เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “กำเริบ” ในที่นี้หมายถึงอาการที่จิตถูกกวนให้ขุ่นมัว ร้อนรน และไม่ตั้งมั่นเป็นปกติ สุภาษิตนี้ชี้ว่า ความโกรธมิได้ทำร้ายเพียงผู้ที่เราโกรธ แต่ทำร้ายจิตใจของผู้โกรธเองก่อน เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้น จิตที่เคยสงบก็ถูกทำให้กระสับกระส่าย จนมองเรื่องราวตามความจริงได้ยาก
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้เป็นคาถาในโกธนสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงโทษของความมักโกรธ ในคาถาเดียวกันนั้นตรัสว่า ความโกรธเป็นภัยที่เกิดขึ้นภายใน แต่คนทั้งหลายไม่รู้สึกตัว และตรัสต่อไปว่า คนโกรธย่อมไม่รู้ประโยชน์ ไม่เห็นธรรม ข้อความนี้ช่วยให้เข้าใจว่า ความโกรธทำจิตให้กำเริบจนปัญญาที่จะแยกแยะถูกผิดถูกบดบังไปชั่วขณะ
ขยายความบทตั้งในทางธรรม ความโกรธเป็นอาการหนึ่งของโทสะ ซึ่งเป็นอกุศลมูล และเป็นนิวรณ์ข้อพยาบาท คือเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดี ผู้ปฏิบัติสมาธิย่อมรู้ได้ว่า ขณะที่ใจยังคิดวนอยู่กับเรื่องที่ขุ่นเคือง จิตไม่อาจตั้งมั่นได้ ความข้อนี้มิได้หมายความว่าผู้ที่ยังมีความโกรธเกิดขึ้นเป็นคนเลวเสมอไป แต่เตือนให้รู้ว่าจิตในขณะนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่ควรตัดสินใจเรื่องสำคัญ การรู้เท่าทันและระงับได้ก่อนเป็นการฝึกในระดับที่ทุกคนทำได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความโกรธเกิดขึ้นได้แก่ปุถุชนทั่วไป แต่ผู้ที่ปรารถนาความดีไม่พึงยอมลุอำนาจความโกรธ ปล่อยให้ความโกรธบังคับบัญชาคำพูดและการกระทำของตน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทุกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เป็นคำเตือนสั้น ๆ ว่า อย่าตกอยู่ใต้อำนาจของความโกรธ คำว่า “ลุอำนาจ” หมายถึงยอมให้สิ่งนั้นบังคับบัญชา ความโกรธเกิดขึ้นได้แก่ปุถุชนทั่วไป แต่สิ่งสำคัญคือไม่ยอมให้ความโกรธเป็นผู้สั่งการให้พูดหรือทำสิ่งใดลงไป
อธิบายบทเชื่อม ๑สุภาษิตบทนี้มาในชาดก หมวดทุกนิบาต เป็นคำสอนที่เตือนให้ระวังไม่ให้ความโกรธมีอำนาจเหนือใจ ความหมายของบทนี้เข้าใจได้ชัดโดยไม่ต้องอาศัยเรื่องประกอบ คือ ผู้มีสติย่อมเป็นนายของอารมณ์ ส่วนผู้ที่ปล่อยใจตามความโกรธย่อมเป็นทาสของอารมณ์ ต้องทำตามที่ความโกรธสั่ง แม้จะเป็นสิ่งที่ภายหลังตนเองต้องเสียใจ
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรเข้าใจคือ พระพุทธศาสนามิได้สอนว่าปุถุชนจะไม่มีความโกรธเกิดขึ้นเลย เพราะความโกรธจะละได้เด็ดขาดก็ต่อเมื่อบรรลุอนาคามิมรรค แต่สอนว่า เมื่อความโกรธเกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องทำตามมัน การรู้ทันความโกรธด้วยสติ แล้วเลือกการกระทำที่ถูกต้องด้วยปัญญา คือการไม่ลุอำนาจความโกรธ ผู้ศึกษาทั่วไปจึงฝึกได้ทันทีในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องรอให้หมดกิเลสก่อน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุที่เพิ่งถูกตำหนิแล้วยังขุ่นเคืองอยู่ เมื่อนั่งสวดมนต์หรือเจริญภาวนาก็อาจรู้สึกว่าใจไม่อยู่กับบทสวด นักเรียนที่ทะเลาะกับเพื่อนก่อนเข้าห้องสอบ อาจอ่านโจทย์ไม่เข้าใจทั้งที่เตรียมตัวมาดี ผู้ที่ขับรถแล้วโกรธผู้อื่นบนถนน อาจขาดความระมัดระวังจนเกิดอุบัติเหตุ เหล่านี้แสดงว่าจิตที่กำเริบด้วยความโกรธย่อมทำงานได้ไม่เต็มที่
สรุปสรุปความว่า เมื่อรู้สึกว่าจิตเริ่มกำเริบ ควรหยุดการกระทำไว้ก่อน หายใจให้ช้าลง แล้วรู้ตัวว่ากำลังโกรธ ไม่รีบพูดหรือตัดสินใจในขณะนั้น เมื่อใจสงบลงจึงค่อยพิจารณาเรื่องราวอีกครั้ง การฝึกเช่นนี้เป็นประจำย่อมช่วยรักษาจิตให้ผ่องใสและมั่นคงมากขึ้น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ