ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท ระดับประถมศึกษา · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๒ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๓ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๑๕ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท ระดับประถมศึกษา · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๕๑๐ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
นาสฺมเส กตปาปมฺหิ
ไม่ควรไว้ใจคนทำความชั่ว
(ขุ. ชา. ทสก. ๒๗/๒๙๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ไว้ใจ” (อาสฺมเส) หมายถึงการวางใจ ปลงใจเชื่อ หรือฝากสิ่งสำคัญไว้โดยไม่ระวัง ส่วน “คนทำบาป” (กตปาป) หมายถึงผู้ที่ได้ทำความชั่วมาแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ยังทำความชั่วนั้นอยู่เป็นปกติและยังไม่ได้กลับตัว สุภาษิตนี้สอนให้ระมัดระวังในการวางใจบุคคลที่มีประวัติความประพฤติไม่ดี เพราะผู้ที่เคยหลอกลวง ลักขโมย หรือเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้สึกละอาย ย่อมมีโอกาสทำเช่นนั้นซ้ำอีก

ขยายความบทตั้งสุภาษิตบทนี้มีที่มาในชาดก และตั้งอยู่บนหลักธรรมที่ว่า ความประพฤติเป็นเครื่องบ่งบอกจิตใจของบุคคล ผู้ที่ทำบาปแล้วไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อผลของบาป คือขาดหิริและโอตตัปปะ ย่อมไม่มีเครื่องยับยั้งภายในใจ เมื่อมีโอกาสหรือมีผลประโยชน์ล่อใจ ก็อาจทำบาปได้อีก การไว้ใจบุคคลเช่นนั้นจึงเท่ากับเปิดโอกาสให้เขาทำความเสียหายแก่ตนเองและผู้อื่น และยังทำให้เขาไม่ได้เห็นผลของการกระทำเพื่อจะกลับตัว

ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความคือ สุภาษิตนี้มิได้สอนให้ตราหน้าผู้ที่เคยทำผิดไปตลอดชีวิต พระพุทธศาสนาเปิดทางให้ทุกคนกลับตัวได้ ดังพระพุทธพจน์ในธรรมบทว่า ผู้ใดทำบาปแล้วกลับทำความดีปิดไว้ ผู้นั้นย่อมทำโลกให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆ ดังเรื่องพระองคุลิมาลเถระที่รู้จักกันทั่วไป ดังนั้น “ไม่ควรไว้ใจ” จึงหมายถึงการไม่ประมาทและไม่ฝากสิ่งสำคัญไว้โดยไม่พิจารณา แต่ยังมีเมตตา ให้โอกาส และค่อย ๆ ดูความประพฤติที่เปลี่ยนแปลงไปของเขาได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑บุคคลที่เราคบหาใกล้ชิดย่อมมีอิทธิพลต่อความคิด คำพูด และการกระทำของเรา ผู้ที่คบคนใดนาน ๆ จึงมักซึมซับนิสัยของคนนั้นมาโดยไม่รู้ตัว สมดังนัยภาษิตของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า ภาษิตบทนี้อยู่ในหมวดคบหา สอนว่าบุคคลที่เราคบหาใกล้ชิดย่อมมีอิทธิพลต่อความคิด คำพูด และการกระทำของเรา คำว่า “คบ” (เสวนะ) มิได้หมายถึงเพียงการรู้จักกัน แต่หมายถึงการเข้าไปใกล้ชิด รับฟัง และยอมรับแนวคิดของเขามาเป็นแบบอย่าง เมื่อคบผู้ใดนาน ๆ ก็ย่อมซึมซับนิสัยของผู้นั้นมาโดยไม่รู้ตัว

อธิบายบทเชื่อม ๑ใจความนี้สอดคล้องกับอุปมาที่รู้จักกันดีในคัมภีร์ว่า ผู้ที่ใช้ใบไม้ห่อปลาเน่า ใบไม้นั้นก็พลอยมีกลิ่นเหม็นไปด้วย ส่วนผู้ที่ใช้ใบไม้ห่อของหอม ใบไม้นั้นก็พลอยหอมไปด้วย การคบหาจึงเป็นเหมือนการห่อหุ้ม ใจของผู้คบย่อมได้รับกลิ่นอายจากผู้ที่ตนคบ จะเป็นไปในทางดีหรือทางเสียก็ขึ้นอยู่กับว่าเลือกคบผู้ใด

อธิบายบทเชื่อม ๑ภาษิตบทนี้มิได้ตัดสินว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ได้ หรือว่าผู้ที่คบคนไม่ดีต้องเป็นคนไม่ดีเสมอไป แต่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงตามเหตุปัจจัย ในมงคลสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงการไม่คบคนพาลและการคบบัณฑิตไว้เป็นมงคลต้น ๆ เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นปัจจัยอุดหนุนให้ความดีอื่น ๆ เจริญงอกงาม ในทางธรรม การมีกัลยาณมิตรจึงเป็นเครื่องช่วยสำคัญในการประพฤติปฏิบัติ ส่วนผู้ที่จำเป็นต้องอยู่ใกล้คนไม่ดีก็ควรรักษาใจให้มั่นคง ไม่ยอมรับความประพฤตินั้นมาเป็นของตน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลได้ไปมาหาสู่และอยู่ร่วมกับคนดี ย่อมได้แบบอย่างที่ดีและได้รับความเกื้อกูล จึงมีความสุขทั้งในปัจจุบันและภายหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทุกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้อยู่ในหมวดคบหา คำว่า “สัตบุรุษ” (สัปปุรุษ) หมายถึงคนดี คนสงบ ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ไม่จำกัดเพศหรือวัย ส่วน “สมาคม” หมายถึงการคบหา การไปมาหาสู่ และการอยู่ร่วมกัน คำว่า “หเว” ในบาลีเป็นคำเน้นความ มีความหมายว่า แท้จริง หรือ แน่นอน ใจความคือ การคบหากับคนดีย่อมนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง

อธิบายบทเชื่อม ๒บาทคาถานี้มาในชาดก ในนวโกวาทได้แสดงสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือธรรมของสัตบุรุษ ได้แก่ ความรู้จักเหตุ ความรู้จักผล ความรู้จักตน ความรู้จักประมาณ ความรู้จักกาล ความรู้จักชุมชน และความรู้จักเลือกบุคคล ผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมประพฤติตนเหมาะสม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น การได้คบหาผู้เช่นนี้จึงเป็นเหตุแห่งความสุขและความเจริญ

อธิบายบทเชื่อม ๒ความสุขจากการสมาคมกับสัตบุรุษมีหลายระดับ ในระดับโลกิยะ คือได้รับความช่วยเหลือ ความปลอดภัย และคำแนะนำที่ดีในการดำเนินชีวิต ในระดับที่ลึกขึ้น คือได้ฟังธรรม ได้เห็นแบบอย่างการละกิเลส และได้รับกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติ ดังที่การคบสัตบุรุษและการฟังธรรมของท่านเป็นเบื้องต้นแห่งการเจริญในธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้คบต้องตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามด้วยตนเอง ความสุขจึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน หากในวัดมีผู้ที่เคยยักยอกปัจจัยของส่วนรวมและยังไม่ได้แสดงความสำนึกผิด สามเณรหรือผู้รับผิดชอบก็ไม่ควรมอบหมายให้เขาดูแลการเงินตามลำพัง นักเรียนที่รู้ว่าเพื่อนบางคนเคยนำความลับของผู้อื่นไปเผยแพร่ ก็ไม่ควรเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังโดยไม่ระวัง ส่วนเจ้าของกิจการที่พบว่าลูกจ้างเคยทุจริตซ้ำหลายครั้ง ก็ควรมีระบบตรวจสอบที่รัดกุม แม้จะยังให้โอกาสในการทำงานอยู่ก็ตาม

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรพิจารณาความประพฤติของบุคคลก่อนจะวางใจ ใช้ความรอบคอบในเรื่องที่สำคัญ และไม่ประมาทเพราะความเกรงใจหรือความสงสาร ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรดูหมิ่นหรือซ้ำเติมผู้ที่เคยผิดพลาด หากเขากลับตัวอย่างจริงจัง ก็ควรค่อย ๆ ให้ความไว้วางใจตามความประพฤติที่ปรากฏ และที่สำคัญคือรักษาตนไม่ให้เป็นผู้ทำบาปที่ผู้อื่นไม่อาจไว้ใจได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

นาสฺมเส กตปาปมฺหิ
ไม่ควรไว้ใจคนทำความชั่ว

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก