| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร | ๓ |
| ๒ | ๒๕๖๗ | สติมา สุขเมธติ | ๓ |
| ๓ | ๒๕๖๖ | ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย | ๓ |
| ๔ | ๒๕๖๕ | อเทยฺเยสุ ททํ ทานํ เทยฺเยสุ นปฺปเวจฺฉติ อาปาสุ พฺยสนํ ปตฺโต สหายํ นาธิคจฺฉติ | ๓ |
| ๕ | ๒๕๖๓ | อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท | ๓ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๔ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงว่า ภายในบ้านเรือนของตน มารดาเป็นมิตรที่ใกล้ชิดและพึ่งพาได้มากที่สุด เพราะมารดาเป็นผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดู และปรารถนาดีต่อบุตรอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน คำว่า “มิตร” ในที่นี้จึงมิได้หมายถึงเพื่อนเล่นหรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่หมายถึงผู้ที่คอยเกื้อกูล ห่วงใย และช่วยเหลือเราด้วยความจริงใจ
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค อยู่ในพระคาถาเดียวกับบท “หมู่เกวียนเป็นมิตรของคนเดินทาง” ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสตอบเทวดาผู้ทูลถามถึงมิตรในโอกาสต่าง ๆ เมื่อทูลถามว่า อะไรเป็นมิตรในเรือนของตน จึงตรัสตอบว่า มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน ความข้อนี้สอดคล้องกับคำสอนในที่อื่นที่ทรงยกย่องมารดาบิดาว่าเป็นพรหมของบุตร เป็นบุพพาจารย์ คือครูคนแรก และเป็นผู้มีอุปการะมาก
ขยายความบทตั้งความเป็นมิตรของมารดาปรากฏในการเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก การอบรมให้รู้ผิดชอบชั่วดี และความห่วงใยที่ไม่เสื่อมคลายแม้บุตรจะเติบโตแล้ว อย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้มิได้มุ่งให้บุตรรับความเอื้อเฟื้อฝ่ายเดียว แต่ชวนให้ระลึกถึงพระคุณและทำหน้าที่ตอบแทนตามหลักทิศ ๖ เช่น เลี้ยงท่านตอบ ช่วยทำกิจของท่าน ดำรงวงศ์สกุล และประพฤติตนให้สมควรแก่การเป็นทายาท ทั้งนี้พึงเข้าใจว่า บางคนอาจไม่มีมารดาอยู่ใกล้ชิด ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูแทนด้วยความเมตตาก็ควรได้รับความเคารพและความกตัญญูในทำนองเดียวกัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑การทรยศหักหลังผู้ที่ไว้วางใจตนและเคยมีอุปการะต่อตน เป็นความชั่วที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เพราะทำลายความไว้วางใจอันเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทสกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ผู้ประทุษร้ายมิตร” หมายถึงผู้ที่ทรยศ หักหลัง หรือทำร้ายผู้ที่ไว้วางใจตนและเคยมีอุปการะต่อตน ส่วนคำว่า “คนเลวแท้” แสดงว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความชั่วที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายความไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พุทธภาษิตบทนี้จึงเตือนให้เห็นโทษของการทรยศมิตรอย่างชัดเจน
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในคัมภีร์ชาดก ขุททกนิกาย ในเชิงหลักธรรม การประทุษร้ายมิตรเป็นความชั่วที่หนักกว่าการทำร้ายคนทั่วไป เพราะมิตรเป็นผู้ที่เปิดใจ ไว้วางใจ และมักเคยช่วยเหลือเรา การทำร้ายผู้เช่นนี้จึงเป็นทั้งการไม่มีสัจจะและการขาดกตัญญูกตเวที ซึ่งพระพุทธศาสนายกย่องว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี ผู้ที่ไม่รู้คุณของผู้อื่นและตอบแทนความดีด้วยความร้าย จึงชื่อว่าเป็นคนเลวโดยแท้
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาความหมายให้ถูกต้อง พุทธภาษิตบทนี้ตำหนิการกระทำคือการประทุษร้ายมิตร เพื่อให้เราระวังตนไม่ให้ทำเช่นนั้น มิใช่ให้เราตั้งตนเป็นผู้ตัดสินหรือดูหมิ่นผู้อื่น ผู้ที่เคยพลาดพลั้งไปแล้ว ถ้าสำนึกผิด ขอขมา และตั้งใจแก้ไข ก็ย่อมกลับตัวเป็นคนดีได้ นอกจากนี้ การตักเตือนมิตรเมื่อเขาทำผิด หรือการไม่ร่วมมือกับมิตรในการทำความชั่ว ไม่นับเป็นการประทุษร้ายมิตร แต่เป็นความหวังดีที่แท้จริง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรักษาความซื่อสัตย์ต่อมิตรไว้ได้ ชื่อเสียงแห่งความเป็นคนน่าไว้วางใจย่อมขจรไป ผู้คนในที่ทั้งปวงจึงพร้อมนับถือและต้อนรับ ต่างจากผู้ทรยศมิตรที่ไม่มีใครอยากคบหา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก นวกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ประทุษร้ายมิตร” หมายถึงการทำร้ายหรือทรยศต่อมิตร เช่น หักหลัง หลอกลวง นำความลับไปเปิดเผยให้เกิดความเสียหาย หรือลืมคุณของผู้ที่เคยช่วยเหลือ ส่วนคำว่า “ผู้บูชา” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ให้ความเคารพ ยกย่อง และต้อนรับด้วยความไว้วางใจ พุทธภาษิตบทนี้จึงสอนว่า ผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อมิตร ย่อมได้รับความนับถือไม่ว่าจะไปอยู่ ณ ที่ใด
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในคัมภีร์ชาดก ขุททกนิกาย เป็นคาถาที่แสดงอานิสงส์ของการไม่ประทุษร้ายมิตร ความหมายเชิงหลักธรรมคือ ความซื่อตรงต่อมิตรเป็นคุณธรรมที่ผู้คนทั่วไปเห็นคุณค่า เพราะมิตรภาพตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ผู้ที่รักษาความไว้วางใจของมิตรได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าตนเป็นคนมีสัจจะ มีความกตัญญู และเป็นที่พึ่งได้ คุณความดีเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ได้รับการยกย่องทั้งจากคนใกล้และคนไกล
อธิบายบทเชื่อม ๒การได้รับการบูชาในที่ทั้งปวงนั้น ควรเข้าใจว่าเป็นผลโดยธรรมดาของความประพฤติดี มิใช่สิ่งที่ควรตั้งเป็นเป้าหมายเพื่อให้คนยกย่อง เพราะหากไม่ประทุษร้ายมิตรเพียงเพราะหวังชื่อเสียง ความซื่อสัตย์นั้นก็ยังไม่มั่นคงแท้จริง อีกประการหนึ่ง การไม่ประทุษร้ายมิตรไม่ได้หมายถึงการเข้าข้างมิตรในทางผิด หากมิตรทำผิด การตักเตือนด้วยความหวังดีเป็นการรักษามิตรภาพ มิใช่การทรยศ ผู้ศึกษาจึงควรเข้าใจว่า ความภักดีต่อมิตรต้องอยู่ภายในขอบเขตของศีลธรรม
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓คนพาลผู้ขาดปัญญาในการแยกดีชั่ว มักคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว ย่อมไม่มีคุณสมบัติของสหายที่ดี และไม่อาจช่วยให้ชีวิตของผู้คบหาเจริญในทางดีได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์วินยปิฏก มหาวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า คำว่า “คนพาล” ในทางพระพุทธศาสนา มิได้หมายถึงคนที่มีความรู้น้อย แต่หมายถึงผู้ที่ขาดปัญญาในการแยกดีชั่ว มักคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว ส่วน “ความเป็นสหาย” หมายถึงคุณสมบัติที่ทำให้เป็นเพื่อนที่ดีได้ พุทธภาษิตบทนี้จึงสอนว่า คนพาลไม่อาจเป็นสหายที่ช่วยให้ชีวิตเจริญในทางดีได้
อธิบายบทเชื่อม ๓พุทธภาษิตบทนี้มาในหลายแห่ง ทั้งในพระวินัยปิฎก มหาวรรค มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ และในธรรมบท ในพระวินัยและพระสูตร เป็นส่วนหนึ่งของพระคาถาที่ตรัสในคราวที่ภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะวิวาทกันและไม่ยอมปรองดองกัน มีใจความว่า หากได้สหายผู้มีปัญญา มีความประพฤติดี ก็ควรเที่ยวไปกับเขาด้วยความพอใจ หากไม่ได้ ก็ควรเที่ยวไปผู้เดียว เพราะการเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า ความเป็นสหายไม่มีในคนพาล
อธิบายบทเชื่อม ๓ความหมายของพุทธภาษิตบทนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง พระพุทธองค์มิได้สอนให้เกลียดชังหรือดูหมิ่นคนพาล และมิได้สอนให้ตัดขาดจากผู้คนโดยไม่เลือก แต่สอนว่า ในการเลือกผู้ร่วมทางชีวิต ควรเลือกผู้ที่ดีกว่าหรือเสมอกับตน หากหาไม่ได้ การอยู่ลำพังอย่างมั่นคงในความดี ยังดีกว่าการไปคบหากับผู้ที่ชักนำให้เสื่อม ทั้งนี้เรายังแผ่เมตตาและช่วยเหลือผู้อื่นตามควรได้ เพียงแต่ไม่ควรฝากชีวิตหรือร่วมทางกับเขาอย่างใกล้ชิด อีกทั้งควรสำรวจตนเองด้วยว่า ตนมีลักษณะของคนพาลอยู่บ้างหรือไม่
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่บวชจากบ้านมาแล้ว ยังระลึกถึงพระคุณมารดาได้ด้วยการตั้งใจศึกษาและปฏิบัติ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ และแนะนำธรรมที่เป็นประโยชน์แก่ท่านตามโอกาสที่เหมาะสม นักเรียนที่เล่าเรื่องปัญหาให้มารดาฟังย่อมได้คำแนะนำด้วยความหวังดี คนทำงานที่อยู่ห่างบ้านก็ควรหมั่นติดต่อถามทุกข์สุขและกลับไปเยี่ยมเยียน ส่วนในครอบครัว การช่วยแบ่งเบางานบ้านและพูดกับมารดาด้วยวาจาอ่อนโยน ก็เป็นการตอบแทนมิตรในเรือนอย่างง่ายที่สุด
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรเห็นคุณค่าของมารดาในขณะที่ท่านยังอยู่ เคารพรับฟังคำตักเตือน ไม่ทำให้ท่านทุกข์ใจด้วยความประพฤติที่เสียหาย และดูแลท่านด้วยกาย วาจา ใจที่มีเมตตา เมื่อบุตรรู้จักรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ บ้านย่อมเป็นที่อบอุ่นและเป็นที่พึ่งของทุกคนในครอบครัว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า คนมีสติย่อมได้รับความสุข คำว่า “ได้รับความสุข” ในภาษาบาลีมีความหมายว่า ความสุขย่อมเจริญงอกงามขึ้น คือไม่ได้สุขเพียงชั่วครู่ แต่ความสุขนั้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่มีสติย่อมมีความสุขเพราะสติช่วยปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดจากความประมาท และช่วยเปิดทางให้ความสุขที่ถูกต้องเข้ามาในชีวิต
ขยายความบทตั้งความทุกข์ของมนุษย์จำนวนมากเกิดจากการขาดสติ เช่น พูดโดยไม่คิดจนทะเลาะกับผู้อื่น ใช้จ่ายโดยไม่ยั้งคิดจนเป็นหนี้ ทำงานโดยไม่ระวังจนเกิดความเสียหาย หรือปล่อยใจให้คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ทำให้เศร้าหมอง ผู้ที่มีสติย่อมรู้ทันความคิดและอารมณ์ของตน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ เมื่อความกังวลเกิดขึ้นก็รู้ และไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นครอบงำ ใจจึงสงบ และความสงบนั้นเองคือความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้มีสติยังรู้จักอยู่กับปัจจุบัน ได้รับความสุขจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ไม่จมอยู่กับอดีตหรือกังวลถึงอนาคตจนเกินไป
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลมีสติกำกับการกระทำ คำพูด และความคิดของตนอยู่เสมอ ความผิดพลาดย่อมลดน้อยลง และคุณงามความดีย่อมเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ต่างจากผู้ขาดสติที่มักพลั้งเผลอทำผิดซ้ำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า สอนให้เห็นว่า สติเป็นธรรมสำคัญที่ช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างดีงามในแต่ละวัน เพราะช่วยเตือนให้ไม่เผลอไผล ไม่ลืมหน้าที่ และไม่ปล่อยให้อารมณ์นำไปสู่การทำผิด คำว่า “ผู้ประเสริฐ” ในที่นี้มุ่งถึงผู้มีความดีงามในการดำเนินชีวิต เมื่อฝึกสติร่วมกับการใช้ปัญญาและความเพียร ก็ย่อมช่วยให้รู้จักแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาตนให้ดีขึ้นได้
อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ที่เผลอเรออาจทำผิดซ้ำ เพราะไม่ได้ทบทวนสิ่งที่ตนทำ ส่วนผู้ที่ฝึกสติจะหมั่นระลึกว่า วันนี้ตนได้คิด พูด และทำสิ่งใดไปบ้าง แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดดีควรรักษาไว้ สิ่งใดไม่ดีควรละเว้นหรือแก้ไข การทบทวนตนเองเช่นนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาด และค่อย ๆ พัฒนาความประพฤติให้ดีงาม ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสติจะไม่ผิดพลาดเลย แต่เมื่อผิดพลาดแล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตน
อธิบายบทเชื่อม ๑ในมณิภัททสูตรซึ่งเป็นที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า สติเกื้อหนุนความเจริญและความสุข แต่เพียงมีสติยังไม่เพียงพอที่จะพ้นจากเวร พระองค์จึงตรัสต่อไปถึงการมีเมตตาและยินดีในความไม่เบียดเบียน คำสอนนี้เตือนให้เราฝึกสติควบคู่กับความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำสร้างความเดือดร้อน และไม่ผูกใจคิดแก้แค้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอไผลทั้งในการคิด การพูด และการกระทำ ย่อมพบความเจริญทุกเมื่อ เพราะสติช่วยนำพาไปสู่สิ่งที่ดีงามและปลอดภัย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ผู้มีสติ” หมายถึงผู้ที่ระลึกได้ รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอไผลทั้งในการคิด การพูด และการกระทำ ส่วน “ความเจริญ” หมายถึงสิ่งที่ดีงาม ความปลอดภัย และความก้าวหน้า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนที่มีสติย่อมพบความเจริญทุกเมื่อ คือไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด สติจะช่วยนำพาไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ
อธิบายบทเชื่อม ๒สติเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง การให้ทานต้องอาศัยสติ จึงให้ได้ถูกต้องเหมาะสม การรักษาศีลต้องอาศัยสติ จึงไม่เผลอล่วงละเมิด การทำงานต้องอาศัยสติ จึงไม่ผิดพลาด และการศึกษาเล่าเรียนก็ต้องอาศัยสติ จึงจดจำและเข้าใจได้ ผู้ที่มีสติจึงเหมือนคนที่ถือตะเกียงเดินในที่มืด มองเห็นทางชัดเจน ไม่สะดุดล้ม ไม่หลงทาง ความเจริญจึงเกิดขึ้นแก่เขาได้ทุกเวลา
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลมีสติกำกับใจอยู่ แม้ร่างกายจะหลับ ใจก็ยังตื่นอยู่ต่อความดีและความชั่ว ต่างจากผู้ขาดสติซึ่งแม้ลืมตาอยู่ก็เหมือนคนหลับใหล สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ว่า “สติ โลกสฺมิ ชาคโร” แปลว่า “สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก” หมายความว่า สติเป็นเครื่องเตือนใจให้บุคคลดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่เผลอไผล และไม่ละเลยการทำความดี คำว่า “สติ” หมายถึงความระลึกได้ ความไม่เผลอ และการคุมใจไว้กับกิจที่ทำ ช่วยให้ระลึกถึงหน้าที่ สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ควรละเว้น ผู้มีสติจึงเปรียบเสมือนผู้ตื่นอยู่ เพราะไม่ปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปตามความประมาท
อธิบายบทเชื่อม ๓ความหลับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนอนหลับตามธรรมชาติ แต่เป็นคำเปรียบเทียบถึงความประมาท ความเผลอเรอ และความลุ่มหลงในสิ่งต่าง ๆ จนลืมหน้าที่และละเลยความถูกต้อง คนที่ใจหลับเช่นนี้ย่อมถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย เหมือนบ้านที่ยามหลับจนโจรมีโอกาสเข้ามาลักทรัพย์ สติจึงเปรียบเหมือนยามที่เฝ้าประตูใจ คอยเตือนมิให้เผลอปล่อยตนไปตามอารมณ์ เมื่อความโลภ ความโกรธ หรือความหลงเกิดขึ้น สติช่วยให้ระลึกได้ว่าควรระวังใจ และเปิดโอกาสให้ใช้ปัญญาพิจารณายับยั้งคำพูดหรือการกระทำที่อาจก่อให้เกิดโทษ
อธิบายบทเชื่อม ๓หลักธรรมที่สอดคล้องกับคำอธิบายนี้ปรากฏในชาครสูตร ซึ่งกล่าวว่า เมื่ออินทรีย์ ๕ ตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ ชื่อว่าหลับ และเมื่อนิวรณ์ ๕ หลับ อินทรีย์ ๕ ชื่อว่าตื่น อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นธรรมสำคัญที่เกื้อหนุนการพัฒนาจิต ส่วนนิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ ความพอใจในกาม พยาบาท ความคิดปองร้าย ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เป็นธรรมที่กั้นจิตมิให้ก้าวหน้าในความดี การตื่นของอินทรีย์และการหลับของนิวรณ์จึงเป็นภาพเปรียบเทียบที่แสดงถึงการดำเนินชีวิตด้วยกุศลธรรม โดยไม่ปล่อยให้อกุศลธรรมเข้าครอบงำ
อธิบายบทเชื่อม ๓อรรถกถาชาครสูตรอธิบายว่า ผู้พรั่งพร้อมด้วยอินทรีย์ ๕ แม้นอนหลับก็ชื่อว่าเป็นผู้ตื่น เพราะมีความไม่ประมาทและประกอบด้วยกุศล ส่วนผู้พรั่งพร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ แม้อยู่ในอิริยาบถอื่นก็ชื่อว่าเป็นผู้หลับ เพราะมีความประมาทและประกอบด้วยอกุศล ดังนั้น การกล่าวว่า “แม้นอนหลับก็ชื่อว่าตื่น” จึงหมายถึงการเป็นผู้ไม่ประมาทในทางธรรม มิได้หมายความว่า ขณะนอนหลับยังรับรู้เหตุการณ์หรืออันตรายรอบตัวอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง คนที่มีสติเมื่อรับประทานอาหารก็รู้จักประมาณ ไม่กินมากจนเจ็บป่วย จึงมีสุขภาพดี คนที่มีสติเมื่อได้ยินคำตำหนิ ก็พิจารณาด้วยใจเป็นกลางว่ามีส่วนใดควรปรับปรุง ไม่เก็บมาทุกข์ใจจนนอนไม่หลับ นักเรียนที่มีสติในการใช้เวลา รู้จักแบ่งเวลาเรียนและเวลาเล่น ย่อมเรียนได้ดีและมีความสุขกับชีวิตวัยเรียน
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขจึงไม่ต้องไปแสวงหาที่ไกล เพียงแต่ฝึกสติให้รู้ตัวอยู่เสมอ ความสุขก็จะเกิดขึ้นและเจริญงอกงามในใจเอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เตือนว่า หากบุคคลเผลอทำบาปไปแล้ว ก็ไม่ควรทำซ้ำอีก และไม่ควรพอใจยินดีในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป (ปาปสฺส อุจฺจโย) นำทุกข์มาให้ คำว่า “บาป” หมายถึงความชั่ว คือการกระทำทางกาย วาจา และใจที่เป็นอกุศล ส่วน “ความพอใจ” (ฉันทะ) ในที่นี้หมายถึงความชอบใจ ความติดใจที่จะทำสิ่งนั้นอีก
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระเสยยสกะ ผู้ล่วงสิกขาบทข้อเดียวกันซ้ำหลายครั้ง พระพุทธองค์ทรงตำหนิและทรงบัญญัติสิกขาบท แล้วตรัสสอนว่า การทำความผิดซ้ำ ๆ ย่อมเป็นการสั่งสมความชั่ว ซึ่งจะนำความทุกข์มาให้ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า
ขยายความบทตั้งข้อที่ควรเข้าใจคือ สุภาษิตนี้มิได้อนุญาตให้ทำบาปได้หนึ่งครั้ง แต่เป็นการสอนผู้ที่พลาดไปแล้วให้หยุดยั้ง ไม่ให้ความผิดกลายเป็นนิสัย เพราะกรรมที่ทำซ้ำบ่อย ๆ ย่อมมีกำลังมากขึ้น ดังที่ในหลักกรรมกล่าวถึงอาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำจนคุ้นเคย ความพอใจในบาปยิ่งทำให้ความชั่วฝังแน่นในจิต ส่วนผู้ที่สำนึกผิด ปลงอาบัติหรือตั้งใจสำรวมต่อไป ย่อมตัดวงจรนั้นได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความเป็นคนเลวหรือคนประเสริฐมิได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดหรือตระกูลที่เกิดมา แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคน ผู้ทำดีย่อมประเสริฐ ผู้ทำชั่วย่อมเลว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ชาติ” ในที่นี้หมายถึงชาติกำเนิดหรือตระกูลที่เกิดมา ส่วนคำว่า “พราหมณ์” ซึ่งแปลในที่นี้ว่า “ผู้ประเสริฐ” เป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในความหมายของผู้ลอยบาปได้แล้ว ไม่ใช่ในความหมายทางวรรณะ พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ความดีหรือความเลวของคนตัดสินด้วยการกระทำ คือกรรมทางกาย วาจา และใจ มิได้ตัดสินด้วยชาติกำเนิด ฐานะ หรือตระกูล
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในวสลสูตร ซึ่งมีเรื่องว่า พระพุทธองค์เสด็จบิณฑบาตไปถึงที่อยู่ของพราหมณ์ผู้บูชาไฟชื่ออัคคิกภารทวาชะ พราหมณ์นั้นเห็นพระองค์แล้วร้องห้ามและเรียกพระองค์ว่าคนถ่อย พระองค์มิได้ตอบโต้ด้วยความโกรธ แต่ทรงถามว่าท่านรู้จักคนถ่อยและธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อยหรือไม่ แล้วทรงแสดงลักษณะของคนถ่อยว่าเกิดจากการกระทำ เช่น ความมักโกรธ การเบียดเบียน การลักขโมย และการหลอกลวง พร้อมทั้งตรัสคาถานี้
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อสำคัญของคาถานี้คือการชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของคนอยู่ที่ความประพฤติที่ตนเลือกได้ มิใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่วก็เป็นคนเลวได้ ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำแต่ประพฤติดีก็เป็นผู้ประเสริฐได้ หลักนี้สอดคล้องกับหลักกรรมที่ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตน ทั้งนี้พึงเข้าใจว่า พุทธภาษิตบทนี้มุ่งสอนเรื่องความประพฤติ มิใช่ให้ดูแคลนผู้ที่เคยถือคติเรื่องชาติกำเนิด การแสดงของพระองค์เองก็เป็นแบบอย่างของการชี้แจงด้วยเหตุผลและความเมตตา
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลละความชั่ว บำเพ็ญความดี และชำระใจให้ผ่องใสจากกิเลสแล้ว ย่อมชื่อว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายอย่างครบถ้วน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พระคาถานี้เป็นส่วนหนึ่งของโอวาทปาติโมกข์ ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา สรุปคำสอนไว้ ๓ ประการ คือ ละชั่ว ทำดี และทำใจให้บริสุทธิ์ คำว่า “บาป” หมายถึงความชั่วทางกาย วาจา ใจ “กุศล” หมายถึงความดีที่เกิดจากจิตที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ส่วน “ทำจิตให้ผ่องแผ้ว” หมายถึงการชำระจิตให้พ้นจากกิเลส และ “ท่านผู้รู้ทั้งหลาย” ในที่นี้คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อธิบายบทเชื่อม ๒ตามที่ทราบกันทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ ณ พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ท่ามกลางพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย เป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต และเป็นที่มาของวันมาฆบูชา คำสอนนี้ได้ชื่อว่าเป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงแสดงตรงกัน จึงใช้คำว่า “คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย”
อธิบายบทเชื่อม ๒หลัก ๓ ข้อนี้เทียบได้กับไตรสิกขา การไม่ทำบาปตรงกับศีล การยังกุศลให้ถึงพร้อมรวมถึงการเจริญสมาธิ และการทำจิตให้ผ่องแผ้วโดยสมบูรณ์ต้องอาศัยปัญญาที่ละกิเลสได้ ข้อควรระวังคือ ไม่ควรเข้าใจว่าเพียงไม่ทำชั่วก็พอแล้ว หรือทำความดีภายนอกมาก ๆ แต่ปล่อยใจให้ขุ่นมัว เพราะคำสอนนี้มีลำดับที่ต่อเนื่องกัน ข้อที่ ๓ ในระดับสูงสุดคือความบริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปเริ่มได้จากการรักษาศีล การทำทาน และการฝึกใจให้สงบผ่องใสเป็นประจำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓จิตนั้นข่มได้ยาก เบา และมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ การฝึกจิตเช่นนี้ให้อยู่ในอำนาจจึงเป็นความดี เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงธรรมชาติของจิต ๓ ประการ คือ ข่มได้ยาก เบา และมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ คำว่า “เบา” หมายถึงจิตเกิดดับและเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็ว คิดเรื่องหนึ่งแล้วไปอีกเรื่องหนึ่งได้ในชั่วขณะ ส่วน “อารมณ์” ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบกาย และเรื่องที่คิด มิได้หมายถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างในภาษาพูดทั่วไป พระคาถาจึงสอนว่า การฝึกจิตเช่นนี้ให้อยู่ในอำนาจเป็นความดี เพราะจิตที่ฝึกแล้วย่อมนำความสุขมาให้
อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุรูปหนึ่งไปอยู่จำพรรษาในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอุบาสิกาผู้บรรลุธรรมและสามารถรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ ภิกษุรูปนั้นเกิดความกลัวว่า ตนเป็นปุถุชน หากคิดสิ่งไม่ดีขึ้นมา อุบาสิกาก็จะรู้ จึงกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสสอนให้ท่านรักษาเพียงสิ่งเดียว คือจิตของตน แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ เรื่องนี้ชี้ว่า ทางแก้มิใช่การหลีกหนีสิ่งที่ทำให้กังวล แต่คือการกลับมาดูแลจิตของตนให้ดี
อธิบายบทเชื่อม ๓การฝึกจิตในพระพุทธศาสนามิใช่การบังคับให้หยุดคิดด้วยความฝืน แต่เป็นการฝึกให้มีสติรู้ทันเมื่อจิตแล่นไปตามความอยาก แล้วค่อย ๆ นำกลับมาสู่สิ่งที่เป็นกุศล อาศัยศีลเป็นเครื่องสำรวม สมาธิเป็นเครื่องตั้งมั่น และปัญญาเป็นเครื่องเห็นตามความเป็นจริง ความสุขที่เกิดจากจิตที่ฝึกแล้วมีหลายระดับ ตั้งแต่ความสงบใจในชีวิตประจำวัน ความไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุ จนถึงความสุขสูงสุดคือความหลุดพ้นจากกิเลส ผู้ศึกษาทั่วไปจึงเริ่มฝึกได้จากระดับที่ตนทำได้ โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่เผลอพูดเท็จหรือทะเลาะกับเพื่อนสหธรรมิก เมื่อรู้ตัวก็ควรขอขมาและตั้งใจไม่ทำอีก ภิกษุที่ต้องอาบัติก็ควรแสดงอาบัติและสำรวมระวังต่อไป นักเรียนที่เคยลอกการบ้านควรหยุดเสีย ก่อนจะกลายเป็นความเคยชินจนไม่ยอมคิดเอง คนทำงานที่เคยใช้ทรัพย์ส่วนรวมโดยไม่ถูกต้อง ก็ควรแก้ไขทันที ไม่ปลอบใจตนว่าเป็นเรื่องเล็ก
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นพิจารณาการกระทำของตน เมื่อพลาดก็ยอมรับและแก้ไข ไม่หาเหตุผลมาสนับสนุนความผิด ไม่ภูมิใจในสิ่งที่ไม่ดี และเพียรสั่งสมความดีแทน เพราะการหยุดความชั่วตั้งแต่ครั้งแรกย่อมง่ายกว่าการแก้นิสัยที่ฝังลึกแล้ว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เป็นคู่ตรงข้ามกับบทที่ว่าด้วยการให้ในคนที่ควรให้ ท่านชี้ให้เห็นโทษของการให้โดยขาดการพิจารณา คือไปให้ในผู้ที่ไม่ควรให้ แต่กลับละเลยผู้ที่ควรให้ ผลคือเมื่อผู้นั้นประสบความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมไม่ได้สหาย (ผู้ช่วยเหลือ) เพราะความช่วยเหลือที่เคยให้ไปนั้นไม่ได้ปลูกความรู้คุณและมิตรภาพที่แท้จริงไว้
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มาในชาดกคู่กับบทก่อน ใจความของคาถาชี้ว่า ผู้ไม่ควรให้ได้แก่ผู้ที่รับแล้วไม่รู้คุณ ผู้ที่คบหากันเพียงเพราะผลประโยชน์ หรือผู้ที่นำสิ่งที่ได้ไปใช้ก่อความเสียหาย คนเช่นนี้เมื่อผู้ให้ยังมีทรัพย์ก็ห้อมล้อมอยู่ แต่เมื่อผู้ให้หมดทรัพย์หรือตกอยู่ในความลำบากก็มักหลีกหนีไป ส่วนผู้ที่ควรได้รับการเกื้อกูลกลับถูกมองข้าม จึงไม่มีผู้ใดระลึกถึงอุปการะเมื่อถึงคราวคับขัน
ขยายความบทตั้งข้อนี้โยงกับหลักมิตรแท้และมิตรเทียมที่ผู้ศึกษาเคยเรียนมา มิตรเทียมบางจำพวกเป็นคนปอกลอก คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว หรือเป็นเพื่อนชักชวนในทางฉิบหาย การทุ่มเทให้คนเหล่านี้จึงเหมือนหว่านพืชลงบนที่ดินที่ไม่งอกงาม อย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้ไม่ได้สอนให้ให้เพื่อหวังคนมาช่วยในภายหลัง และไม่ได้ห้ามการมีเมตตาต่อคนทั่วไป เพียงเตือนว่า การให้ที่ขาดปัญญาย่อมไม่เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลปล่อยให้ความประพฤติเสียหายพอกพูนจนครอบคลุมใจ ย่อมทำให้ตนตกต่ำลงเหมือนถูกผู้ร้ายคุมตัว ส่วนผู้มีศีลย่อมตั้งตนได้อย่างมั่นคง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของความเป็นผู้ทุศีล คือไม่มีศีล มีความประพฤติทางกายและวาจาที่เสียหาย คำว่า “อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ” หมายถึงความทุศีลอย่างยิ่ง หรือทุศีลจนครอบงำตนไปทั้งหมด ส่วน “มาลุวา” คือเถาย่านทราย เป็นไม้เถาที่เลื้อยพันต้นไม้ใหญ่ เมื่อเติบโตขึ้นก็ปกคลุมจนต้นไม้นั้นหักโค่นลงในที่สุด ท่อนท้ายว่า “ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส” แปลตามศัพท์ว่า “เหมือนอย่างที่ศัตรูปรารถนาต่อเขา” คำว่า “ทิโส” หมายถึงผู้เป็นศัตรูหรือผู้คิดร้าย หนังสือแปลโดยใจความว่า “ถูกผู้ร้ายคุมตัว” เพื่อให้เห็นภาพว่า ผู้ทุศีลย่อมตกอยู่ในสภาพที่ศัตรูอยากเห็น คือถูกความชั่วของตนผูกมัดไว้ ไม่เป็นอิสระ ความหมายสำคัญของบทจึงอยู่ที่ว่า ผู้ทุศีลทำร้ายตนเองได้เท่ากับที่ศัตรูจะพึงทำร้าย
อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท พระคาถานี้ตรัสปรารภพระเทวทัต ผู้มีความริษยาและกระทำความชั่วหลายประการ ความชั่วเหล่านั้นสั่งสมขึ้นจนนำความพินาศมาสู่ตนเอง พระพุทธองค์จึงทรงเปรียบว่า ความทุศีลย่อมครอบงำผู้นั้นดุจเถาย่านทรายคลุมต้นสาละ ผู้ที่ทุศีลย่อมทำร้ายตนเองได้เท่ากับที่ศัตรูหรือผู้ร้ายปรารถนาจะทำแก่เขา โดยไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อที่ควรสังเกตคือ อุปมาเรื่องเถาย่านทรายแสดงว่า ความชั่วมักเริ่มจากสิ่งเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ เลื้อยพันจนยากจะแก้ออก เช่นเดียวกับการล่วงศีลที่เริ่มจากความเผลอหรือความเคยชิน แต่หากปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นนิสัย พุทธภาษิตบทนี้มิได้ประณามผู้ที่เคยพลาด เพราะผู้ที่รู้ตัวแล้วกลับมารักษาศีลย่อมตัดเถานั้นได้ ในหมวดธรรม ศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิและปัญญา ผู้ที่ศีลบกพร่องจึงยากจะก้าวหน้าในธรรมขั้นสูง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ที่พึ่งอันแท้จริงของแต่ละคนคือตนเอง ผู้อื่นไม่อาจเป็นที่พึ่งแทนได้ตลอดไป ผู้ที่ฝึกตนดีแล้วด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมได้ที่พึ่งอันหาได้ยาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ที่พึ่งอันแท้จริงของแต่ละคนคือตนเอง คำว่า “ที่พึ่ง” (นาถะ) หมายถึงสิ่งที่อาศัยได้ ช่วยคุ้มครองให้พ้นจากความเสื่อมและความทุกข์ ส่วน “ตนที่ฝึกดีแล้ว” หมายถึงตนที่ได้อบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จนกาย วาจา และใจอยู่ในความควบคุม ผู้ที่ฝึกตนได้เช่นนี้ย่อมได้ที่พึ่งอันหาได้ยาก
อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระพุทธองค์ตรัสพระคาถานี้ปรารภมารดาของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี และมีความผูกพันห่วงใยบุตรมากจนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ภายหลังเมื่อท่านละความยึดติดนั้นได้ และหันมาอาศัยการฝึกตนเอง ก็ได้บรรลุธรรม เรื่องนี้ชี้ว่า แม้ผู้เป็นที่รักยิ่งก็ไม่อาจปฏิบัติแทนกันได้ แต่ละคนต้องพึ่งการฝึกของตนเอง
อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น พระพุทธเจ้า ครูอาจารย์ และกัลยาณมิตรเป็นผู้ชี้ทาง แต่ผู้เดินทางคือตนเอง ดังที่ในหลักนาถกรณธรรม ๑๐ ก็ประกอบด้วยทั้งการมีศีล การเป็นพหูสูต และการมีกัลยาณมิตร ในระดับโลกุตตระ ที่พึ่งที่ได้ยากหมายถึงมรรคผลนิพพาน ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติของตนเท่านั้น ส่วนในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการพึ่งความรู้ ความขยัน และความประพฤติดีของตน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลฝึกกาย วาจา ใจ ของตนดีแล้ว ย่อมได้ตนเองเป็นที่พึ่งอันมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ต่างจากผู้ที่ไม่ฝึกตนแล้วคอยหวังพึ่งผู้อื่นอยู่ร่ำไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า คำว่า “ที่พึ่ง” (นาถะ) หมายถึงสิ่งที่พึ่งพาอาศัยได้จริง ช่วยให้พ้นจากความทุกข์และความตกต่ำ พุทธภาษิตบทนี้เป็นท่อนท้ายของพระคาถาในอัตตวรรค แห่งธรรมบท ซึ่งท่อนต้นมีใจความว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะพึงเป็นที่พึ่งได้ จึงเน้นว่า ที่พึ่งอันแท้จริงเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกตนของตนเอง
อธิบายบทเชื่อม ๓อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี แต่ยังมีความผูกพันในบุตรอย่างมาก จนไม่อาจตั้งใจปฏิบัติได้เต็มที่ พระกุมารกัสสปเถระเห็นว่าความผูกพันนั้นเป็นอุปสรรค จึงกล่าวกับมารดาด้วยถ้อยคำห้วน ๆ เพื่อให้ท่านตัดความผูกพันเสีย ท่านจึงได้สติ ตั้งใจปฏิบัติจนได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า บุคคลจะอาศัยผู้อื่นให้บรรลุธรรมแทนตนไม่ได้ แม้บิดามารดาหรือบุตรก็ตาม ต้องอาศัยตนที่ฝึกดีแล้วเท่านั้น
อธิบายบทเชื่อม ๓คำว่า “ที่พึ่งซึ่งได้ยาก” ในระดับสูงสุด ท่านมุ่งถึงอรหัตตผล อันเป็นที่พึ่งที่ไม่เสื่อม ซึ่งผู้อื่นไม่อาจหยิบยื่นให้ได้ ต้องอาศัยการปฏิบัติของตนเอง ส่วนในระดับโลกิยะ ผู้ที่ฝึกตนให้มีศีล มีความรู้ มีความขยันและความซื่อสัตย์ ย่อมพึ่งตนเองได้ในการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือไม่ต้องมีครูอาจารย์และกัลยาณมิตร เพราะพระพุทธศาสนาถือว่ากัลยาณมิตรเป็นปัจจัยสำคัญของการฝึกตน เพียงแต่ผู้อื่นช่วยชี้ทางได้ ส่วนการเดินทางต้องทำเอง ดังพระพุทธพจน์ว่า ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำเอง พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน คนทำงานที่ใช้จ่ายเลี้ยงดูเพื่อนร่วมวงสังสรรค์อย่างฟุ่มเฟือย แต่ละเลยพ่อแม่หรือญาติที่ขัดสน เมื่อตนตกงานหรือเจ็บป่วย เพื่อนวงนั้นก็อาจไม่มีใครมาดูแล สามเณรที่ยอมให้เพื่อนลอกการบ้านเพื่อเอาใจกัน แต่ไม่ช่วยเพื่อนที่ตั้งใจเรียนแต่เรียนไม่ทัน ก็เป็นการให้ที่ไม่เกิดประโยชน์ นักเรียนที่เลี้ยงเพื่อนเพื่อให้ได้รับความนิยม เมื่อหมดเงินก็อาจพบว่าไม่มีใครอยู่ข้างตนจริง
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรทบทวนการให้ของตนอยู่เสมอว่า ได้ให้ในที่ที่ควรให้หรือไม่ ผู้มีพระคุณ ผู้ขาดแคลนจริง และผู้ที่ตั้งใจทำความดี ได้รับการดูแลจากเราพอสมควรหรือยัง ส่วนผู้ที่รับแล้วนำไปใช้ในทางเสื่อม ก็ควรงดเสียด้วยความเมตตาและความตรงไปตรงมา การให้ด้วยปัญญาจะช่วยปลูกมิตรภาพที่มั่นคงและป้องกันความเสียหายแก่ตนเอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงคุณค่าของการให้สิ่งของแต่ละอย่าง โดยเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่ให้ไปนั้นช่วยเกื้อกูลผู้รับในด้านใด ข้าวหรืออาหารช่วยให้ร่างกายมีกำลัง ผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มช่วยให้มีผิวพรรณ คือปกป้องร่างกายจากความร้อนหนาวและทำให้ดูเรียบร้อยงดงาม ยานพาหนะช่วยให้เดินทางได้สะดวกสบาย ส่วนประทีปโคมไฟช่วยให้มองเห็นในที่มืด จึงเปรียบเหมือนการให้จักษุ (ดวงตา)
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มาในสังยุตตนิกาย หมวดที่ว่าด้วยเทวดา มีเรื่องว่า เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า บุคคลให้อะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้อะไรชื่อว่าให้ผิวพรรณ ให้อะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้อะไรชื่อว่าให้จักษุ พระองค์จึงตรัสตอบด้วยพระคาถานี้ และตรัสต่อไปว่า ผู้ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่ง ส่วนผู้พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมตะ แสดงว่าในบรรดาการให้ทั้งหลาย การให้ธรรมเป็นการให้ที่สูงสุด
ขยายความบทตั้งจากพระคาถานี้ ผู้ศึกษาจะเห็นว่าทานมีหลายระดับ อามิสทานเกื้อกูลร่างกายและความเป็นอยู่ ส่วนธรรมทานเกื้อกูลจิตใจและนำไปสู่ความพ้นทุกข์ จึงมีภาษิตว่า การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าอามิสทานไม่สำคัญ เพราะผู้ที่หิวโหยหรือขาดแคลนย่อมต้องได้รับการช่วยเหลือด้านปัจจัยก่อน จึงจะมีกำลังรับฟังธรรมได้ สิ่งสำคัญคือเจตนาที่บริสุทธิ์และการให้ที่เหมาะแก่ความต้องการของผู้รับ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑การให้โดยขาดการพิจารณา คือให้ในผู้ที่ไม่ควรให้ แต่ละเลยผู้ที่ควรให้ ย่อมไม่ได้ปลูกมิตรภาพที่แท้ไว้ เมื่อประสบความเสื่อมจึงไม่ได้สหายช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตุกฺกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เป็นคู่ตรงข้ามกับบทที่ว่าด้วยการให้ในคนที่ควรให้ ท่านชี้ให้เห็นโทษของการให้โดยขาดการพิจารณา คือไปให้ในผู้ที่ไม่ควรให้ แต่กลับละเลยผู้ที่ควรให้ ผลคือเมื่อผู้นั้นประสบความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมไม่ได้สหาย (ผู้ช่วยเหลือ) เพราะความช่วยเหลือที่เคยให้ไปนั้นไม่ได้ปลูกความรู้คุณและมิตรภาพที่แท้จริงไว้
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มาในชาดกคู่กับบทก่อน ใจความของคาถาชี้ว่า ผู้ไม่ควรให้ได้แก่ผู้ที่รับแล้วไม่รู้คุณ ผู้ที่คบหากันเพียงเพราะผลประโยชน์ หรือผู้ที่นำสิ่งที่ได้ไปใช้ก่อความเสียหาย คนเช่นนี้เมื่อผู้ให้ยังมีทรัพย์ก็ห้อมล้อมอยู่ แต่เมื่อผู้ให้หมดทรัพย์หรือตกอยู่ในความลำบากก็มักหลีกหนีไป ส่วนผู้ที่ควรได้รับการเกื้อกูลกลับถูกมองข้าม จึงไม่มีผู้ใดระลึกถึงอุปการะเมื่อถึงคราวคับขัน
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อนี้โยงกับหลักมิตรแท้และมิตรเทียมที่ผู้ศึกษาเคยเรียนมา มิตรเทียมบางจำพวกเป็นคนปอกลอก คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว หรือเป็นเพื่อนชักชวนในทางฉิบหาย การทุ่มเทให้คนเหล่านี้จึงเหมือนหว่านพืชลงบนที่ดินที่ไม่งอกงาม อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนให้ให้เพื่อหวังคนมาช่วยในภายหลัง และไม่ได้ห้ามการมีเมตตาต่อคนทั่วไป เพียงเตือนว่า การให้ที่ขาดปัญญาย่อมไม่เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรู้ตัวว่าติดอยู่ในหล่มแห่งกิเลส ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือรอคอยผู้อื่นมาช่วย แต่ควรตั้งสติและใช้ความเพียรอย่างเต็มกำลัง จึงจะพาตนให้พ้นจากความตกต่ำได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้พยายามช่วยตนให้พ้นจากความชั่วและความเสื่อมด้วยความเพียรของตน คำว่า “หล่ม” ในที่นี้แปลจากคำว่า “ทุคฺค” ซึ่งหมายถึงทางที่ไปได้ยาก ท่านหมายเอากิเลสซึ่งทำให้สัตว์จมอยู่ในความทุกข์ ถอนตนออกได้ยากเหมือนช้างติดอยู่ในโคลน คาถาเต็มบทขึ้นต้นว่า “จงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน” แสดงว่าเครื่องมือที่จะถอนตนขึ้นได้ก็คือความไม่ประมาทและการรักษาจิตนั่นเอง
อธิบายบทเชื่อม ๒บทนี้มาในพระธรรมบท นาควรรค ในอรรถกถาเล่าว่า ช้างชื่อปาเวยยกะของพระเจ้าปเสนทิโกศล สมัยหนุ่มมีกำลังมาก ครั้นแก่ชราลงวันหนึ่งลงไปในสระแล้วติดหล่มขึ้นไม่ได้ ครั้นมีการประโคมเครื่องดนตรีอย่างในสนามรบ ช้างนั้นเกิดความฮึกเหิม จึงพยายามถอนตนขึ้นจากหล่มได้ ภิกษุทั้งหลายเห็นเหตุการณ์นั้นแล้วกราบทูลพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสเตือนว่า ช้างยังถอนตนขึ้นจากหล่มโคลนได้ พวกเธอก็จงถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสเถิด แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ ผู้ที่ตรัสด้วยจึงเป็นภิกษุทั้งหลาย แต่คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน
อธิบายบทเชื่อม ๒ความเพียรที่จะถอนตนนี้ ตรงกับสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไว้ ในระดับสูงสุด การถอนตนขึ้นจากหล่มอย่างสิ้นเชิงคือการละกิเลสได้ด้วยอริยมรรค ส่วนในระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปทำได้ คือการพาตนออกจากนิสัยเสีย ความเกียจคร้าน อบายมุข และความลุ่มหลงต่าง ๆ ทีละขั้น ข้อสำคัญคือ ผู้อื่นช่วยได้เพียงชี้ทางหรือให้กำลังใจ แต่การลงมือถอนตนต้องอาศัยความเพียรของตนเอง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ที่ยินดีในความไม่ประมาทและคอยรักษาจิตของตน ย่อมถอนตนขึ้นจากหล่มแห่งกิเลสได้ เหมือนช้างที่ตกหล่มแล้วพยายามถอนตนขึ้นมาด้วยกำลังของตนเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ยินดีในความไม่ประมาท คือพอใจที่จะมีสติ ไม่เผลอไผลในการทำความดีและละความชั่ว พร้อมทั้งคอยรักษาจิตของตนไว้ คำว่า “หล่ม” ในที่นี้เป็นอุปมาถึงกิเลส ซึ่งทำให้ผู้ที่ตกลงไปจมอยู่และถอนตนออกได้ยาก เปรียบเหมือนหล่มโคลนที่ดูดช้างไว้ ส่วน “การถอนตนขึ้น” หมายถึงความเพียรพยายามของตนเองที่จะยกใจขึ้นจากอำนาจของกิเลส
อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ช้างตัวหนึ่งของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชื่อปาเวยยกะ ในวัยหนุ่มมีกำลังมาก ครั้นแก่ลงได้ลงไปในสระแล้วติดหล่ม ไม่อาจขึ้นมาได้ ควาญช้างจึงให้ตีกลองศึกขึ้นใกล้ ๆ ช้างนั้นได้ยินเสียงกลองก็เกิดความฮึกเหิม พยายามถอนตนจนขึ้นจากหล่มได้ ภิกษุทั้งหลายนำเรื่องนี้ไปกราบทูล พระพุทธองค์ตรัสเตือนว่า ช้างยังถอนตนขึ้นจากหล่มโคลนได้ พวกเธอผู้จมอยู่ในหล่มคือกิเลส ก็พึงถอนตนขึ้นด้วยความเพียรเช่นกัน แล้วทรงแสดงคาถานี้
อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อคิดสำคัญของบทนี้คือ การพ้นจากหล่มต้องอาศัยความพยายามของตนเอง ผู้อื่นอาจช่วยปลุกใจหรือชี้ทางให้ได้ ดังเสียงกลองที่ปลุกช้าง แต่ผู้ที่ต้องออกแรงถอนตนขึ้นคือตัวเราเอง ในระดับสูงสุด การถอนตนขึ้นจากหล่มคือการละกิเลสได้ด้วยอริยมรรค สำหรับผู้ศึกษาทั่วไป นำมาใช้ได้ในระดับการถอนตนออกจากความเกียจคร้าน นิสัยที่ไม่ดี และอบายมุข โดยอาศัยสติคอยรักษาใจไม่ให้กลับไปจมอีก ทั้งไม่ควรคิดว่าตนจมลึกเกินกว่าจะแก้ไขได้ เพราะเมื่อยังมีความเพียร ก็ยังมีทางยกตนขึ้นได้เสมอ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน การถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร หรือการแบ่งอาหารแก่ผู้ยากไร้ ย่อมช่วยให้ท่านมีกำลังกายสำหรับศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ การบริจาคเสื้อผ้าแก่ผู้ประสบภัยหนาวช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนพระภิกษุที่อธิบายบทเรียนให้สามเณร หรือครูที่สอนนักเรียนจนเข้าใจ ก็เหมือนจุดประทีปให้เขามองเห็นทางถูกผิดได้ด้วยตนเอง
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกให้ตามกำลังและตามความต้องการที่แท้จริงของผู้รับ ทั้งอามิสทานเพื่อเกื้อกูลความเป็นอยู่ และธรรมทานเพื่อเกื้อกูลจิตใจ ให้ด้วยความเคารพ ไม่ให้อย่างดูแคลน และไม่มุ่งหวังชื่อเสียง เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ให้ไปช่วยให้ผู้อื่นมีกำลัง มีความเป็นอยู่ที่ดี และมองเห็นทางชีวิตได้ชัดขึ้น ใจของผู้ให้ก็ย่อมเบิกบานและลดความตระหนี่ลงได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ