ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับประถมศึกษา · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๓ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๔ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๒๐ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับประถมศึกษา · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๕,๖๗๔ ตัวอักษร (ราว ๖ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
สติมโต สทา ภทฺทํ
คนมีสติ เจริญตลอดเวลา
(สํ. ส. ๑๕/๓๐๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้มีสติ” หมายถึงผู้ที่ระลึกได้ รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอไผลทั้งในการคิด การพูด และการกระทำ ส่วน “ความเจริญ” หมายถึงสิ่งที่ดีงาม ความปลอดภัย และความก้าวหน้า พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า คนที่มีสติย่อมพบความเจริญทุกเมื่อ คือไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด สติจะช่วยนำพาไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ

ขยายความบทตั้งสติเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง การให้ทานต้องอาศัยสติ จึงให้ได้ถูกต้องเหมาะสม การรักษาศีลต้องอาศัยสติ จึงไม่เผลอล่วงละเมิด การทำงานต้องอาศัยสติ จึงไม่ผิดพลาด และการศึกษาเล่าเรียนก็ต้องอาศัยสติ จึงจดจำและเข้าใจได้ ผู้ที่มีสติจึงเหมือนคนที่ถือตะเกียงเดินในที่มืด มองเห็นทางชัดเจน ไม่สะดุดล้ม ไม่หลงทาง ความเจริญจึงเกิดขึ้นแก่เขาได้ทุกเวลา

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สติคือความระลึกได้และความไม่เผลอ เป็นเครื่องปลุกใจให้ตื่นอยู่เสมอ ช่วยให้บุคคลดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ระลึกถึงหน้าที่และสิ่งที่ควรทำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ว่า “สติ โลกสฺมิ ชาคโร” แปลว่า “สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก” หมายความว่า สติเป็นเครื่องเตือนใจให้บุคคลดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่เผลอไผล และไม่ละเลยการทำความดี คำว่า “สติ” หมายถึงความระลึกได้ ความไม่เผลอ และการคุมใจไว้กับกิจที่ทำ ช่วยให้ระลึกถึงหน้าที่ สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ควรละเว้น ผู้มีสติจึงเปรียบเสมือนผู้ตื่นอยู่ เพราะไม่ปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปตามความประมาท

อธิบายบทเชื่อม ๑ความหลับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนอนหลับตามธรรมชาติ แต่เป็นคำเปรียบเทียบถึงความประมาท ความเผลอเรอ และความลุ่มหลงในสิ่งต่าง ๆ จนลืมหน้าที่และละเลยความถูกต้อง คนที่ใจหลับเช่นนี้ย่อมถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย เหมือนบ้านที่ยามหลับจนโจรมีโอกาสเข้ามาลักทรัพย์ สติจึงเปรียบเหมือนยามที่เฝ้าประตูใจ คอยเตือนมิให้เผลอปล่อยตนไปตามอารมณ์ เมื่อความโลภ ความโกรธ หรือความหลงเกิดขึ้น สติช่วยให้ระลึกได้ว่าควรระวังใจ และเปิดโอกาสให้ใช้ปัญญาพิจารณายับยั้งคำพูดหรือการกระทำที่อาจก่อให้เกิดโทษ

อธิบายบทเชื่อม ๑หลักธรรมที่สอดคล้องกับคำอธิบายนี้ปรากฏในชาครสูตร ซึ่งกล่าวว่า เมื่ออินทรีย์ ๕ ตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ ชื่อว่าหลับ และเมื่อนิวรณ์ ๕ หลับ อินทรีย์ ๕ ชื่อว่าตื่น อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นธรรมสำคัญที่เกื้อหนุนการพัฒนาจิต ส่วนนิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ ความพอใจในกาม พยาบาท ความคิดปองร้าย ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เป็นธรรมที่กั้นจิตมิให้ก้าวหน้าในความดี การตื่นของอินทรีย์และการหลับของนิวรณ์จึงเป็นภาพเปรียบเทียบที่แสดงถึงการดำเนินชีวิตด้วยกุศลธรรม โดยไม่ปล่อยให้อกุศลธรรมเข้าครอบงำ

อธิบายบทเชื่อม ๑อรรถกถาชาครสูตรอธิบายว่า ผู้พรั่งพร้อมด้วยอินทรีย์ ๕ แม้นอนหลับก็ชื่อว่าเป็นผู้ตื่น เพราะมีความไม่ประมาทและประกอบด้วยกุศล ส่วนผู้พรั่งพร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ แม้อยู่ในอิริยาบถอื่นก็ชื่อว่าเป็นผู้หลับ เพราะมีความประมาทและประกอบด้วยอกุศล ดังนั้น การกล่าวว่า “แม้นอนหลับก็ชื่อว่าตื่น” จึงหมายถึงการเป็นผู้ไม่ประมาทในทางธรรม มิได้หมายความว่า ขณะนอนหลับยังรับรู้เหตุการณ์หรืออันตรายรอบตัวอยู่ตลอดเวลา

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีสติกำกับการกระทำ คำพูด และความคิดของตนอยู่เสมอ ความผิดพลาดย่อมลดน้อยลง และคุณงามความดีย่อมเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ต่างจากผู้ขาดสติที่มักพลั้งเผลอทำผิดซ้ำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า สอนให้เห็นว่า สติเป็นธรรมสำคัญที่ช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างดีงามในแต่ละวัน เพราะช่วยเตือนให้ไม่เผลอไผล ไม่ลืมหน้าที่ และไม่ปล่อยให้อารมณ์นำไปสู่การทำผิด คำว่า “ผู้ประเสริฐ” ในที่นี้มุ่งถึงผู้มีความดีงามในการดำเนินชีวิต เมื่อฝึกสติร่วมกับการใช้ปัญญาและความเพียร ก็ย่อมช่วยให้รู้จักแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาตนให้ดีขึ้นได้

อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ที่เผลอเรออาจทำผิดซ้ำ เพราะไม่ได้ทบทวนสิ่งที่ตนทำ ส่วนผู้ที่ฝึกสติจะหมั่นระลึกว่า วันนี้ตนได้คิด พูด และทำสิ่งใดไปบ้าง แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดดีควรรักษาไว้ สิ่งใดไม่ดีควรละเว้นหรือแก้ไข การทบทวนตนเองเช่นนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาด และค่อย ๆ พัฒนาความประพฤติให้ดีงาม ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสติจะไม่ผิดพลาดเลย แต่เมื่อผิดพลาดแล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตน

อธิบายบทเชื่อม ๒ในมณิภัททสูตรซึ่งเป็นที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า สติเกื้อหนุนความเจริญและความสุข แต่เพียงมีสติยังไม่เพียงพอที่จะพ้นจากเวร พระองค์จึงตรัสต่อไปถึงการมีเมตตาและยินดีในความไม่เบียดเบียน คำสอนนี้เตือนให้เราฝึกสติควบคู่กับความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำสร้างความเดือดร้อน และไม่ผูกใจคิดแก้แค้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓คนที่มีสติย่อมได้รับความสุขที่เจริญงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสติช่วยปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดจากความประมาท และเปิดทางให้ความสุขที่ถูกต้องเข้ามา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนมีสติย่อมได้รับความสุข คำว่า “ได้รับความสุข” ในภาษาบาลีมีความหมายว่า ความสุขย่อมเจริญงอกงามขึ้น คือไม่ได้สุขเพียงชั่วครู่ แต่ความสุขนั้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่มีสติย่อมมีความสุขเพราะสติช่วยปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดจากความประมาท และช่วยเปิดทางให้ความสุขที่ถูกต้องเข้ามาในชีวิต

อธิบายบทเชื่อม ๓ความทุกข์ของมนุษย์จำนวนมากเกิดจากการขาดสติ เช่น พูดโดยไม่คิดจนทะเลาะกับผู้อื่น ใช้จ่ายโดยไม่ยั้งคิดจนเป็นหนี้ ทำงานโดยไม่ระวังจนเกิดความเสียหาย หรือปล่อยใจให้คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ทำให้เศร้าหมอง ผู้ที่มีสติย่อมรู้ทันความคิดและอารมณ์ของตน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ เมื่อความกังวลเกิดขึ้นก็รู้ และไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นครอบงำ ใจจึงสงบ และความสงบนั้นเองคือความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้มีสติยังรู้จักอยู่กับปัจจุบัน ได้รับความสุขจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ไม่จมอยู่กับอดีตหรือกังวลถึงอนาคตจนเกินไป

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง พ่อค้าที่มีสติย่อมไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รู้จักเก็บออม และไม่หลงเชื่อคำชวนลงทุนที่เกินจริง กิจการจึงมั่นคง ช่างที่ทำงานกับเครื่องจักรด้วยความมีสติ ย่อมทำงานได้เรียบร้อยและปลอดภัย นักเรียนที่มีสติเมื่อทำข้อสอบ ย่อมอ่านคำถามอย่างรอบคอบ ไม่ตอบผิดเพราะความสะเพร่า ส่วนคนที่ขาดสติ แม้เก่งเพียงใดก็อาจพลาดพลั้งจนเสียหายได้

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความเจริญในชีวิตจึงควรฝึกสติให้เข้มแข็ง ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอในทุกกิจที่ทำ เพราะสติเป็นเครื่องคุ้มครองและเป็นประตูแห่งความเจริญทั้งปวง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

สติมโต สทา ภทฺทํ
คนมีสติ เจริญตลอดเวลา

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก