ฝึกแต่งกระทู้ธรรม

เลือกพุทธศาสนสุภาษิตบทตั้ง ระบบจะเลือกบทเชื่อมและเรียบเรียงเป็นตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมตามแบบสนามหลวง

เป็นตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลย — ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — คำอธิบายและสำนวนเชื่อมบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
ภาษาของเรียงความ / Language : ไทย English Indonesia 中文 Deutsch Dansk हिन्दी 日本語 नेपाली
สุ่มบทตั้ง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · ขอบข่ายหลักสูตร ๒๕๖๔ กำหนดให้อ้างอิงสุภาษิตที่กำหนดให้เท่านั้น ไม่น้อยกว่า ๓ สุภาษิต ความยาวตั้งแต่ ๔ หน้าขึ้นไป (เว้นบรรทัด) พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน · บทเชื่อมใช้เฉพาะ ๒๐ บทในขอบข่ายของช่วงชั้นนี้
สุภาษิตบทเชื่อมที่เข้ากัน
ชั้นนี้เชื่อม ๓ บท · ลำดับที่กดเลือก = ลำดับในเรียงความ · ครบแล้วต้องเอาบทเดิมออกก่อนจึงเลือกบทอื่นได้ · เลือกครบแล้วระบบแต่งใหม่ทันที
ตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่ผ่านการตรวจทาน ใช้ดูแนวการวางโครงเรื่องและการเชื่อมความ ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง ผู้สอบควรฝึกเขียนด้วยสำนวนของตนเอง
ธรรมศึกษาชั้นเอก ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๔๓๔ ตัวอักษร (ราว ๖ หน้ากระดาษเขียน)
สุ่มสำนวนเชื่อม
ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธอนตฺถํ จรติ อตฺตโน
อตฺตโน จ ปเรสญฺจหึสาย ปฏิปชฺชติ
คนไร้ปัญญา ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น
(ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๔๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง และบริวาร สุภาษิตนี้เตือนว่า ยศที่ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ย่อมกลายเป็นเครื่องทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น

ขยายความบทตั้งยศและอำนาจเปรียบเหมือนเครื่องมือที่มีพลังมาก ในมือของผู้มีปัญญา ย่อมใช้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีปัญญาทราม ย่อมใช้เพื่อสนองความอยากของตน เช่น ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือหลงตัวจนไม่ฟังคำทักท้วง การกระทำเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่นโดยตรง และในที่สุดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะนำไปสู่การสูญเสียความเคารพ การถูกลงโทษ และการสูญเสียยศนั้นเอง

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้สอนให้เห็นว่า การได้ยศไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยปัญญาและคุณธรรมในการรักษา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญควรเตรียมตนให้พร้อม และผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาปัญญาและความประพฤติ มากกว่าเพียงความสามารถหรือความใกล้ชิด

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง เป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง และทำให้ผู้มีปัญญาหาความสุขได้แม้ในยามที่ประสบความทุกข์ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของปัญญา ๓ ประการ คือ ปัญญาช่วยวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง ปัญญาทำให้เกียรติคุณและชื่อเสียงเพิ่มพูน และผู้มีปัญญาย่อมหาความสุขได้แม้ในยามทุกข์ คำว่า “วินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว” (สุตวินิจฉินี) หมายถึงการใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ส่วน “เกียรติคุณและชื่อเสียง” (กิตติ, สิโลกะ) หมายถึงความดีงามที่ผู้อื่นรู้จักและกล่าวขาน

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในเถรคาถา เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว ปัญญามี ๓ ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การอบรม การฟังอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัยปัญญาวินิจฉัยสิ่งที่ฟังมาด้วย พุทธภาษิตบทนี้จึงชี้ว่า ปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรองความรู้ให้เป็นของจริงแท้แก่ตน

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความว่า “แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้” ควรเข้าใจให้ถูก มิได้หมายความว่าผู้มีปัญญาจะไม่ประสบความทุกข์เลย ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความผิดหวังยังเกิดแก่ทุกคนได้ แต่ผู้มีปัญญารู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ว่าอะไรแก้ไขได้และอะไรต้องยอมรับ จึงไม่เพิ่มความทุกข์ใจซ้ำเติมตนเอง และยังพบความสงบได้ในท่ามกลางปัญหา ในระดับสูงสุด พระอรหันต์ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ แม้ยังมีทุกข์ทางกายตามธรรมดาของขันธ์ แต่ใจไม่ถูกทุกข์ครอบงำอีก ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการมองปัญหาอย่างมีสติและเหตุผล

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อใจของบุคคลอิ่มด้วยปัญญาแล้ว ความอยากในกามคุณย่อมแผดเผาเขาไม่ได้ ต่างจากผู้ที่ยังหิวกระหายซึ่งตกอยู่ในอำนาจของตัณหา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทฺวาทสกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ในบรรดาความอิ่มหรือความพอทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด คำว่า “ความอิ่ม” (ติตติ) หมายถึงความพอ ความเต็มใจ ไม่หิวกระหายอีก คำว่า “ไม่เดือดร้อนด้วยกาม” หมายถึงไม่ถูกความอยากในกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่น่าใคร่ แผดเผาให้กระวนกระวาย ส่วน “ตัณหา” หมายถึงความทะยานอยาก ซึ่งจำแนกเป็นกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในชาดก มีใจความสำคัญอยู่ที่การเปรียบเทียบความอิ่มสองแบบ ความอิ่มด้วยกามเป็นความอิ่มที่ไม่ยั่งยืน ได้มาแล้วก็อยากได้อีก ได้มากเท่าใดก็ยังไม่พอ ดังที่มีพุทธภาษิตว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี ส่วนความอิ่มด้วยปัญญาเกิดจากการเห็นตามเป็นจริงว่ากามคุณไม่เที่ยง ให้ความสุขได้เพียงชั่วคราว และมีโทษแฝงอยู่ เมื่อเห็นชัดเช่นนี้ ใจก็คลายความกระหายลงเอง มิใช่เพราะกดข่มไว้

อธิบายบทเชื่อม ๒ควรแยกระดับให้ชัดว่า การที่ตัณหาไม่อาจครอบงำได้โดยเด็ดขาด เป็นคุณของพระอริยบุคคลชั้นสูง กล่าวคือพระอนาคามีละกามราคะได้ และพระอรหันต์ละตัณหาได้สิ้นเชิง ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำหลักนี้มาใช้ได้ในระดับของสันโดษ คือรู้จักพอใจในสิ่งที่ได้มาโดยชอบ และใช้ปัญญาพิจารณาก่อนจะตามใจความอยาก ความอิ่มด้วยปัญญาในระดับนี้แม้ยังไม่สมบูรณ์ ก็ช่วยให้ชีวิตไม่ถูกความอยากลากไปจนเดือดร้อน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ปัญญาเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐที่สุด ดุจพระจันทร์ที่เด่นกว่าดาวทั้งหลาย ทั้งศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมติดตามผู้มีปัญญาไปเสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตฺตาฬีสนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ยกย่องปัญญาว่าเป็นแสงสว่างนำชีวิต ช่วยให้รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น และสิ่งใดแม้ถูกใจในวันนี้ แต่อาจนำความเดือดร้อนมาให้ในวันหน้า

อธิบายบทเชื่อม ๓ในยามค่ำคืน พระจันทร์ส่องสว่างโดดเด่นท่ามกลางหมู่ดาวฉันใด ปัญญาก็ช่วยส่องทางให้ชีวิตฉันนั้น เมื่อมีปัญญา เราไม่มองเพียงว่าอยากได้อะไร แต่พิจารณาด้วยว่าสิ่งนั้นได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ไม่มองเพียงว่าพูดแล้วสะใจหรือไม่ แต่คิดด้วยว่าคำพูดนั้นจะทำร้ายใครหรือเปล่า ปัญญาจึงช่วยให้เราเลือกทางที่ดี แม้บางครั้งทางนั้นจะต้องอาศัยความอดทนและความเสียสละก็ตาม

อธิบายบทเชื่อม ๓ที่กล่าวว่า ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษย่อมไปตามผู้มีปัญญานั้น หมายความว่า เมื่อรู้จักพิจารณาเหตุผล ก็ย่อมเห็นคุณค่าของความประพฤติดี ผู้มีปัญญาเห็นว่าการเบียดเบียนนำความเดือดร้อนมาให้ จึงตั้งใจรักษาศีล เห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความกตัญญู จึงน้อมนำธรรมของคนดีมาปฏิบัติ ส่วนสิริ คือความสง่างามหรือความรุ่งเรือง ก็ได้รับการเกื้อหนุนจากการรู้จักดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม ปัญญาจึงช่วยนำคุณธรรมทั้งหลายให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง

อธิบายบทเชื่อม ๓ปัญญาที่พุทธภาษิตบทนี้ยกย่อง มิใช่ความฉลาดในการหลอกลวงหรือเอาเปรียบผู้อื่น คนที่คิดหาทางโกงได้แนบเนียนอาจมีไหวพริบ แต่ยังขาดความรู้เท่าทันโทษของการกระทำ ผู้มีปัญญาจึงต้องรู้จักพิจารณาทั้งประโยชน์และความถูกต้อง ไม่ยอมแลกความสุจริตกับผลประโยชน์เพียงชั่วคราว และไม่ใช้ความสามารถของตนสร้างความทุกข์แก่ใคร

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ได้เป็นหัวหน้าแล้วใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง ย่อมทำให้บรรยากาศการทำงานเสียหาย และในที่สุดก็ถูกต่อต้าน ผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์แล้วใช้ชื่อเสียงนั้นโฆษณาสิ่งที่หลอกลวง ย่อมทำร้ายผู้ติดตาม และสูญเสียความน่าเชื่อถือ นักเรียนที่ได้เป็นหัวหน้าห้องแล้ววางอำนาจกับเพื่อน ย่อมไม่ได้รับความร่วมมือ ส่วนผู้ที่ใช้ตำแหน่งด้วยความถ่อมตนและเป็นธรรม ย่อมได้รับความเคารพอย่างแท้จริง

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ได้รับยศหรือตำแหน่งจึงควรใช้ปัญญากำกับการใช้อำนาจ ระลึกถึงหน้าที่มากกว่าสิทธิ และใช้ยศนั้นเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธอนตฺถํ จรติ อตฺตโน
อตฺตโน จ ปเรสญฺจหึสาย ปฏิปชฺชติ
คนไร้ปัญญา ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

พุทธศาสนสุภาษิต แบบฝึกท่องจำ หน้าหลัก