ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับมัธยมศึกษา · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๓ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๔ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๒๐ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับมัธยมศึกษา · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๖๑๓ ตัวอักษร (ราว ๗ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
นิทฺทาสีลี สภาสีลีอนุฏฺฐาตา จ โย นโร
อลโส โกธปญฺญาโณตํ ปราภวโต มุขํ
การที่เป็นคนติดนอน ชอบสังสรรค์ ไม่ขยัน เกียจคร้าน โกรธง่าย นั้น เป็นทางแห่งความเสื่อม
(ขุ. สุ. ๒๕/๓๔๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงลักษณะของบุคคลที่เดินไปสู่ความเสื่อม คำว่า “มักหลับ” หมายถึงผู้ติดความสบาย นอนเกินควรจนเสียกิจ “มักคุย” (สภาสีลี) หมายถึงผู้ชอบคลุกคลีในวงสนทนาไร้สาระ “ไม่ขยัน เกียจคร้าน” หมายถึงผู้ไม่ลุกขึ้นทำหน้าที่ของตน และ “มุทะลุ” (โกธปญฺญาโณ) หมายถึงผู้ที่ปรากฏชัดด้วยความโกรธ ฉุนเฉียวง่าย ส่วน “เหตุของผู้ฉิบหาย” (ปราภวมุข) คือทางแห่งความเสื่อม

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในปราภวสูตร ซึ่งเทวดาองค์หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่พระเชตวัน แล้วทูลถามถึงเหตุแห่งความเสื่อมทีละข้อ พระองค์ตรัสตอบเป็นข้อ ๆ ข้อนี้เป็นเหตุแห่งความเสื่อมประการหนึ่งในบรรดาหลายประการที่ทรงแสดงไว้ ความเสื่อมในที่นี้จึงหมายถึงความเสื่อมในการดำเนินชีวิต ทั้งทรัพย์ ยศ มิตร และคุณธรรม ซึ่งเป็นธรรมระดับโลกิยะที่ผู้ครองเรือนเห็นผลได้ชัด

ขยายความบทตั้งลักษณะทั้งสี่นี้เกื้อหนุนกัน คนนอนมากย่อมมีเวลาทำงานน้อย คนชอบคุยย่อมหมดเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นประโยชน์ เมื่อรวมกับความเกียจคร้าน งานก็คั่งค้าง ครั้นมีผู้ทักท้วงก็โกรธง่าย จึงปิดทางแก้ไขตนเอง ธรรมที่ตรงข้ามคือความเพียร (วิริยะ) และขันติ ส่วนการพักผ่อนหรือสนทนาในปริมาณพอเหมาะมิใช่ความผิด สุภาษิตมุ่งติเตียนผู้ที่ทำจนเป็นนิสัย (สีละ) จนเสียหน้าที่

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความเกียจคร้านเป็นเหตุแห่งความเสื่อม แม้ผู้ที่มีฐานะมั่งมีอยู่แล้ว หากไม่ขวนขวายรักษาและเพิ่มพูนสิ่งที่มี ก็อาจล่มจมลงได้ เหมือนคนเกาะไม้ฟืนเล็ก ๆ กลางทะเล สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบให้เห็นว่า ความเกียจคร้านเป็นเหตุแห่งความเสื่อม แม้ผู้ที่มีฐานะดีหรือมีความเป็นอยู่ดีอยู่แล้ว หากอาศัยความเกียจคร้าน ไม่ขวนขวายรักษาและเพิ่มพูนสิ่งที่มีอยู่ ก็อาจเสื่อมลงจนล่มจมได้ คำว่า “สาธุชีวี” หมายถึงผู้มีความเป็นอยู่ดี ส่วน “กุสีตะ” หมายถึงความเกียจคร้านหรือผู้เกียจคร้าน ซึ่งตรงข้ามกับวิริยะ (ความเพียร) ตามรูปบาลียังอาจเข้าใจได้อีกนัยหนึ่งว่า อาศัยคนเกียจคร้าน คือไปคบหาพึ่งพาผู้เกียจคร้าน ทั้งสองนัยล้วนเตือนให้ห่างไกลจากความเกียจคร้านเช่นเดียวกัน

อธิบายบทเชื่อม ๑อุปมาในบทนี้ชัดเจนและควรพิจารณา ผู้ที่ตกอยู่กลางมหาสมุทรแล้วเกาะไม้ฟืนชิ้นเล็ก ๆ ไว้ ไม้นั้นเล็กเกินกว่าจะพยุงน้ำหนักตัวให้ลอยอยู่ได้ ย่อมพาจมลงไปด้วยกัน ความเกียจคร้านก็เป็นเช่นไม้ชิ้นเล็กนั้น ผู้ที่อาศัยความสบายชั่วคราวเป็นที่พึ่ง ย่อมไม่มีสิ่งใดรองรับชีวิตไว้ได้ เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงหรืออุปสรรคซึ่งเปรียบเหมือนคลื่นในทะเล ก็ย่อมทานไว้ไม่ไหว

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมเคยพบหมวดธรรมเรื่องกุสีตวัตถุ ๘ คือเรื่องที่คนเกียจคร้านยกขึ้นอ้างเพื่อไม่ทำงาน เช่น อ้างว่าจะต้องทำงาน อ้างว่าทำงานมาแล้วเหนื่อย อ้างว่าหิวหรืออิ่มเกินไป ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่ฟังดูสมควร ควรเข้าใจด้วยว่า การพักผ่อนตามสมควรมิใช่ความเกียจคร้าน และพุทธภาษิตบทนี้มิได้หมายความว่าผู้มีฐานะไม่ดีเป็นเพราะเกียจคร้านเสมอไป ความเกียจคร้านคือการทอดทิ้งหน้าที่ในเวลาที่ควรทำ ในระดับโลกิยะย่อมทำให้ทรัพย์ การงาน และการศึกษาเสื่อม ในทางธรรมย่อมทำให้กุศลธรรมไม่เจริญ และไม่อาจข้ามพ้นโอฆะคือกระแสกิเลสได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีความเห็นผิดกลับตาลปัตร ใจย่อมดำริไปในทางที่ผิด แม้จะแสวงหาเพียงใดก็ไม่พบคุณค่าที่แท้ เพราะมุ่งไปผิดทางตั้งแต่ต้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของความเห็นผิดและความดำริผิด คำว่า “สาระ” หมายถึงแก่นหรือสิ่งที่มีคุณค่าแท้ ท่านอธิบายว่าได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ และสัมมาทิฏฐิ ส่วน “อสาระ” หมายถึงสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร เช่น ความเห็นผิดและสิ่งที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ “มิจฉาสังกัปปะ” คือความดำริผิด ได้แก่ ความดำริในกาม ในพยาบาท และในการเบียดเบียน

อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า อุปติสสะและโกลิตะ ซึ่งต่อมาคือพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ เคยเป็นศิษย์ของสญชัยปริพาชก เมื่ออุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิแล้ว ทั้งสองได้ชวนอาจารย์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่สญชัยไม่ยอมไป เมื่อทั้งสองกราบทูลเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สญชัยถือเอาความเห็นผิดว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ แล้วทรงแสดงพระคาถานี้

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้ชี้ว่า ความเห็นกับความดำริเป็นเหตุผลต่อกัน เมื่อมองคุณค่าผิดไป ความคิดก็โน้มไปในทางผิด แล้วการกระทำย่อมไม่นำไปสู่ประโยชน์แท้ ในระดับสูงสุด สาระคือวิมุตติ ความพ้นจากกิเลส ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ที่เริ่มจากสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการตรวจสอบว่า สิ่งที่ตนให้คุณค่านั้นเป็นแก่นแท้ของชีวิตหรือเป็นเพียงเปลือก และไม่ปล่อยให้ความยึดถือในความเห็นของตนปิดกั้นการรับฟังความจริง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ความสุขที่สร้างขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่นหาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่ ผู้ที่แสวงหาสุขเพื่อตนด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมพัวพันอยู่กับเวรและไม่พ้นจากเวรไปได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า คำว่า “ก่อทุกข์แก่ผู้อื่น” แปลจากบาลีว่า ปรทุกฺขูปธาน หมายถึงการทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ ส่วน “พัวพันไปด้วยเวร” แปลจาก เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ หมายถึงผู้ที่คลุกคลีอยู่กับเวร ถูกความเป็นศัตรูผูกพันไว้ พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ความสุขที่สร้างขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่นไม่ใช่ความสุขที่แท้ เพราะย่อมก่อให้เกิดเวรที่ติดตามตนไป

อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าถึงหญิงผู้หนึ่งที่เก็บไข่ของแม่ไก่ไปกินอยู่เนือง ๆ แม่ไก่จึงผูกใจเจ็บ และปรารถนาจะแก้แค้น ครั้นต่อมาทั้งสองฝ่ายได้เกิดเป็นศัตรูต่อกัน ผลัดกันเบียดเบียนกันไปหลายชาติ พระศาสดาทรงแสดงว่า เวรที่เกิดจากการเบียดเบียนย่อมไม่ระงับด้วยการเบียดเบียนตอบ แล้วตรัสพระคาถานี้ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การหาความสุขใส่ตนด้วยการทำร้ายผู้อื่น ย่อมเป็นต้นเหตุของความแค้นที่สืบต่อกันไปไม่จบ

อธิบายบทเชื่อม ๓ในหลักธรรม การเบียดเบียนผู้อื่นเป็นการละเมิดศีลและขาดเมตตา กรุณา ซึ่งเป็นพรหมวิหารธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว เมื่อทำร้ายเขา ผู้ถูกทำร้ายก็เกิดความแค้น ส่วนผู้ทำก็ต้องคอยระแวงการตอบโต้ ทั้งยังสั่งสมอกุศลกรรมไว้ในใจของตน ความสุขที่ได้จึงเป็นเพียงความพอใจชั่วคราวที่มีเวรเป็นเงาตามตัว ข้อนี้มิได้หมายความว่าห้ามแสวงหาความสุข แต่ความสุขที่ควรแสวงหาคือความสุขที่ไม่มีใครต้องเดือดร้อนเพราะเรา

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตื่นไม่ทันทำวัตรเช้าเป็นประจำ และใช้เวลาว่างจับกลุ่มคุยแทนการท่องบ่น ย่อมสอบนักธรรมไม่ผ่านตามที่หวัง นักเรียนที่นอนดึกเพราะคุยกับเพื่อน ตื่นสายแล้วหงุดหงิดใส่พ่อแม่ ย่อมเสียทั้งการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว คนทำงานที่ผัดงานและโกรธเมื่อหัวหน้าทักท้วง ก็ย่อมเสียความไว้วางใจไปทีละน้อย

สรุปสรุปความว่า ผู้ศึกษาจึงควรสำรวจตนว่ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งอยู่หรือไม่ แล้วแก้ทีละข้อ เช่น กำหนดเวลาตื่นนอนให้แน่นอน จำกัดเวลาสนทนาเล่น ๆ ลงมือทำงานสำคัญก่อน และเมื่อความโกรธเกิดขึ้นให้ตั้งสติ ไม่พูดหรือทำทันที การละเหตุแห่งความเสื่อมได้เท่าใด ความเจริญก็มีโอกาสเกิดขึ้นเท่านั้น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

นิทฺทาสีลี สภาสีลีอนุฏฺฐาตา จ โย นโร
อลโส โกธปญฺญาโณตํ ปราภวโต มุขํ
การที่เป็นคนติดนอน ชอบสังสรรค์ ไม่ขยัน เกียจคร้าน โกรธง่าย นั้น เป็นทางแห่งความเสื่อม

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก