เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความหลง” หรือโมหะ หมายถึงความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความมืดมัวของใจที่ทำให้มองไม่เห็นว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นโทษ พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า คนมักทำบาปกรรมเพราะความหลง กล่าวคือ ความชั่วส่วนมากเกิดขึ้นเพราะคนไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง จึงทำลงไปด้วยความเข้าใจผิด
ขยายความบทตั้งความหลงเปรียบเหมือนความมืด คนที่เดินในความมืดย่อมสะดุด ตกหลุม หรือเดินผิดทางได้ง่าย ฉันใด คนที่ใจถูกความหลงครอบงำ ก็ย่อมทำผิดพลาดได้ง่ายฉันนั้น เขาอาจหลงคิดว่าความชั่วเป็นทางลัดไปสู่ความสำเร็จ หลงคิดว่าการเบียดเบียนผู้อื่นจะทำให้ตนได้ประโยชน์ หรือหลงคิดว่าไม่มีใครรู้เห็น จึงทำชั่วได้โดยไม่ต้องรับผล ความหลงยังเป็นรากเหง้าที่ทำให้ความโลภและความโกรธเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะเมื่อไม่รู้เท่าทันใจตนเอง ก็ย่อมตกเป็นทาสของกิเลสทั้งปวง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่มีนิสัยชั่วฝังอยู่ในใจ ย่อมได้รับความลำบากเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเอง มิใช่เพราะผู้อื่น เนื่องจากผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมรับผลของกรรมนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “คนมีสันดานชั่ว” หมายถึงคนที่มีนิสัยชั่วฝังอยู่ในใจ ชอบทำความชั่วเป็นปกติ ส่วนคำว่า “ย่อมลำบากเพราะกรรมของตน” หมายความว่า ความเดือดร้อนที่เขาได้รับไม่ได้เกิดจากผู้อื่น แต่เกิดจากการกระทำของเขาเอง พุทธภาษิตบทนี้ย้ำหลักกรรมว่า ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมต้องรับผลของกรรมนั้น ไม่มีผู้ใดรับแทนได้
อธิบายบทเชื่อม ๑ในคาถาที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ มีการเปรียบเทียบไว้ว่า โจรที่ถูกจับได้ตรงช่องที่ตนเจาะเข้าไปขโมย ย่อมถูกลงโทษเพราะการกระทำของตนเอง ฉันใด หมู่สัตว์ที่ทำชั่วไว้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันนั้น โจรคนนั้นจะโทษใครไม่ได้เลย เพราะช่องที่ถูกจับได้ก็เป็นช่องที่ตนเจาะเอง ความชั่วก็เช่นกัน เป็นกับดักที่ผู้ทำขุดไว้เพื่อตนเอง เมื่อถึงเวลาที่ผลกรรมปรากฏ ย่อมหลีกหนีไม่พ้น
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง คนที่หลงเชื่อคำชักชวนให้ลงทุนโดยไม่ตรวจสอบ ก็อาจถูกหลอกให้ร่วมทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว วัยรุ่นที่หลงคิดว่าการใช้ความรุนแรงเป็นความเท่ ก็อาจทำร้ายผู้อื่นจนต้องรับโทษ ผู้ที่หลงเชื่อข่าวลือโดยไม่พิจารณา ก็อาจส่งต่อข้อความใส่ร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ว่าตนกำลังทำบาปทางวาจา ความผิดเหล่านี้ล้วนเกิดจากความหลงทั้งสิ้น
สรุปสรุปความว่า วิธีป้องกันบาปที่เกิดจากความหลง คือการเจริญปัญญา หมั่นศึกษา ฟังคำแนะนำของผู้รู้ คิดพิจารณาก่อนทำ และมีสติรู้เท่าทันใจของตน เมื่อปัญญาสว่างขึ้น ความหลงก็จางหายไป บาปกรรมก็ลดลงตามไปด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ