ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๓ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๔ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๒๐ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๕,๔๗๐ ตัวอักษร (ราว ๕ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
อติสีตํ อติอุณฺหํอติสายมิทํ อหุ
อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเตอตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว
ประโยชน์ทั้งหลายย่อมผ่านเลยคนที่ทิ้งงาน ด้วยอ้างว่าหนาวเกิน ร้อนเกิน นี่ก็เย็นมากแล้ว
(ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ที่หาข้ออ้างเพื่อเลื่อนหรือละทิ้งงานอยู่เสมอ ย่อมพลาดประโยชน์ที่ควรได้ เพราะโอกาสและเวลาไม่รอใคร

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในสิงคาลกสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สิงคาลกมาณพ โดยกล่าวถึงโทษของความเกียจคร้านไว้ว่า คนเกียจคร้านมักอ้างว่า หนาวนักบ้าง ร้อนนักบ้าง เย็นแล้วบ้าง เช้าเกินไปบ้าง หิวนักบ้าง อิ่มนักบ้าง แล้วไม่ทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ทรัพย์ที่เกิดแล้วก็หมดไป ข้ออ้างเหล่านี้ฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่แท้จริงเป็นเครื่องปิดบังความเกียจคร้านในใจ

ขยายความบทตั้งข้ออ้างของคนเกียจคร้านมีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีวันหมด เพราะเมื่อพ้นจากความหนาว ก็จะพบความร้อน เมื่อพ้นจากความร้อน ก็จะถึงเวลาเย็น หากรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงลงมือทำ ก็อาจไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนเมื่อเหนื่อยหรือเจ็บป่วยจริงเป็นสิ่งจำเป็น สุภาษิตนี้มุ่งเตือนเรื่องการใช้ข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่ มิใช่ห้ามการดูแลสุขภาพของตน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องการความสุขเหมือนกัน ผู้ที่แสวงหาสุขเพื่อตนด้วยการเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น จึงย่อมไม่ได้สุขที่แท้จริง ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “สัตว์ทั้งหลาย” ครอบคลุมทั้งมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ส่วน “อาชญา” ในที่นี้หมายถึงท่อนไม้หรือเครื่องประหารที่ใช้ทำร้าย และ “ละไปแล้ว” หมายถึงหลังจากตายแล้ว พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า การแสวงหาความสุขให้ตนด้วยการเบียดเบียนชีวิตอื่นเป็นกรรมชั่ว และไม่นำไปสู่ความสุขในโลกหน้า

อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังใช้ไม้ตีงู เมื่อทรงถามถึงเหตุที่ทำเช่นนั้น เด็กตอบว่าเพราะกลัวงูกัด พระองค์จึงตรัสสอนว่า ผู้ปรารถนาความสุขแก่ตนไม่ควรทำร้ายสัตว์อื่น แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ เรื่องดังกล่าวชวนให้พิจารณาว่า เรารักชีวิตและไม่อยากเจ็บปวดฉันใด ชีวิตอื่นก็ต้องการความสุขและไม่อยากถูกทำร้ายฉันนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นอาจได้รับความพอใจหรือประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ความพอใจนั้นเกิดขึ้นบนความทุกข์ของอีกฝ่าย ทั้งยังอาจก่อความหวาดกลัว ความขัดแย้ง และความบาดหมาง การทำร้ายจนเคยชินยังอาจทำให้มองข้ามความเจ็บปวดของผู้อื่นได้ง่ายขึ้น เราจึงควรฝึกเมตตาและพิจารณาว่า สิ่งที่กำลังทำเพื่อความสุขของตนนั้นสร้างความเดือดร้อนแก่ใครหรือไม่

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลปรารถนาผลที่ดีงามในชีวิต ก็ต้องหมั่นหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีไว้ เพราะไม่มีใครหว่านพืชชั่วแล้วจะเก็บเกี่ยวผลดีได้ ผลย่อมตรงกับเหตุเสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงหลักกรรมอย่างเข้าใจง่ายที่สุด โดยเปรียบการกระทำกับการหว่านพืช และผลของการกระทำกับผลที่งอกงามจากพืชนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๒การเปรียบกับการหว่านพืชช่วยให้เห็นลักษณะของกรรมหลายประการ ประการแรก ผลย่อมตรงกับเหตุ ผู้ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ไม่ใช่มะนาว ประการที่สอง ผลอาจไม่ปรากฏทันที ต้องอาศัยเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสม ประการที่สาม ผู้หว่านคือผู้รับผล ไม่มีใครรับผลแทนกันได้ ใครกินข้าว คนนั้นก็อิ่ม ไม่สามารถกินแทนกันได้ ความเข้าใจเช่นนี้ช่วยให้คนไม่ท้อเมื่อทำดีแล้วยังไม่เห็นผล และไม่ประมาทเมื่อทำชั่วแล้วยังไม่เห็นโทษ

อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม ผลของกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้ตายตัวแบบง่ายเสมอไป เหมือนพืชที่หว่านแล้วต้องอาศัยดิน น้ำ และฤดูกาล กรรมก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง และผู้ที่เคยทำผิดยังสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการสร้างกรรมดีใหม่อย่างจริงจังได้ พุทธภาษิตบทนี้จึงไม่ได้สอนให้สิ้นหวัง แต่สอนให้เลือกหว่านพืชที่ดีตั้งแต่วันนี้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓คนพาลผู้มีปัญญาทรามมักไม่รู้สึกตัวในขณะทำกรรมชั่ว เพราะมองไม่เห็นโทษของมัน แต่เมื่อผลกรรมปรากฏ เขาย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเอง ประดุจถูกไฟไหม้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนพาลทำความชั่วโดยไม่รู้ชัดถึงผลร้ายที่จะตามมา แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล ตนเองก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่ทำไว้ คำว่า “คนพาล” ในที่นี้มุ่งถึงผู้ขาดปัญญาพิจารณาบาปบุญคุณโทษ มิได้หมายถึงผู้มีการศึกษาน้อย

อธิบายบทเชื่อม ๓คำว่า “ไม่รู้สึก” ในบทนี้ อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงไม่รู้ว่ากรรมที่ตนทำจะให้ผลอย่างไร มิใช่ไม่รู้ว่ากำลังทำความชั่ว เช่น บางคนรู้ว่าการโกงหรือทำร้ายผู้อื่นเป็นสิ่งผิด แต่ยังทำเพราะอยากได้ประโยชน์หรืออยากแก้แค้น โดยไม่ได้ตระหนักถึงผลร้ายที่จะตามมา ส่วนคำว่า “เหมือนถูกไฟไหม้” แสดงถึงความทุกข์ร้อนจากผลของกรรมชั่ว ซึ่งอรรถกถากล่าวถึงความทุกข์ในนรกด้วย จึงมีความหมายกว้างกว่าความเสียใจเมื่อรู้ว่าตนทำผิด

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อคิดสำคัญคือ เราไม่ควรมองเพียงความพอใจหรือผลประโยชน์ที่ได้รับในขณะนั้น แต่ควรใช้สติและปัญญาพิจารณาก่อนทำว่า สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ จะเบียดเบียนใคร และอาจเกิดผลเสียอย่างไร แม้กำลังโกรธหรืออยากได้สิ่งใดมาก ก็ควรหยุดคิด ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปทำผิด การยังไม่เห็นผลร้ายในทันทีไม่ได้ทำให้ความชั่วกลายเป็นสิ่งที่ควรทำ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่บอกตนเองว่าวันนี้เหนื่อยเกินไป พรุ่งนี้ค่อยอ่านหนังสือ แล้วเลื่อนไปเรื่อย ๆ จนถึงวันสอบ ย่อมไม่พร้อมและเสียโอกาส เกษตรกรที่ไม่ยอมเตรียมดินเพราะอากาศร้อน อาจพลาดฤดูเพาะปลูก ผู้ที่อยากออกกำลังกายแต่รอให้อากาศดีเสียก่อน ก็อาจไม่ได้เริ่มสักที ส่วนผู้ที่ปรับตัวทำงานตามสภาพที่เป็นอยู่ ย่อมได้ผลงานอย่างต่อเนื่อง

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสำเร็จจึงควรสังเกตข้ออ้างในใจตน แยกให้ได้ว่าอะไรเป็นเหตุจำเป็นจริง อะไรเป็นเพียงความเกียจคร้าน แล้วลงมือทำหน้าที่ของตนอย่างสม่ำเสมอ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อติสีตํ อติอุณฺหํอติสายมิทํ อหุ
อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเตอตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว
ประโยชน์ทั้งหลายย่อมผ่านเลยคนที่ทิ้งงาน ด้วยอ้างว่าหนาวเกิน ร้อนเกิน นี่ก็เย็นมากแล้ว

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก