ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท ระดับประถมศึกษา · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๒ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๓ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๑๕ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท ระดับประถมศึกษา · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๓,๓๕๐ ตัวอักษร (ราว ๓ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ
ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้
(สํ. ส. ๑๕/๓๑๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ไมตรี” หมายถึงความเป็นมิตร ความรักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คือการให้เป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ผู้ให้ย่อมมีเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ

ขยายความบทตั้งการให้ที่ผูกไมตรีได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์สิ่งของเท่านั้น การให้คำพูดที่ดี การให้เวลา การให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกาย การให้อภัย และการให้กำลังใจ ล้วนเป็นการให้ที่ผูกใจคนได้ทั้งสิ้น หลักธรรมที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ก็ยกการให้ไว้เป็นข้อแรก แสดงว่าการให้เป็นหัวใจของการสร้างมิตรภาพ ตรงกันข้าม คนที่ตระหนี่ ไม่เคยแบ่งปัน และคิดแต่จะเอาจากผู้อื่น ย่อมหาเพื่อนแท้ได้ยาก เพราะไม่มีสิ่งใดผูกใจคนไว้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความรักของผู้อื่นไม่อาจเรียกร้องเอาได้ แต่ย่อมเกิดขึ้นจากการให้ ผู้ที่มีความเสียสละเป็นนิสัยจึงเป็นที่รักใคร่และปรารถนาดีของผู้คนรอบข้าง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ผู้ให้” ในพุทธภาษิตบทนี้ หมายถึงผู้ที่มีความเสียสละเป็นนิสัย พร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ย่อมเป็นที่รัก” หมายความว่าย่อมได้รับความรักใคร่ ความเอ็นดู และความปรารถนาดีจากผู้คนรอบข้าง พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นกฎธรรมชาติข้อหนึ่งว่า ความรักของผู้อื่นไม่อาจเรียกร้องหรือบังคับเอาได้ แต่ย่อมเกิดขึ้นเองต่อผู้ที่ให้

อธิบายบทเชื่อม ๑เหตุที่ผู้ให้เป็นที่รัก เพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ใดทำให้เขามีความสุข ช่วยให้เขาพ้นจากความลำบาก เขาย่อมรักผู้นั้น ตรงกันข้าม คนที่เอาแต่รับ ไม่เคยให้ และคอยเอาเปรียบผู้อื่น แม้จะมีทรัพย์หรืออำนาจมากเพียงใด ก็อาจมีคนอยู่รอบตัวเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์หมดไป คนเหล่านั้นก็จากไป ความรักที่เกิดจากการให้ด้วยใจจริงจึงมั่นคงกว่าความรักที่ซื้อด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลหมั่นให้ทานอยู่เสมอ แม้เพียงเล็กน้อย บุญก็ย่อมสะสมเพิ่มขึ้นไม่ขาดสาย ส่วนผู้ที่ไม่เคยให้ บุญในใจก็ย่อมไม่อาจงอกงามได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น คำว่า “บุญ” หมายถึงความดีที่ชำระใจให้สะอาด และเป็นเหตุแห่งความสุข ทุกครั้งที่บุคคลให้ด้วยใจที่เสียสละ บุญย่อมเกิดขึ้นในใจและพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนน้ำที่หยดลงในตุ่มทีละหยด แม้จะน้อย แต่เมื่อหยดอยู่เสมอก็ย่อมเต็มได้

อธิบายบทเชื่อม ๒ที่ว่าบุญเพิ่มขึ้นเมื่อให้ เพราะในขณะที่ให้ ใจของผู้ให้ได้สละความตระหนี่ออกไปส่วนหนึ่ง ความโลภซึ่งเป็นกิเลสที่ทำให้ใจคับแคบก็เบาบางลง ใจจึงกว้างขวางและผ่องใสขึ้น นี้คือบุญที่เห็นได้ในปัจจุบัน ยิ่งให้บ่อยเท่าใด การให้ก็ยิ่งกลายเป็นนิสัย ใจก็ยิ่งมั่นคงในความดี พุทธภาษิตนี้ปรากฏคู่กับข้อความว่า เมื่อคอยระวังอยู่ เวรย่อมไม่ก่อขึ้น แสดงว่าการให้ทำให้ความดีเพิ่มพูน ส่วนการสำรวมระวังทำให้ความชั่วไม่เกิด ทั้งสองอย่างนี้เป็นคู่กันในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม

ตัวอย่างในชีวิตในโรงเรียน นักเรียนที่แบ่งปันความรู้ ช่วยอธิบายบทเรียนให้เพื่อนที่เรียนไม่ทัน ย่อมเป็นที่รักของเพื่อนร่วมชั้น ในที่ทำงาน ผู้ที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเมื่อเขามีงานล้นมือ ย่อมได้รับความร่วมมือกลับคืนเมื่อตนเองต้องการ ในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านที่แบ่งผลไม้ในสวนให้กัน หรือช่วยกันดูแลบ้านเมื่อเจ้าของไม่อยู่ ย่อมอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ความสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนเริ่มต้นจากการให้ทั้งสิ้น

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะมีมิตรแท้และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข จึงควรเป็นฝ่ายให้ก่อน ให้ด้วยความจริงใจโดยไม่หวังผลตอบแทน เมื่อให้อยู่เสมอ ไมตรีก็จะงอกงามขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ
ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก