เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้ประพฤติดี” แปลจากคำว่า สุพพตะ หมายถึงผู้มีวัตรงาม คือมีข้อปฏิบัติดี ตั้งใจรักษาศีลและทำหน้าที่ของตนโดยสม่ำเสมอ สุภาษิตนี้ชี้ว่า ความประพฤติดีมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกตนอยู่เนือง ๆ และผู้ที่ประพฤติดีแล้วก็ยังไม่หยุดฝึก หากหมั่นขัดเกลาตนต่อไปอยู่เสมอ
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้อยู่ในทัณฑวรรค แห่งธรรมบท มีข้อความตอนต้นเหมือนพระคาถาในบัณฑิตวรรค คือ คนไขน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างถากย่อมถากไม้ ต่างกันที่ท่อนท้ายว่า ผู้ประพฤติดีย่อมฝึกตน อรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องสุขสามเณร ศิษย์ของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งมีเรื่องในทำนองเดียวกับบัณฑิตสามเณร คือได้เห็นการไขน้ำ การดัดศร และการถากไม้ แล้วน้อมนำมาพิจารณาฝึกจิตของตนจนได้บรรลุอรหัตตผล อุปมาทั้งสามนี้แสดงว่า แม้วัสดุที่ไม่มีใจ เมื่อได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีก็ใช้ประโยชน์ได้ มนุษย์ผู้มีใจย่อมฝึกตนได้ยิ่งกว่านั้น
ขยายความบทตั้งข้อที่ควรสังเกตคือ ความประพฤติดีกับการฝึกตนเกื้อหนุนกันเป็นเหตุและผล ผู้ฝึกตนย่อมมีความประพฤติดีขึ้น และผู้ประพฤติดีก็ย่อมรู้ว่ายังต้องฝึกต่อไป ไม่หลงคิดว่าตนดีพร้อมแล้ว การฝึกตนตามหลักพระพุทธศาสนาเริ่มจากศีลอันเป็นความประพฤติภายนอก แล้วประณีตขึ้นเป็นการฝึกจิตด้วยสมาธิ และฝึกปัญญาให้เห็นตามความเป็นจริง ความประพฤติดีจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ภาพภายนอกที่ผู้อื่นเห็น แต่ต้องรวมถึงความตั้งใจภายในที่ผู้อื่นมองไม่เห็นด้วย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ฉลาดย่อมไม่รอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว แต่รู้จักตักเตือนตนเอง กระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่องแล้วรีบแก้ไข เพราะผู้ที่รู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้แต่ละคนเป็นผู้ตักเตือนตนเอง ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว คำว่า “เตือน” (โจทนา) หมายถึงการกระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่อง แล้วรีบแก้ไขและเร่งทำความดี เพราะผู้ที่อยู่กับเราตลอดเวลาและรู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้อยู่ในภิกขุวรรค แห่งธรรมบท มีใจความเต็มว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาตนด้วยตนเอง ภิกษุ เธอนั้นคุ้มครองตนได้แล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข พระคาถาจึงตรัสกับภิกษุโดยตรง อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า ตรัสปรารภพระนังคลกูฏเถระ ซึ่งเดิมเป็นคนยากจนรับจ้างไถนา เมื่อออกบวชได้นำไถและผ้าเก่าไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ เมื่อใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงชีวิตเดิม จนใจกลับมามั่นคง ท่านเตือนตนเช่นนี้เรื่อยมาจนได้บรรลุอรหัตตผล
อธิบายบทเชื่อม ๑การเตือนตนเป็นคุณธรรมที่ต้องอาศัยสติและความซื่อตรงต่อตนเอง เพราะคนมักเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนได้ยาก อย่างไรก็ดี การเตือนตนไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำแนะนำของครูอาจารย์และกัลยาณมิตร ผู้ที่เตือนตนเป็นย่อมรับฟังคำเตือนของผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย และการเตือนตนก็ต่างจากการตำหนิตนจนหมดกำลังใจ แต่คือการมองตนตามความเป็นจริงเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น แม้พระคาถาจะตรัสกับภิกษุ คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่รักษาวัตรปฏิบัติ เช่น การทำวัตรสวดมนต์ การปัดกวาดเสนาสนะ และการแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ อย่างสม่ำเสมอแม้ไม่มีผู้ใดคอยตรวจดู ย่อมชื่อว่าฝึกตนด้วยวัตรที่ดี นักเรียนที่ตรงต่อเวลาและส่งงานด้วยความซื่อสัตย์ คนทำงานที่รักษาคำพูดและทำหน้าที่ครบถ้วนแม้ไม่ได้รับคำชม หรือสมาชิกในครอบครัวที่ช่วยงานบ้านโดยไม่ต้องให้ใครขอร้อง ก็ล้วนเป็นการฝึกตนผ่านความประพฤติในแต่ละวัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรตั้งข้อปฏิบัติที่ดีให้แก่ตนแล้วรักษาไว้อย่างมั่นคง เช่น ตื่นให้ตรงเวลา สวดมนต์ก่อนนอน หรือทบทวนการกระทำของตนในแต่ละวัน เมื่อทำได้แล้วก็ค่อย ๆ ยกระดับให้ประณีตขึ้น ไม่ประมาทว่าตนดีแล้ว และไม่ท้อเมื่อยังทำได้ไม่สมบูรณ์ ความเพียรที่ต่อเนื่องเช่นนี้ย่อมทำให้ความประพฤติดีมั่นคงจนเป็นนิสัย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ