เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เปรียบเทียบคุณค่าของปัญญากับทรัพย์ และชี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งที่มั่นคงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้หาทรัพย์ รักษาทรัพย์ และดำเนินชีวิตได้ในทุกสถานการณ์
ขยายความบทตั้งผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ เพราะเขารู้จักหาทางออก รู้จักปรับตัว รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และรู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ขึ้นใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะมีทรัพย์มาก ก็อาจใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่า ถูกหลอกลวงได้ง่าย หรือลงทุนผิดพลาดจนทรัพย์หมดไป และเมื่อทรัพย์หมดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คำว่า “เป็นอยู่ไม่ได้” ในที่นี้จึงหมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพไม่ได้
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้ไม่ได้สอนว่าทรัพย์ไม่มีความสำคัญ ทรัพย์เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและทำความดีได้มากขึ้น แต่ทรัพย์เป็นของภายนอกที่อาจหมดไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ส่วนปัญญาเป็นของภายในที่ติดตัวไป ผู้ที่ลงทุนพัฒนาปัญญาของตนจึงเหมือนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ชีวิต
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความยาวนานของอายุ ผู้มีปัญญาและเพ่งพินิจธรรม แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าผู้มีปัญญาทรามที่อยู่ได้ตั้งร้อยปี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่คุณภาพของชีวิต คือการมีปัญญาและมีจิตใจที่ตั้งมั่น
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “มีใจไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่มีสมาธิ ส่วนคำว่า “เพ่งพินิจ” หมายถึงการใช้จิตที่สงบตั้งมั่นพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปีโดยไม่มีปัญญาและจิตใจฟุ้งซ่าน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความหลงและความทุกข์โดยไม่เข้าใจชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้เห็นความจริงของชีวิต แม้เพียงวันเดียว ก็ได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเน้นคุณค่าของปัญญาและสมาธิ มิได้หมายความว่าชีวิตที่ยาวนานไม่มีค่า หรือส่งเสริมให้ปรารถนาชีวิตที่สั้น ตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าใจพุทธภาษิตบทนี้ย่อมเห็นว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นโอกาสอันมีค่าในการพัฒนาปัญญาและฝึกจิต จึงไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีปัญญาใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้ว ย่อมไม่หลงเชื่อสิ่งผิด และแม้ต้องเผชิญความทุกข์ ก็ยังรู้จักหาความสุขใจได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของปัญญา ๓ ประการ คือ ปัญญาช่วยวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง ปัญญาทำให้เกียรติคุณและชื่อเสียงเพิ่มพูน และผู้มีปัญญาย่อมหาความสุขได้แม้ในยามทุกข์ คำว่า “วินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว” (สุตวินิจฉินี) หมายถึงการใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ส่วน “เกียรติคุณและชื่อเสียง” (กิตติ, สิโลกะ) หมายถึงความดีงามที่ผู้อื่นรู้จักและกล่าวขาน
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในเถรคาถา เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว ปัญญามี ๓ ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การอบรม การฟังอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัยปัญญาวินิจฉัยสิ่งที่ฟังมาด้วย พุทธภาษิตบทนี้จึงชี้ว่า ปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรองความรู้ให้เป็นของจริงแท้แก่ตน
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อความว่า “แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้” ควรเข้าใจให้ถูก มิได้หมายความว่าผู้มีปัญญาจะไม่ประสบความทุกข์เลย ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความผิดหวังยังเกิดแก่ทุกคนได้ แต่ผู้มีปัญญารู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ว่าอะไรแก้ไขได้และอะไรต้องยอมรับ จึงไม่เพิ่มความทุกข์ใจซ้ำเติมตนเอง และยังพบความสงบได้ในท่ามกลางปัญหา ในระดับสูงสุด พระอรหันต์ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ แม้ยังมีทุกข์ทางกายตามธรรมดาของขันธ์ แต่ใจไม่ถูกทุกข์ครอบงำอีก ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการมองปัญหาอย่างมีสติและเหตุผล
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักเสียสละสุขส่วนน้อยที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเล็งเห็นว่าการเสียสละนั้นจะนำมาซึ่งสุขอันไพบูลย์และยั่งยืนกว่าในภายหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักเลือกความสุขด้วยปัญญา บางครั้งความสุขที่ดีกว่าย่อมต้องอาศัยการยอมลดความเพลิดเพลินหรือความสะดวกสบายบางอย่าง ผู้มีปัญญาจึงไม่มองเพียงความถูกใจเฉพาะหน้า แต่พิจารณาว่าสิ่งใดจะนำประโยชน์และความสงบสุขมาให้ยิ่งกว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓คำว่า “สุขส่วนน้อย” หมายถึงความสุขเล็กน้อยหรือมีขอบเขตจำกัด เช่น ความเพลิดเพลินจากการกิน การเที่ยว หรือการใช้จ่ายตามใจ ส่วน “สุขอันไพบูลย์” หมายถึงความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยอรรถกถาอธิบายมุ่งถึงนิพพานสุข คือความสุขจากการดับกิเลสและพ้นทุกข์ ผู้มุ่งความสุขเช่นนี้จึงยอมสละความติดใจในสุขเล็กน้อย แล้วฝึกตนด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
อธิบายบทเชื่อม ๓เมื่อนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้เห็นว่า เราไม่อาจตามใจตนเองทุกอย่างแล้วหวังให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นได้เสมอไป อยากมีความรู้ก็ต้องยอมแบ่งเวลาจากความสนุกมาเรียน อยากมีเงินไว้ใช้ยามจำเป็นก็ต้องลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น อยากมีใจสงบก็ต้องฝึกวางความอยากเอาชนะผู้อื่น การยอมสละบางอย่างจึงมิใช่มีแต่ความสูญเสีย แต่เป็นการเปิดทางให้สิ่งที่มีคุณค่ากว่าเกิดขึ้น
อธิบายบทเชื่อม ๓อย่างไรก็ตาม การสละสุขส่วนน้อยต้องประกอบด้วยปัญญา มิใช่ฝืนตนจนเจ็บป่วยหรือทอดทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ การพักผ่อนอย่างเพียงพอและความเพลิดเพลินที่เหมาะสมยังมีที่ทางในชีวิต สิ่งสำคัญคือรู้จักประมาณ และพิจารณาว่า ความสุขที่กำลังติดใจอยู่นั้นขัดขวางความดีหรือประโยชน์ที่สำคัญกว่าหรือไม่ หากเห็นชัดว่าลดเสียแล้วชีวิตจะดีขึ้น ก็ควรฝึกใจให้กล้าลด กล้าละ และกล้าวาง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติจนสูญเสียทรัพย์สิน แต่มีความรู้ในอาชีพและรู้จักวางแผน มักตั้งตัวใหม่ได้ในเวลาไม่นาน ส่วนผู้ที่ได้รับมรดกจำนวนมากแต่ไม่รู้จักบริหาร อาจใช้หมดในเวลาไม่กี่ปี นักเรียนที่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ แม้ครอบครัวจะไม่ร่ำรวย ก็มีโอกาสสร้างอนาคตที่ดีด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาชีวิตที่มั่นคงจึงควรลงทุนในการพัฒนาปัญญาให้มากกว่าการสะสมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และใช้ปัญญานั้นในการหาและรักษาทรัพย์โดยชอบธรรม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ