ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับมัธยมศึกษา · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๓ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๔ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๒๐ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับมัธยมศึกษา · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๒๘๓ ตัวอักษร (ราว ๖ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
โย จ วสฺสสตํ ชีเวทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโยปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน
ผู้มีปัญญาฆ่ากิเลส มีชีวิตอยู่แค่วันเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไร้ปัญญาใจไม่มั่นคง อยู่นานผ่าน ๑๐๐ ปี
(ขุ. ธ. ๒๕/๑๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่คุณภาพของชีวิต คือการมีปัญญาและมีจิตใจที่ตั้งมั่น

ขยายความบทตั้งคำว่า “มีใจไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่มีสมาธิ ส่วนคำว่า “เพ่งพินิจ” หมายถึงการใช้จิตที่สงบตั้งมั่นพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปีโดยไม่มีปัญญาและจิตใจฟุ้งซ่าน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความหลงและความทุกข์โดยไม่เข้าใจชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้เห็นความจริงของชีวิต แม้เพียงวันเดียว ก็ได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า

ขยายความบทตั้งข้อความนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเน้นคุณค่าของปัญญาและสมาธิ มิได้หมายความว่าชีวิตที่ยาวนานไม่มีค่า หรือส่งเสริมให้ปรารถนาชีวิตที่สั้น ตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าใจสุภาษิตนี้ย่อมเห็นว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นโอกาสอันมีค่าในการพัฒนาปัญญาและฝึกจิต จึงไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาแม้จะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ เพราะปัญญาเป็นเครื่องมือหาทรัพย์และแก้ไขปัญหาชีวิต ส่วนผู้อับปัญญาแม้มีทรัพย์มากก็ไม่อาจเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบคุณค่าของปัญญากับทรัพย์ และชี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งที่มั่นคงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้หาทรัพย์ รักษาทรัพย์ และดำเนินชีวิตได้ในทุกสถานการณ์

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ เพราะเขารู้จักหาทางออก รู้จักปรับตัว รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และรู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ขึ้นใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะมีทรัพย์มาก ก็อาจใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่า ถูกหลอกลวงได้ง่าย หรือลงทุนผิดพลาดจนทรัพย์หมดไป และเมื่อทรัพย์หมดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คำว่า “เป็นอยู่ไม่ได้” ในที่นี้จึงหมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพไม่ได้

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนว่าทรัพย์ไม่มีความสำคัญ ทรัพย์เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและทำความดีได้มากขึ้น แต่ทรัพย์เป็นของภายนอกที่อาจหมดไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ส่วนปัญญาเป็นของภายในที่ติดตัวไป ผู้ที่ลงทุนพัฒนาปัญญาของตนจึงเหมือนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ชีวิต

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลยึดติดอยู่กับความสุขเล็กน้อยเฉพาะหน้า ย่อมพลาดความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า แต่หากรู้จักอดใจสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ย่อมได้รับสุขอันไพบูลย์สมกับที่เป็นผู้มีปัญญา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักเลือกความสุขด้วยปัญญา บางครั้งความสุขที่ดีกว่าย่อมต้องอาศัยการยอมลดความเพลิดเพลินหรือความสะดวกสบายบางอย่าง ผู้มีปัญญาจึงไม่มองเพียงความถูกใจเฉพาะหน้า แต่พิจารณาว่าสิ่งใดจะนำประโยชน์และความสงบสุขมาให้ยิ่งกว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒คำว่า “สุขส่วนน้อย” หมายถึงความสุขเล็กน้อยหรือมีขอบเขตจำกัด เช่น ความเพลิดเพลินจากการกิน การเที่ยว หรือการใช้จ่ายตามใจ ส่วน “สุขอันไพบูลย์” หมายถึงความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยอรรถกถาอธิบายมุ่งถึงนิพพานสุข คือความสุขจากการดับกิเลสและพ้นทุกข์ ผู้มุ่งความสุขเช่นนี้จึงยอมสละความติดใจในสุขเล็กน้อย แล้วฝึกตนด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา

อธิบายบทเชื่อม ๒เมื่อนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้เห็นว่า เราไม่อาจตามใจตนเองทุกอย่างแล้วหวังให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นได้เสมอไป อยากมีความรู้ก็ต้องยอมแบ่งเวลาจากความสนุกมาเรียน อยากมีเงินไว้ใช้ยามจำเป็นก็ต้องลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น อยากมีใจสงบก็ต้องฝึกวางความอยากเอาชนะผู้อื่น การยอมสละบางอย่างจึงมิใช่มีแต่ความสูญเสีย แต่เป็นการเปิดทางให้สิ่งที่มีคุณค่ากว่าเกิดขึ้น

อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม การสละสุขส่วนน้อยต้องประกอบด้วยปัญญา มิใช่ฝืนตนจนเจ็บป่วยหรือทอดทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ การพักผ่อนอย่างเพียงพอและความเพลิดเพลินที่เหมาะสมยังมีที่ทางในชีวิต สิ่งสำคัญคือรู้จักประมาณ และพิจารณาว่า ความสุขที่กำลังติดใจอยู่นั้นขัดขวางความดีหรือประโยชน์ที่สำคัญกว่าหรือไม่ หากเห็นชัดว่าลดเสียแล้วชีวิตจะดีขึ้น ก็ควรฝึกใจให้กล้าลด กล้าละ และกล้าวาง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง เป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง และทำให้ผู้มีปัญญาหาความสุขได้แม้ในยามที่ประสบความทุกข์ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของปัญญา ๓ ประการ คือ ปัญญาช่วยวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง ปัญญาทำให้เกียรติคุณและชื่อเสียงเพิ่มพูน และผู้มีปัญญาย่อมหาความสุขได้แม้ในยามทุกข์ คำว่า “วินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว” (สุตวินิจฉินี) หมายถึงการใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ส่วน “เกียรติคุณและชื่อเสียง” (กิตติ, สิโลกะ) หมายถึงความดีงามที่ผู้อื่นรู้จักและกล่าวขาน

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในเถรคาถา เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว ปัญญามี ๓ ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การอบรม การฟังอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัยปัญญาวินิจฉัยสิ่งที่ฟังมาด้วย พุทธภาษิตบทนี้จึงชี้ว่า ปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรองความรู้ให้เป็นของจริงแท้แก่ตน

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อความว่า “แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้” ควรเข้าใจให้ถูก มิได้หมายความว่าผู้มีปัญญาจะไม่ประสบความทุกข์เลย ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความผิดหวังยังเกิดแก่ทุกคนได้ แต่ผู้มีปัญญารู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ว่าอะไรแก้ไขได้และอะไรต้องยอมรับ จึงไม่เพิ่มความทุกข์ใจซ้ำเติมตนเอง และยังพบความสงบได้ในท่ามกลางปัญหา ในระดับสูงสุด พระอรหันต์ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ แม้ยังมีทุกข์ทางกายตามธรรมดาของขันธ์ แต่ใจไม่ถูกทุกข์ครอบงำอีก ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการมองปัญหาอย่างมีสติและเหตุผล

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ใช้เวลาแต่ละวันไปกับการเลื่อนดูสิ่งบันเทิงโดยไม่ได้เรียนรู้หรือพัฒนาตน แม้ผ่านไปหลายปีก็อาจไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่แบ่งเวลาทบทวนตนเอง ฝึกสมาธิ และอ่านหนังสือที่มีประโยชน์ แม้เพียงวันละเล็กน้อย ย่อมมีชีวิตที่มีคุณภาพขึ้นทุกวัน นักเรียนที่ตั้งใจเรียนและคิดอย่างลึกซึ้งเพียงหนึ่งชั่วโมง อาจได้ความเข้าใจมากกว่าการนั่งเหม่อลอยทั้งวัน

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรปรารถนาทั้งการมีชีวิตอยู่และการอยู่อย่างมีปัญญา รักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อทำประโยชน์ ฝึกใจให้สงบ และเพิ่มพูนความเข้าใจในธรรม อย่ามัวเสียดายวันที่ผ่านไปจนลืมทำวันนี้ให้ดี เพราะวันที่เราเริ่มรู้จักตน เริ่มละความผิด และเริ่มอบรมใจ ย่อมเป็นวันที่มีคุณค่า สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

โย จ วสฺสสตํ ชีเวทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโยปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน
ผู้มีปัญญาฆ่ากิเลส มีชีวิตอยู่แค่วันเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไร้ปัญญาใจไม่มั่นคง อยู่นานผ่าน ๑๐๐ ปี

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก