ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นตรี ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๑ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๒ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๑๕ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๑ บท · กดเลือกบทอื่นเพื่อเปลี่ยนแทนบทเดิม · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นตรี ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · บทเชื่อม ๑ บท · ประมาณ ๒,๔๓๔ ตัวอักษร (ราว ๒ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ททมาโน ปิโย โหติ
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
(องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๔)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้ให้” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ หมายถึงผู้ที่มีความเสียสละเป็นนิสัย พร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ย่อมเป็นที่รัก” หมายความว่าย่อมได้รับความรักใคร่ ความเอ็นดู และความปรารถนาดีจากผู้คนรอบข้าง พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นกฎธรรมชาติข้อหนึ่งว่า ความรักของผู้อื่นไม่อาจเรียกร้องหรือบังคับเอาได้ แต่ย่อมเกิดขึ้นเองต่อผู้ที่ให้

ขยายความบทตั้งเหตุที่ผู้ให้เป็นที่รัก เพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ใดทำให้เขามีความสุข ช่วยให้เขาพ้นจากความลำบาก เขาย่อมรักผู้นั้น ตรงกันข้าม คนที่เอาแต่รับ ไม่เคยให้ และคอยเอาเปรียบผู้อื่น แม้จะมีทรัพย์หรืออำนาจมากเพียงใด ก็อาจมีคนอยู่รอบตัวเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์หมดไป คนเหล่านั้นก็จากไป ความรักที่เกิดจากการให้ด้วยใจจริงจึงมั่นคงกว่าความรักที่ซื้อด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑การให้เปรียบเหมือนสายใยที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ผู้ที่รู้จักให้และแบ่งปันย่อมผูกไมตรีกับผู้อื่นไว้ได้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและมีมิตรคอยช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ไมตรี” หมายถึงความเป็นมิตร ความรักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คือการให้เป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ผู้ให้ย่อมมีเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ

อธิบายบทเชื่อม ๑การให้ที่ผูกไมตรีได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์สิ่งของเท่านั้น การให้คำพูดที่ดี การให้เวลา การให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกาย การให้อภัย และการให้กำลังใจ ล้วนเป็นการให้ที่ผูกใจคนได้ทั้งสิ้น หลักธรรมที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ก็ยกการให้ไว้เป็นข้อแรก แสดงว่าการให้เป็นหัวใจของการสร้างมิตรภาพ ตรงกันข้าม คนที่ตระหนี่ ไม่เคยแบ่งปัน และคิดแต่จะเอาจากผู้อื่น ย่อมหาเพื่อนแท้ได้ยาก เพราะไม่มีสิ่งใดผูกใจคนไว้

ตัวอย่างในชีวิตตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และการอบรมแก่ลูกมาตลอดชีวิต ย่อมเป็นที่รักของลูกยิ่งกว่าผู้ใด พี่ที่แบ่งของเล่นหรือขนมให้น้อง และคอยปกป้องน้องเมื่อมีภัย ย่อมเป็นที่รักของน้อง พนักงานที่ยิ้มแย้มและให้บริการด้วยน้ำใจ ย่อมเป็นที่รักของลูกค้า แม้เพียงการให้รอยยิ้มและคำพูดที่อ่อนโยน ก็ทำให้เราเป็นที่รักของผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเสียทรัพย์แม้แต่น้อย

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการเป็นที่รักจึงควรถามตนเองอยู่เสมอว่า วันนี้เราได้ให้อะไรแก่ผู้อื่นบ้าง แล้วหมั่นให้ตามโอกาสและกำลังของตน การให้เช่นนี้เป็นทั้งบุญกุศลและเป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของมนุษย์ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ททมาโน ปิโย โหติ
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก