ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นโท ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๒ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๓ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๑๕ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๒ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นโท ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · บทเชื่อม ๒ บท · ประมาณ ๔,๙๙๖ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จกลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
(ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๘)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงความสำคัญของศีลด้วยการเปรียบ ๓ อย่าง คือ ศีลเป็นเบื้องต้นและเป็นที่พึ่ง (ปติฏฐา คือที่ตั้งมั่น) ศีลเป็นมารดาของกัลยาณธรรม (ธรรมอันดีงาม) และศีลเป็นประมุข (ผู้นำหน้า) ของธรรมทั้งปวง แล้วสรุปว่าเพราะศีลมีความสำคัญเช่นนี้ จึงควรชำระศีลให้บริสุทธิ์

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในเถรคาถา เป็นคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ความหมายของการเปรียบแต่ละข้อพอเข้าใจได้ว่า ศีลเป็นเบื้องต้นเพราะเป็นข้อแรกของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นที่พึ่งเพราะเป็นพื้นให้คุณธรรมอื่นตั้งอยู่ได้ เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งหลาย เป็นมารดาเพราะเป็นแหล่งให้ความดีอื่นเกิดขึ้นและเติบโต และเป็นประมุขเพราะนำหน้าการปฏิบัติธรรมทั้งหมด

ขยายความบทตั้งผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมทราบว่า ศีลเป็นเหตุให้เกิดความไม่เดือดร้อนใจ เมื่อใจไม่เดือดร้อนก็เกิดปีติปราโมทย์ จิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย และสมาธิเป็นฐานของปัญญา ศีลจึงมิใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ คำว่า “ชำระศีลให้บริสุทธิ์” หมายถึงการรักษาไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย และเมื่อพลั้งพลาดก็รีบแก้ไขตามวิธีที่ถูกต้อง สำหรับพระภิกษุคือการแสดงอาบัติและสำรวมระวังต่อไป สำหรับคฤหัสถ์คือการตั้งใจสมาทานใหม่และระวังไม่ให้ผิดซ้ำ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีศีลย่อมสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่เบียดเบียนใคร จึงเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่นและมีมิตรมาก ส่วนผู้ประพฤติชั่วย่อมทำให้คนหวาดระแวง จนมิตรที่เคยมีห่างเหินไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของศีลในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น คำว่า “ความสำรวม” (สญฺญม) หมายถึงการระวังกาย วาจา ใจ ไม่ให้ล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนผู้อื่น ผู้มีศีลย่อมเป็นที่ไว้วางใจ จึงได้มิตรมาก ส่วน “ผู้ไม่มีศีล” (ทุสฺสีโล) ที่ประพฤติชั่ว ย่อมทำให้ผู้อื่นหวาดระแวงและเสื่อมศรัทธา จนมิตรที่เคยมีห่างเหินไป คำว่า “แตกจากมิตร” (ธํสเต) หมายถึงเสื่อมหรือพลัดพรากจากมิตร

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในคัมภีร์เถรคาถา อยู่ในชุดคาถาที่พระเถระแสดงคุณของศีลต่อเนื่องกันหลายบท บทนี้ชี้ให้เห็นว่า ศีลมิใช่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นรากฐานของความไว้วางใจระหว่างคน ศีลแต่ละข้อล้วนเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน คู่ครอง ความจริง และสติสัมปชัญญะ ผู้รักษาศีลจึงเป็นเหมือนผู้ให้ความปลอดภัยแก่คนรอบข้าง ความเป็นมิตรจึงเกิดขึ้นได้โดยง่าย

อธิบายบทเชื่อม ๑มิตรในที่นี้ควรเข้าใจว่าหมายถึงกัลยาณมิตรที่คบกันด้วยความเคารพและไว้วางใจ มิใช่พวกพ้องที่รวมกันด้วยผลประโยชน์หรือชวนกันทำผิด ผู้ไม่มีศีลอาจมีพรรคพวกห้อมล้อมอยู่บ้าง แต่มักเป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบาง เมื่อหมดประโยชน์หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนก็แตกแยกกัน ความข้อนี้สอดคล้องกับหลักสาราณียธรรมที่เรียนในชั้นโท ซึ่งมีข้อว่าด้วยการมีศีลเสมอกัน เป็นเหตุให้ระลึกถึงกันและอยู่ร่วมกันโดยสามัคคี

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลประพฤติเรียบร้อยทางกายและวาจา ไม่เบียดเบียนใคร ย่อมเป็นที่สรรเสริญของผู้คน แต่เมื่อประพฤติเสียหาย ย่อมถูกติเตียนและเสื่อมเสียชื่อเสียง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ทุศีล” หมายถึงผู้มีความประพฤติทางกายและวาจาเสียหาย ไม่ตั้งอยู่ในศีล ส่วน “ผู้มีศีล” หมายถึงผู้ประพฤติเรียบร้อย เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบผลที่เห็นได้ในปัจจุบันของบุคคลสองประเภท คือ ผู้ทุศีลได้รับคำติเตียนและความเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลได้รับเกียรติคุณและคำสรรเสริญ

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในเถรคาถา ในหมวดคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ใจความของคาถาชี้ให้เห็นผลของศีลในระดับที่ทุกคนสังเกตได้ในโลกนี้ ไม่ต้องรอถึงโลกหน้า เพราะความประพฤติของบุคคลย่อมปรากฏแก่ผู้อยู่ใกล้ และเป็นที่รู้กันในหมู่คนทั้งหลาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักที่ว่า ศีลวิบัติมีโทษคือเสียชื่อเสียง ส่วนศีลสมบัติมีอานิสงส์คือเกียรติศัพท์อันดีงามย่อมฟุ้งไป

อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าผู้มีศีลจะไม่มีใครตำหนิเลย เพราะโลกธรรมย่อมมีนินทาและสรรเสริญคู่กันเสมอ บางครั้งผู้ทำดีก็อาจถูกเข้าใจผิด แต่คำติเตียนที่ไม่มีมูลย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ต่างจากคำติเตียนที่เกิดจากความผิดจริง คำว่า “ทุกเมื่อ” จึงหมายถึงว่า ศีลเป็นเหตุแห่งการสรรเสริญอยู่เสมอ ผู้มีศีลไม่ควรรักษาศีลเพียงเพื่อหวังคำชม แต่เพราะเห็นว่าการไม่เบียดเบียนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชื่อเสียงเป็นเพียงผลพลอยได้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่เพิ่งบวชใหม่ ถ้าตั้งใจรักษาสิกขาบทและปฏิบัติกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ การเรียนและการนั่งสมาธิก็จะมีกำลัง เพราะใจไม่ต้องกังวลกับความผิดที่ทำไว้ นักเรียนที่ซื่อสัตย์ไม่ทุจริตในการสอบ ย่อมมีใจมั่นคงและภูมิใจในความรู้ของตน ส่วนคนทำงานที่ยึดความสุจริตเป็นหลัก ย่อมสร้างความไว้วางใจ อันเป็นพื้นฐานให้ความก้าวหน้าอื่น ๆ ตามมา

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นสำรวจศีลของตนอยู่เสมอ เริ่มจากศีลที่เหมาะกับภาวะของตน คฤหัสถ์รักษาศีล ๕ เป็นปกติ และรักษาศีล ๘ ในวันอุโบสถตามโอกาส ส่วนพระภิกษุสามเณรรักษาสิกขาบทตามภูมิของตน เมื่อพบว่าบกพร่องก็รีบแก้ไข ไม่ปล่อยให้เป็นความเคยชิน เมื่อศีลบริสุทธิ์ ความดีอื่นย่อมตั้งอยู่ได้มั่นคง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จกลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก