ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับประถมศึกษา · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๓ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๔ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๒๐ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับประถมศึกษา · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๓๖๖ ตัวอักษร (ราว ๖ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๖,๖๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “นาโถ” หรือ นาถ แปลว่า ที่พึ่ง สุภาษิตนี้สอนว่า ความพ้นทุกข์และความเจริญในชีวิตต้องอาศัยการกระทำของตนเองเป็นหลัก ผู้อื่นช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่อาจทำความดีแทนเราได้ คำว่า “ตน” ในที่นี้ใช้ตามภาษาสมมุติ หมายถึงบุคคลผู้นั้นเอง มิได้ขัดกับหลักอนัตตา เพราะมุ่งสอนเรื่องความรับผิดชอบในการกระทำของตน

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในพระคาถาธรรมบทสองแห่ง แห่งหนึ่งในอัตตวรรค มีใจความเต็มว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ที่พึ่งที่ได้โดยยากนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงพระอรหัต อีกแห่งหนึ่งในภิกขุวรรค ตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน เพราะฉะนั้น จงสงวนตนให้ดี เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าดี พระคาถาทั้งสองจึงเน้นว่า ที่พึ่งอันแท้จริงเกิดจากการฝึกตนให้ดี

ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือของผู้อื่น หรือให้ถือตนว่าไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์ พระพุทธองค์ตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ความเพียรเป็นกิจที่ทุกคนต้องทำเอง และในนวโกวาทได้แสดงนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ได้แก่ ศีล พาหุสัจจะ กัลยาณมิตตตา โสวจัสสตา กิงกรณีเยสุ ทักขตา ธัมมกามตา วิริยะ สันโดษ สติ และปัญญา จะเห็นว่าการมีกัลยาณมิตรและการเป็นผู้ว่าง่ายก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นที่พึ่งของตน ในระดับโลกิยะ ผู้พึ่งตนได้คือผู้มีความรู้ ความประพฤติ และความขยัน ส่วนในระดับสูงสุด คือผู้ที่ฝึกตนจนพ้นจากกิเลสทั้งปวง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ฉลาดย่อมไม่รอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว แต่รู้จักตักเตือนตนเอง กระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่องแล้วรีบแก้ไข เพราะผู้ที่รู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้แต่ละคนเป็นผู้ตักเตือนตนเอง ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว คำว่า “เตือน” (โจทนา) หมายถึงการกระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่อง แล้วรีบแก้ไขและเร่งทำความดี เพราะผู้ที่อยู่กับเราตลอดเวลาและรู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง

อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้อยู่ในภิกขุวรรค แห่งธรรมบท มีใจความเต็มว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาตนด้วยตนเอง ภิกษุ เธอนั้นคุ้มครองตนได้แล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข พระคาถาจึงตรัสกับภิกษุโดยตรง อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า ตรัสปรารภพระนังคลกูฏเถระ ซึ่งเดิมเป็นคนยากจนรับจ้างไถนา เมื่อออกบวชได้นำไถและผ้าเก่าไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ เมื่อใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงชีวิตเดิม จนใจกลับมามั่นคง ท่านเตือนตนเช่นนี้เรื่อยมาจนได้บรรลุอรหัตตผล

อธิบายบทเชื่อม ๑การเตือนตนเป็นคุณธรรมที่ต้องอาศัยสติและความซื่อตรงต่อตนเอง เพราะคนมักเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนได้ยาก อย่างไรก็ดี การเตือนตนไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำแนะนำของครูอาจารย์และกัลยาณมิตร ผู้ที่เตือนตนเป็นย่อมรับฟังคำเตือนของผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย และการเตือนตนก็ต่างจากการตำหนิตนจนหมดกำลังใจ แต่คือการมองตนตามความเป็นจริงเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น แม้พระคาถาจะตรัสกับภิกษุ คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลพิจารณาตนด้วยตนเองอยู่เนือง ๆ เห็นข้อบกพร่องก็รีบแก้ไข เห็นความดีก็รักษาไว้ ชีวิตย่อมค่อย ๆ ดีขึ้นโดยลำดับ ไม่หลงผิดไปโดยไม่รู้ตัว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้หมั่นตรวจดูความประพฤติของตนอยู่เสมอ คำว่า “ปฏิมํเส” หมายถึงพึงพิจารณา ตรวจตรา หรือสอบสวนดู ส่วน “อตฺตนา” หมายถึงด้วยตนเอง คือไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาชี้โทษก่อน แต่ตนเองเป็นผู้สังเกตกาย วาจา และใจของตนว่ากำลังเป็นไปในทางดีหรือทางเสื่อม เมื่อเห็นข้อบกพร่องก็รีบแก้ไข เมื่อเห็นความดีก็รักษาไว้

อธิบายบทเชื่อม ๒บทนี้มาในพระธรรมบท ภิกขุวรรค ในคาถาเดียวกันมีความว่า “จงเตือนตนด้วยตนเอง” อยู่ด้วย ในอรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องพระนังคลกูฏเถระว่า เดิมเป็นชายยากจนรับจ้างไถนา ครั้นออกบวชแล้วได้นำไถและผ้าเก่าของตนไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เวลาใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูสิ่งของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงความลำบากในชีวิตเดิม จนใจกลับมั่นคงในพรหมจรรย์ ท่านทำอย่างนี้เรื่อยมาจนภายหลังได้บรรลุอรหัตตผล เรื่องนี้แสดงว่า การพิจารณาตนอย่างสม่ำเสมอเป็นเครื่องประคองใจให้อยู่ในทางที่ถูกได้

อธิบายบทเชื่อม ๒การพิจารณาตนอาศัยสติเป็นเครื่องระลึกรู้ และอาศัยหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) เป็นเครื่องยับยั้ง พระพุทธองค์เคยทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาการกระทำทางกาย วาจา และใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ ว่าเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นหรือไม่ เปรียบเหมือนการส่องกระจกดูตน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาตนมิใช่การตำหนิตนจนท้อแท้หรือดูแคลนตนเอง แต่เป็นการมองตามความเป็นจริงเพื่อละสิ่งที่ผิดและเจริญสิ่งที่ถูก ผู้ศึกษาทั่วไปเริ่มได้จากการตรวจศีลและความประพฤติของตน ส่วนการพิจารณากายและใจให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั้น เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐานตามลำดับ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ความประพฤติดีมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกตนอยู่เนือง ๆ และแม้ผู้ที่ประพฤติดีแล้วก็ยังไม่หยุดฝึก หากหมั่นขัดเกลาตนต่อไปอยู่เสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า คำว่า “ผู้ประพฤติดี” แปลจากคำว่า สุพพตะ หมายถึงผู้มีวัตรงาม คือมีข้อปฏิบัติดี ตั้งใจรักษาศีลและทำหน้าที่ของตนโดยสม่ำเสมอ พุทธภาษิตบทนี้ชี้ว่า ความประพฤติดีมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกตนอยู่เนือง ๆ และผู้ที่ประพฤติดีแล้วก็ยังไม่หยุดฝึก หากหมั่นขัดเกลาตนต่อไปอยู่เสมอ

อธิบายบทเชื่อม ๓พระคาถานี้อยู่ในทัณฑวรรค แห่งธรรมบท มีข้อความตอนต้นเหมือนพระคาถาในบัณฑิตวรรค คือ คนไขน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างถากย่อมถากไม้ ต่างกันที่ท่อนท้ายว่า ผู้ประพฤติดีย่อมฝึกตน อรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องสุขสามเณร ศิษย์ของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งมีเรื่องในทำนองเดียวกับบัณฑิตสามเณร คือได้เห็นการไขน้ำ การดัดศร และการถากไม้ แล้วน้อมนำมาพิจารณาฝึกจิตของตนจนได้บรรลุอรหัตตผล อุปมาทั้งสามนี้แสดงว่า แม้วัสดุที่ไม่มีใจ เมื่อได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีก็ใช้ประโยชน์ได้ มนุษย์ผู้มีใจย่อมฝึกตนได้ยิ่งกว่านั้น

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อที่ควรสังเกตคือ ความประพฤติดีกับการฝึกตนเกื้อหนุนกันเป็นเหตุและผล ผู้ฝึกตนย่อมมีความประพฤติดีขึ้น และผู้ประพฤติดีก็ย่อมรู้ว่ายังต้องฝึกต่อไป ไม่หลงคิดว่าตนดีพร้อมแล้ว การฝึกตนตามหลักพระพุทธศาสนาเริ่มจากศีลอันเป็นความประพฤติภายนอก แล้วประณีตขึ้นเป็นการฝึกจิตด้วยสมาธิ และฝึกปัญญาให้เห็นตามความเป็นจริง ความประพฤติดีจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ภาพภายนอกที่ผู้อื่นเห็น แต่ต้องรวมถึงความตั้งใจภายในที่ผู้อื่นมองไม่เห็นด้วย

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตั้งใจท่องจำและทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง แม้ครูจะสอนให้เพียงในห้องเรียน ก็ย่อมสอบผ่านได้ด้วยความเพียรของตน พระภิกษุที่รักษาศีลและทำกิจวัตรสม่ำเสมอ ย่อมเป็นที่พึ่งของตนและเป็นที่เคารพของหมู่คณะ นักเรียนที่รับผิดชอบการบ้านโดยไม่รอให้ผู้ปกครองทำแทน คนทำงานที่ฝึกฝนความรู้ความสามารถของตนอยู่เสมอ และครอบครัวที่รู้จักเก็บออมไว้ยามจำเป็น ล้วนเป็นผู้ที่รู้จักทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนตามหลักนาถกรณธรรม ตั้งอยู่ในศีล หมั่นศึกษา คบกัลยาณมิตร รับฟังคำสอน ขยันทำหน้าที่ และมีสติปัญญากำกับการกระทำ เมื่อตนมีคุณธรรมเป็นหลักแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของตนได้ และยังเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้อีกด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก