธง่ายและผูกโกรธ คนตระหนี่ (มัจฉรี) ผู้หวงแหนไม่ยอมแบ่งปัน และคนเพลิดเพลินในสมบัติ (วิภูตินันที) แล้วสรุปว่าการสมาคมกับคนชั่ว (กาปุริสะ) เป็นความเลวทราม คำว่า “วิภูติ” ในภาษาบาลีมีความหมายได้สองทาง คือ ความรุ่งเรืองหรือสมบัติ และความพินาศ หนังสือแปลตามความหมายแรก คือผู้หมกมุ่นในทรัพย์และความรุ่งเรืองจนลืมธรรม หากถือตามความหมายหลัง จะหมายถึงผู้ยินดีในความพินาศของผู้อื่น คือเห็นใครเสื่อมแล้วสะใจ ซึ่งก็เป็นลักษณะของคนที่ไม่ควรคบเช่นกัน

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในเถรคาถา ซึ่งเป็นคำกล่าวของพระเถระผู้เห็นโทษของการคบคนพาลจากประสบการณ์ ใจความของบทมุ่งให้รู้จักสังเกตคนจากความประพฤติทางกาย วาจา และใจ เพราะลักษณะทั้งสี่นี้ล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ของผู้ที่อยู่ใกล้ คนส่อเสียดทำลายความสามัคคี คนมักโกรธทำให้บรรยากาศร้อนรน คนตระหนี่ไม่เกื้อกูลในยามจำเป็น ส่วนผู้ที่หลงเพลินในสมบัติย่อมวัดคุณค่าของคนด้วยทรัพย์มากกว่าความดี และผู้ที่ยินดีในความพินาศของผู้อื่นก็พร้อมจะซ้ำเติมแม้แต่มิตรของตนในยามพลาดพลั้ง

ขยายความบทตั้งคำว่า “กาปุริสะ” แปลตรงว่าบุรุษผู้น่ารังเกียจ คือคนที่ขาดคุณธรรมของสัตบุรุษ ลักษณะทั้งสี่ในบทนี้จึงเป็นเครื่องหมายให้รู้จักคนเช่นนั้น และเป็นธรรมฝ่ายตรงข้ามกับคุณธรรมที่ควรเจริญ คือ วาจาสมานฉันท์ ขันติ จาคะ ความสันโดษ และมุทิตา คือความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อนึ่ง บทนี้มิได้สอนให้ดูหมิ่นหรือเกลียดชังใคร เพราะทุกคนอาจมีความโกรธหรือความหวงบ้าง แต่มุ่งเตือนมิให้ผูกสนิทกับผู้ที่มีนิสัยเช่นนี้เป็นปกติ จนเราถูกกลืนไปด้วย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑มิตรภาพที่ดีย่อมตั้งอยู่บนความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ผู้ที่คบหาเราด้วยใจจริงจึงควรคบตอบ ผู้ใดไม่ใยดีต่อคนที่คบตน ผู้นั้นย่อมชื่อว่าขาดธรรมของสัตบุรุษ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ปญฺญาสนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนหลักของมิตรภาพที่มีความเป็นธรรมต่อกัน คือ ควรคบหาผู้ที่คบหาเราด้วยใจจริง และไม่ควรเอาใจไปผูกกับผู้ที่ไม่ใยดีเรา คำว่า “คบ” (ภชะ) ในที่นี้หมายถึงการคบหา ไปมาหาสู่ และเกื้อกูลกัน ส่วน “ธรรมของสัตบุรุษ” หมายถึงคุณธรรมของคนดี ซึ่งมีความกตัญญูรู้คุณและความจริงใจต่อผู้ที่มีไมตรีต่อตนเป็นสำคัญ

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในชาดก หมวดปัญญาสนิบาต ใจความแสดงว่ามิตรภาพเป็นเรื่องของสองฝ่าย เมื่อมีผู้หยิบยื่นไมตรีให้ ผู้มีธรรมย่อมตอบแทนด้วยไมตรี หากผู้ใดได้รับความเกื้อกูลแล้วกลับเมินเฉย ไม่เหลียวแล ผู้นั้นชื่อว่าขาดธรรมของสัตบุรุษ เพราะไม่รู้คุณของน้ำใจที่ผู้อื่นให้ ส่วนการไปผูกพันกับผู้ที่ไม่มีไมตรีต่อเรา ก็มีแต่จะทำให้เหน็ดเหนื่อยและเสียใจโดยเปล่าประโยชน์

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรระวังในการตีความคือ บทนี้ไม่ได้สอนให้ตอบแทนทุกคนที่เข้ามาหาเราโดยไม่เลือก เพราะในหมวดคบหาเดียวกันนี้ยังสอนให้เว้นคนชั่วและเลือกคบบัณฑิต การ “คบคนที่คบตน” จึงต้องอยู่ภายใต้หลักการเลือกคบกัลยาณมิตร และไม่ได้หมายถึงการคิดคำนวณผลประโยชน์ได้เสียระหว่างกัน ส่วนการ “ไม่คบคนที่ไม่คบตน” ก็มิใช่การเป็นศัตรู เรายังมีเมตตาต่อเขาได้ เพียงแต่ไม่ไปเรียกร้องหรือยึดติดในไมตรีที่เขาไม่ได้มีให้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่มีใจผ่องใสและปรารถนาดี ย่อมได้รับความชุ่มชื่นใจเหมือนผู้ต้องการน้ำได้พบห้วงน้ำ ต่างจากการคบผู้ไม่เลื่อมใส ซึ่งมีแต่จะนำความขุ่นมัวมาให้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ปญฺญาสนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เลือกคบผู้ที่มีใจเลื่อมใส และเว้นผู้ที่ไม่เลื่อมใส คำว่า “เลื่อมใส” (ปสันนะ) ในที่นี้ หมายถึงผู้มีใจผ่องใส มีไมตรี และเห็นคุณค่าในตัวเราหรือในสิ่งที่ดีงาม ส่วน “ผู้ไม่เลื่อมใส” หมายถึงผู้มีใจขุ่นมัว ไม่มีไมตรี หรือคอยหาโทษโดยไม่มีเหตุ อุปมาว่า “เหมือนผู้ต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ” แสดงว่าผู้เลื่อมใสเป็นแหล่งแห่งความชุ่มเย็นและความช่วยเหลือ

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในชาดก หมวดปัญญาสนิบาต ใจความของอุปมาชัดเจนว่า คนที่กระหายน้ำย่อมมุ่งไปยังห้วงน้ำที่มีน้ำใส ไม่ไปหาที่แห้งแล้ง ฉันใด ผู้ต้องการมิตรภาพและความเกื้อกูล ก็ควรเข้าหาผู้ที่มีใจเปิดรับและพร้อมเกื้อกูล ฉันนั้น การพยายามผูกไมตรีกับผู้ที่ไม่มีไมตรีต่อเรา มักทำให้เหนื่อยใจและเกิดความขุ่นเคืองกันโดยเปล่าประโยชน์

อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความบทนี้ว่า ให้คบเฉพาะคนที่ชื่นชมเราหรือเห็นด้วยกับเราทุกเรื่อง เพราะผู้ที่ตักเตือนเราด้วยความหวังดีก็อาจเป็นผู้มีใจเลื่อมใสอย่างแท้จริง ในทางธรรม ความเลื่อมใสที่ถูกต้องควรประกอบด้วยปัญญา คือ ศรัทธาที่มีเหตุผล มิใช่ความชอบพอเพียงผิวเผิน การ “เว้น” ผู้ไม่เลื่อมใสก็มิได้หมายถึงการเป็นศัตรู แต่คือการไม่ฝืนเข้าไปผูกพันใกล้ชิด ยังคงมีเมตตาและความสุภาพต่อกันได้ตามควร

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ที่คบคนเลวย่อมพลอยเสื่อมลง ผู้ที่คบคนเสมอกันย่อมไม่เสื่อม ส่วนผู้ที่คบคนประเสริฐกว่าย่อมเจริญขึ้นได้เร็ว บัณฑิตจึงเลือกคบผู้ที่สูงกว่าตนในด้านคุณธรรม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของการคบคน ๓ ระดับ คือ คบคนที่ต่ำกว่าในด้านศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมพาให้ตนเสื่อมลง คบคนที่เสมอกันย่อมไม่เสื่อม และคบคนที่ประเสริฐกว่าย่อมทำให้ตนเจริญขึ้นได้เร็ว จึงสรุปว่าควรคบผู้ที่สูงกว่าตน คำว่า “เลว” “เสมอ” และ “ประเสริฐ” ในที่นี้ มุ่งถึงคุณธรรมความประพฤติ มิใช่ฐานะ ชาติตระกูล หรือทรัพย์สมบัติ

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ในพระสูตรนั้นทรงจำแนกบุคคลไว้ ๓ จำพวก คือ บุคคลที่ไม่ควรคบ ได้แก่ผู้ด้อยกว่าในศีล สมาธิ ปัญญา เว้นไว้แต่จะคบด้วยความเอ็นดูอนุเคราะห์ บุคคลที่ควรคบ ได้แก่ผู้เสมอกัน เพราะเมื่อสนทนากันเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะเป็นไปเพื่อความผาสุก และบุคคลที่ควรสักการะเคารพแล้วคบ ได้แก่ผู้ยิ่งกว่า เพราะจะช่วยให้คุณธรรมที่ยังไม่บริบูรณ์ได้บริบูรณ์ขึ้น

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อที่ควรระวังในการตีความคือ บทนี้มิได้สอนให้รังเกียจหรือทอดทิ้งผู้ด้อยกว่า ดังที่พระสูตรยกเว้นการคบด้วยความเอ็นดูอนุเคราะห์ไว้ ครูที่สอนศิษย์ พี่ที่ดูแลน้อง หรือผู้ที่ช่วยเหลือคนหลงผิด ย่อมไม่ได้ “คบ” ในความหมายที่ยอมถูกชักนำตามไป การเลือกคบผู้สูงกว่าก็มิใช่การประจบผู้มีอำนาจเพื่อหวังผลประโยชน์ แต่คือการเข้าหาผู้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญายิ่งกว่า เพื่อเรียนรู้และยกระดับตนเอง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุสามเณรในวัดที่คบกับผู้ชอบนำเรื่องของผู้อื่นมาเล่าให้ขัดใจกัน อาจเผลอเกิดอคติต่อเพื่อนสหธรรมิกโดยไม่รู้ตัว ฝ่ายคฤหัสถ์ คนทำงานที่ใกล้ชิดกับผู้ชอบนินทาในที่ทำงาน ก็อาจถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้ง นักเรียนที่อยู่กับเพื่อนที่โกรธง่ายและชอบใช้กำลัง อาจพลอยเดือดร้อนไปด้วย ส่วนการคบผู้ที่วัดค่าทุกอย่างด้วยทรัพย์และความหรูหรา ย่อมทำให้ใจเราหลงไปตามวัตถุทีละน้อย

สรุปสรุปความว่า บัณฑิตจึงควรสังเกตความประพฤติของผู้ที่จะคบหา ไม่ผูกสนิทกับผู้ที่ส่อเสียด มักโกรธ ตระหนี่ หรือหลงเพลินในสมบัติ ขณะเดียวกันก็ควรสำรวจตนเองว่ามีลักษณะเหล่านี้หรือไม่ แล้วละเสีย เพื่อเป็นมิตรที่ดีของผู้อื่น และรักษาชีวิตให้อยู่ในหมู่สัตบุรุษ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปิสุเณน จ โกธเนน
มจฺฉรินา จ วิภูตินนฺทินา
สขิตํ น กเรยฺย ปณฺฑิโต
ปาโป กาปุริเสน สงฺคโม
บัณฑิตไม่ควรทำความเป็นเพื่อนกับคนส่อเสียด คนมักโกรธ คนตระหนี่ และคนเพลิดเพลินในสมบัติ เพราะการสมาคมกับคนชั่ว เป็นความเลวทราม

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก