เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง
เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้รู้จักเลือกความสุขด้วยปัญญา บางครั้งความสุขที่ดีกว่าย่อมต้องอาศัยการยอมลดความเพลิดเพลินหรือความสะดวกสบายบางอย่าง ผู้มีปัญญาจึงไม่มองเพียงความถูกใจเฉพาะหน้า แต่พิจารณาว่าสิ่งใดจะนำประโยชน์และความสงบสุขมาให้ยิ่งกว่า
ขยายความบทตั้งคำว่า “สุขส่วนน้อย” หมายถึงความสุขเล็กน้อยหรือมีขอบเขตจำกัด เช่น ความเพลิดเพลินจากการกิน การเที่ยว หรือการใช้จ่ายตามใจ ส่วน “สุขอันไพบูลย์” หมายถึงความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยอรรถกถาอธิบายมุ่งถึงนิพพานสุข คือความสุขจากการดับกิเลสและพ้นทุกข์ ผู้มุ่งความสุขเช่นนี้จึงยอมสละความติดใจในสุขเล็กน้อย แล้วฝึกตนด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
ขยายความบทตั้งเมื่อนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้เห็นว่า เราไม่อาจตามใจตนเองทุกอย่างแล้วหวังให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นได้เสมอไป อยากมีความรู้ก็ต้องยอมแบ่งเวลาจากความสนุกมาเรียน อยากมีเงินไว้ใช้ยามจำเป็นก็ต้องลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น อยากมีใจสงบก็ต้องฝึกวางความอยากเอาชนะผู้อื่น การยอมสละบางอย่างจึงมิใช่มีแต่ความสูญเสีย แต่เป็นการเปิดทางให้สิ่งที่มีคุณค่ากว่าเกิดขึ้น
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม การสละสุขส่วนน้อยต้องประกอบด้วยปัญญา มิใช่ฝืนตนจนเจ็บป่วยหรือทอดทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ การพักผ่อนอย่างเพียงพอและความเพลิดเพลินที่เหมาะสมยังมีที่ทางในชีวิต สิ่งสำคัญคือรู้จักประมาณ และพิจารณาว่า ความสุขที่กำลังติดใจอยู่นั้นขัดขวางความดีหรือประโยชน์ที่สำคัญกว่าหรือไม่ หากเห็นชัดว่าลดเสียแล้วชีวิตจะดีขึ้น ก็ควรฝึกใจให้กล้าลด กล้าละ และกล้าวาง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความยาวนานของอายุ ผู้มีปัญญาและเพ่งพินิจธรรม แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าผู้มีปัญญาทรามที่อยู่ได้ตั้งร้อยปี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่คุณภาพของชีวิต คือการมีปัญญาและมีจิตใจที่ตั้งมั่น
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “มีใจไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่มีสมาธิ ส่วนคำว่า “เพ่งพินิจ” หมายถึงการใช้จิตที่สงบตั้งมั่นพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปีโดยไม่มีปัญญาและจิตใจฟุ้งซ่าน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความหลงและความทุกข์โดยไม่เข้าใจชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้เห็นความจริงของชีวิต แม้เพียงวันเดียว ก็ได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเน้นคุณค่าของปัญญาและสมาธิ มิได้หมายความว่าชีวิตที่ยาวนานไม่มีค่า หรือส่งเสริมให้ปรารถนาชีวิตที่สั้น ตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าใจพุทธภาษิตบทนี้ย่อมเห็นว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นโอกาสอันมีค่าในการพัฒนาปัญญาและฝึกจิต จึงไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีปัญญาใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้ว ย่อมไม่หลงเชื่อสิ่งผิด และแม้ต้องเผชิญความทุกข์ ก็ยังรู้จักหาความสุขใจได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของปัญญา ๓ ประการ คือ ปัญญาช่วยวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง ปัญญาทำให้เกียรติคุณและชื่อเสียงเพิ่มพูน และผู้มีปัญญาย่อมหาความสุขได้แม้ในยามทุกข์ คำว่า “วินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว” (สุตวินิจฉินี) หมายถึงการใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ส่วน “เกียรติคุณและชื่อเสียง” (กิตติ, สิโลกะ) หมายถึงความดีงามที่ผู้อื่นรู้จักและกล่าวขาน
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในเถรคาถา เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว ปัญญามี ๓ ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การอบรม การฟังอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัยปัญญาวินิจฉัยสิ่งที่ฟังมาด้วย พุทธภาษิตบทนี้จึงชี้ว่า ปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรองความรู้ให้เป็นของจริงแท้แก่ตน
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อความว่า “แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้” ควรเข้าใจให้ถูก มิได้หมายความว่าผู้มีปัญญาจะไม่ประสบความทุกข์เลย ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความผิดหวังยังเกิดแก่ทุกคนได้ แต่ผู้มีปัญญารู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ว่าอะไรแก้ไขได้และอะไรต้องยอมรับ จึงไม่เพิ่มความทุกข์ใจซ้ำเติมตนเอง และยังพบความสงบได้ในท่ามกลางปัญหา ในระดับสูงสุด พระอรหันต์ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ แม้ยังมีทุกข์ทางกายตามธรรมดาของขันธ์ แต่ใจไม่ถูกทุกข์ครอบงำอีก ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการมองปัญหาอย่างมีสติและเหตุผล
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้มีปัญญาแม้จะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ เพราะปัญญาเป็นเครื่องมือหาทรัพย์และแก้ไขปัญหาชีวิต ส่วนผู้อับปัญญาแม้มีทรัพย์มากก็ไม่อาจเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบคุณค่าของปัญญากับทรัพย์ และชี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งที่มั่นคงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้หาทรัพย์ รักษาทรัพย์ และดำเนินชีวิตได้ในทุกสถานการณ์
อธิบายบทเชื่อม ๓ผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ เพราะเขารู้จักหาทางออก รู้จักปรับตัว รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และรู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ขึ้นใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะมีทรัพย์มาก ก็อาจใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่า ถูกหลอกลวงได้ง่าย หรือลงทุนผิดพลาดจนทรัพย์หมดไป และเมื่อทรัพย์หมดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คำว่า “เป็นอยู่ไม่ได้” ในที่นี้จึงหมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพไม่ได้
อธิบายบทเชื่อม ๓พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนว่าทรัพย์ไม่มีความสำคัญ ทรัพย์เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและทำความดีได้มากขึ้น แต่ทรัพย์เป็นของภายนอกที่อาจหมดไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ส่วนปัญญาเป็นของภายในที่ติดตัวไป ผู้ที่ลงทุนพัฒนาปัญญาของตนจึงเหมือนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ชีวิต
ตัวอย่างในชีวิตนักเรียนที่ลดเวลาเล่นเกมแล้วแบ่งมาอ่านหนังสือ ย่อมมีโอกาสเข้าใจบทเรียนมากขึ้น ผู้ที่ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยก็มีเงินเหลือไว้ใช้ในสิ่งจำเป็น ผู้ที่สละเวลาส่วนหนึ่งไปดูแลพ่อแม่หรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ก็ได้ฝึกความกตัญญูและความเมตตา แม้ผู้ที่กำลังโกรธ หากยอมละความสะใจที่จะพูดให้เจ็บ ก็ช่วยรักษาน้ำใจและลดเหตุแห่งความบาดหมางได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการฝึกเลือกประโยชน์ที่ยิ่งกว่าความพอใจชั่วครู่ของตน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรถามใจตนอยู่เสมอว่า สิ่งที่กำลังเลือกนั้นให้เพียงความเพลิดเพลิน หรือช่วยให้ชีวิตดีงามขึ้นด้วย เมื่อเห็นประโยชน์ที่ยิ่งกว่าแล้ว ก็พึงฝึกเสียสละด้วยความเข้าใจ ไม่ปล่อยให้ความติดสบายฉุดรั้งการทำความดี การละได้ทีละเล็กทีละน้อยย่อมเป็นการฝึกใจให้พร้อมก้าวไปสู่ความสงบสุขที่ประณีตยิ่งขึ้น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ