เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “นาโถ” หรือ นาถ แปลว่า ที่พึ่ง สุภาษิตนี้สอนว่า ความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิตต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นหลัก ผู้อื่นช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่อาจทำความดีแทนเราได้ คำว่า “ตน” ในที่นี้ใช้ตามภาษาสมมุติ หมายถึงบุคคลผู้นั้นเอง มิได้ขัดกับหลักอนัตตา เพราะมุ่งสอนเรื่องความรับผิดชอบในการกระทำของตน
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในพระคาถาธรรมบทสองแห่ง แห่งหนึ่งในอัตตวรรค มีใจความเต็มว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ที่พึ่งที่ได้โดยยากนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงพระอรหัต อีกแห่งหนึ่งในภิกขุวรรค ตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน เพราะฉะนั้น จงสงวนตนให้ดี เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าดี พระคาถาทั้งสองจึงเน้นว่า ที่พึ่งอันแท้จริงเกิดจากการฝึกตนให้ดี
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือของผู้อื่น หรือให้ถือตนว่าไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์ พระพุทธองค์ตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ความเพียรเป็นกิจที่ทุกคนต้องทำเอง และในนวโกวาทได้แสดงนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ได้แก่ ศีล พาหุสัจจะ กัลยาณมิตตตา โสวจัสสตา กิงกรณีเยสุ ทักขตา ธัมมกามตา วิริยะ สันโดษ สติ และปัญญา จะเห็นว่าการมีกัลยาณมิตรและการเป็นผู้ว่าง่ายก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นที่พึ่งของตน ในระดับโลกิยะ ผู้พึ่งตนได้คือผู้มีความรู้ ความประพฤติ และความขยัน ส่วนในระดับสูงสุด คือผู้ที่ฝึกตนจนพ้นจากกิเลสทั้งปวง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ฉลาดย่อมไม่รอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว แต่รู้จักตักเตือนตนเอง กระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่องแล้วรีบแก้ไข เพราะผู้ที่รู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้แต่ละคนเป็นผู้ตักเตือนตนเอง ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว คำว่า “เตือน” (โจทนา) หมายถึงการกระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่อง แล้วรีบแก้ไขและเร่งทำความดี เพราะผู้ที่อยู่กับเราตลอดเวลาและรู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้อยู่ในภิกขุวรรค แห่งธรรมบท มีใจความเต็มว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาตนด้วยตนเอง ภิกษุ เธอนั้นคุ้มครองตนได้แล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข พระคาถาจึงตรัสกับภิกษุโดยตรง อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า ตรัสปรารภพระนังคลกูฏเถระ ซึ่งเดิมเป็นคนยากจนรับจ้างไถนา เมื่อออกบวชได้นำไถและผ้าเก่าไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ เมื่อใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงชีวิตเดิม จนใจกลับมามั่นคง ท่านเตือนตนเช่นนี้เรื่อยมาจนได้บรรลุอรหัตตผล
อธิบายบทเชื่อม ๑การเตือนตนเป็นคุณธรรมที่ต้องอาศัยสติและความซื่อตรงต่อตนเอง เพราะคนมักเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนได้ยาก อย่างไรก็ดี การเตือนตนไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำแนะนำของครูอาจารย์และกัลยาณมิตร ผู้ที่เตือนตนเป็นย่อมรับฟังคำเตือนของผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย และการเตือนตนก็ต่างจากการตำหนิตนจนหมดกำลังใจ แต่คือการมองตนตามความเป็นจริงเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น แม้พระคาถาจะตรัสกับภิกษุ คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตั้งใจท่องจำและทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง แม้ครูจะสอนให้เพียงในห้องเรียน ก็ย่อมสอบผ่านได้ด้วยความเพียรของตน พระภิกษุที่รักษาศีลและทำกิจวัตรสม่ำเสมอ ย่อมเป็นที่พึ่งของตนและเป็นที่เคารพของหมู่คณะ นักเรียนที่รับผิดชอบการบ้านโดยไม่รอให้ผู้ปกครองทำแทน คนทำงานที่ฝึกฝนความรู้ความสามารถของตนอยู่เสมอ และครอบครัวที่รู้จักเก็บออมไว้ยามจำเป็น ล้วนเป็นผู้ที่รู้จักทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนตามหลักนาถกรณธรรม ตั้งอยู่ในศีล หมั่นศึกษา คบกัลยาณมิตร รับฟังคำสอน ขยันทำหน้าที่ และมีสติปัญญากำกับการกระทำ เมื่อตนมีคุณธรรมเป็นหลักแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของตนได้ และยังเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้อีกด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ