| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | อภูตวาที นิรยํ อุเปติ | ๑ |
| ๒ | ๒๕๖๕ | อภูตวาที นิรยํ อุเปติ | ๑ |
| ๓ | ๒๕๖๔ | ธมฺมจารี สุขํ เสติ | ๑ |
| ๔ | ๒๕๖๓ | ปมาโท มจฺจุโน ปทํ | ๑ |
| ๕ | ๒๕๖๑ | สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ | ๑ |
| ๖ | ๒๕๖๐ | สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ | ๑ |
| ๗ | ๒๕๕๙ | ผาตึ กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ | ๑ |
| ๘ | ๒๕๕๘ | สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี | ๑ |
| ๙ | ๒๔๙๒ | โกธสมฺมทสมฺมตฺโต อายสกฺยํ นิคจฺฉติ | ๑ |
| ๑๐ | ๒๔๘๑ | อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย | ๑ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๑๐ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “อภูตวาที” มาจาก อภูต (สิ่งที่ไม่เป็นจริง ไม่มีจริง) กับ วาที (ผู้กล่าว) หมายถึงผู้กล่าวเรื่องที่ไม่เป็นจริง คือพูดเท็จ ส่วน “นรก” (นิรย) หมายถึงภูมิที่ปราศจากความสุข เป็นที่เกิดของสัตว์ผู้ทำกรรมชั่ว สุภาษิตนี้สอนว่าการพูดเท็จเป็นกรรมชั่วที่มีผลร้าย นำผู้กระทำไปสู่ความทุกข์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ขยายความบทตั้งพระคาถาเต็มบทนี้ตรัสต่อไปว่า แม้ผู้ใดทำความชั่วแล้วกล่าวว่าไม่ได้ทำ ผู้นั้นก็ย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกัน ทั้งสองจำพวกละไปแล้วย่อมเสมอกันในโลกหน้า ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสเมื่อครั้งมีผู้กล่าวใส่ร้ายพระพุทธองค์ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ต่อมาเมื่อความจริงปรากฏ ผู้ใส่ร้ายก็ได้รับความอับอายและโทษตามกรรม เรื่องนี้แสดงว่าคำเท็จแม้จะดูเหมือนได้ผลในระยะแรก แต่ไม่อาจปิดบังความจริงได้ตลอดไป และย่อมย้อนกลับมาให้โทษแก่ผู้พูดเอง
ขยายความบทตั้งการพูดเท็จ (มุสาวาท) เป็นข้อหนึ่งในศีล ๕ และเป็นวจีทุจริต เป็นการจงใจพูดให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจากความจริง ทั้งด้วยการพูดตรง ๆ การบิดเบือน การเสริมเติม หรือการปฏิเสธความผิดที่ตนทำไว้ ความหนักเบาของกรรมย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาและความเสียหายที่เกิดแก่ผู้อื่น คำว่า “เข้าถึงนรก” จึงควรเข้าใจตามหลักกรรมว่า เป็นผลของกรรมชั่วที่ทำด้วยเจตนา แม้ในปัจจุบัน ผู้พูดเท็จก็ย่อมเร่าร้อนใจ กลัวความจริงจะปรากฏ และสูญเสียความเชื่อถือจากผู้อื่น ซึ่งเป็นความทุกข์ที่เห็นได้ในชีวิตนี้เอง อย่างไรก็ตาม ความจริงบางเรื่องที่พูดแล้วเกิดโทษ ก็ควรรู้จักงดเว้นหรือเลือกกาลเวลาและถ้อยคำที่เหมาะสม มิใช่ว่าความจริงทุกอย่างจะต้องพูดออกไปทั้งหมด
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมเลือกกล่าวแต่วาจาที่พูดไปแล้วไม่ยังตนให้เดือดร้อนภายหลัง ทั้งไม่ต้องร้อนใจเพราะรู้สึกผิด ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง และไม่ต้องรับผลร้ายตามมา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ไม่ยังตนให้เดือดร้อน” หมายถึงไม่ทำให้ตนต้องร้อนใจ เสียใจ หรือได้รับโทษภายหลังเพราะคำพูดของตน พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เลือกพูดแต่สิ่งที่พูดไปแล้วไม่ต้องย้อนมาเดือดร้อน ทั้งในด้านความรู้สึกผิดในใจ ความเสื่อมเสียชื่อเสียง และผลกรรมที่จะตามมา
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้เป็นส่วนหนึ่งของสุภาสิตสูตร ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสสอนภิกษุทั้งหลายถึงวาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ว่าเป็นวาจาสุภาษิต คือ พูดแต่คำสุภาษิต พูดแต่ธรรม พูดแต่คำที่น่ารัก และพูดแต่คำจริง ท่านพระวังคีสะได้กล่าวคาถาสรรเสริญพระธรรมเทศนานั้น คาถาเต็มบทนี้กล่าวว่า ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นวาจาสุภาษิต จึงเห็นได้ว่าเกณฑ์ของวาจาที่ดีมีทั้งด้านตนเองและด้านผู้อื่นควบคู่กัน
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรระวังในการตีความคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้พูดเพียงเพื่อเอาตัวรอด หรือเลือกพูดเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงความลำบาก เพราะการพูดเท็จเองนั่นแหละเป็นเหตุให้ตนเดือดร้อนในภายหลัง ความเดือดร้อนที่กล่าวถึงในที่นี้มุ่งถึงความเดือดร้อนอันเกิดจากวจีทุจริต ซึ่งทำให้ใจไม่สงบและเป็นอกุศลกรรม ส่วนการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ แม้อาจทำให้ลำบากบ้าง แต่ไม่ทำให้ใจต้องเศร้าหมองด้วยความรู้สึกผิด วาจาเช่นนั้นจึงไม่ขัดกับสุภาษิตบทนี้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ทำผิดแล้วโกหกครูเพื่อให้พ้นโทษ อาจต้องโกหกซ้ำเพื่อปกปิดคำโกหกเดิม จนความไว้วางใจหมดไป คนทำงานที่รายงานข้อมูลเท็จเพื่อเอาตัวรอด อาจทำให้ส่วนรวมเสียหายและตนเองเสียชื่อเสียง ภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด หากใส่ร้ายหรือกล่าวโทษผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง ก็ย่อมทำให้หมู่คณะแตกแยกและเสื่อมจากศีลของตน ส่วนในครอบครัว การพูดความจริงอย่างมีเมตตาย่อมทำให้สมาชิกเชื่อถือกันและอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนให้เป็นผู้มีสัจจะ พูดแต่ความจริง ไม่เสริมแต่งหรือบิดเบือน เมื่อทำผิดก็กล้ายอมรับและแก้ไข ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น และก่อนพูดควรพิจารณาว่าคำนั้นจริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ และเหมาะแก่กาลหรือไม่ การรักษาวาจาให้สุจริตย่อมทำให้ใจสงบ เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่น และเป็นการปิดทางแห่งทุคติไว้ได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “อภูตวาที” มาจาก อภูต (สิ่งที่ไม่เป็นจริง ไม่มีจริง) กับ วาที (ผู้กล่าว) หมายถึงผู้กล่าวเรื่องที่ไม่เป็นจริง คือพูดเท็จ ส่วน “นรก” (นิรย) หมายถึงภูมิที่ปราศจากความสุข เป็นที่เกิดของสัตว์ผู้ทำกรรมชั่ว สุภาษิตนี้สอนว่าการพูดเท็จเป็นกรรมชั่วที่มีผลร้าย นำผู้กระทำไปสู่ความทุกข์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ขยายความบทตั้งพระคาถาเต็มบทนี้ตรัสต่อไปว่า แม้ผู้ใดทำความชั่วแล้วกล่าวว่าไม่ได้ทำ ผู้นั้นก็ย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกัน ทั้งสองจำพวกละไปแล้วย่อมเสมอกันในโลกหน้า ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสเมื่อครั้งมีผู้กล่าวใส่ร้ายพระพุทธองค์ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ต่อมาเมื่อความจริงปรากฏ ผู้ใส่ร้ายก็ได้รับความอับอายและโทษตามกรรม เรื่องนี้แสดงว่าคำเท็จแม้จะดูเหมือนได้ผลในระยะแรก แต่ไม่อาจปิดบังความจริงได้ตลอดไป และย่อมย้อนกลับมาให้โทษแก่ผู้พูดเอง
ขยายความบทตั้งการพูดเท็จ (มุสาวาท) เป็นข้อหนึ่งในศีล ๕ และเป็นวจีทุจริต เป็นการจงใจพูดให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจากความจริง ทั้งด้วยการพูดตรง ๆ การบิดเบือน การเสริมเติม หรือการปฏิเสธความผิดที่ตนทำไว้ ความหนักเบาของกรรมย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาและความเสียหายที่เกิดแก่ผู้อื่น คำว่า “เข้าถึงนรก” จึงควรเข้าใจตามหลักกรรมว่า เป็นผลของกรรมชั่วที่ทำด้วยเจตนา แม้ในปัจจุบัน ผู้พูดเท็จก็ย่อมเร่าร้อนใจ กลัวความจริงจะปรากฏ และสูญเสียความเชื่อถือจากผู้อื่น ซึ่งเป็นความทุกข์ที่เห็นได้ในชีวิตนี้เอง อย่างไรก็ตาม ความจริงบางเรื่องที่พูดแล้วเกิดโทษ ก็ควรรู้จักงดเว้นหรือเลือกกาลเวลาและถ้อยคำที่เหมาะสม มิใช่ว่าความจริงทุกอย่างจะต้องพูดออกไปทั้งหมด
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลยั้งคิดก่อนพูดว่าถ้อยคำนั้นจะย้อนมาทำให้ตนเดือดร้อนหรือไม่ ก็ย่อมพ้นจากความทุกข์ใจที่เกิดจากคำพูดของตนเองได้มาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ไม่ยังตนให้เดือดร้อน” หมายถึงไม่ทำให้ตนต้องร้อนใจ เสียใจ หรือได้รับโทษภายหลังเพราะคำพูดของตน พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เลือกพูดแต่สิ่งที่พูดไปแล้วไม่ต้องย้อนมาเดือดร้อน ทั้งในด้านความรู้สึกผิดในใจ ความเสื่อมเสียชื่อเสียง และผลกรรมที่จะตามมา
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้เป็นส่วนหนึ่งของสุภาสิตสูตร ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสสอนภิกษุทั้งหลายถึงวาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ว่าเป็นวาจาสุภาษิต คือ พูดแต่คำสุภาษิต พูดแต่ธรรม พูดแต่คำที่น่ารัก และพูดแต่คำจริง ท่านพระวังคีสะได้กล่าวคาถาสรรเสริญพระธรรมเทศนานั้น คาถาเต็มบทนี้กล่าวว่า ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นวาจาสุภาษิต จึงเห็นได้ว่าเกณฑ์ของวาจาที่ดีมีทั้งด้านตนเองและด้านผู้อื่นควบคู่กัน
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรระวังในการตีความคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้พูดเพียงเพื่อเอาตัวรอด หรือเลือกพูดเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงความลำบาก เพราะการพูดเท็จเองนั่นแหละเป็นเหตุให้ตนเดือดร้อนในภายหลัง ความเดือดร้อนที่กล่าวถึงในที่นี้มุ่งถึงความเดือดร้อนอันเกิดจากวจีทุจริต ซึ่งทำให้ใจไม่สงบและเป็นอกุศลกรรม ส่วนการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ แม้อาจทำให้ลำบากบ้าง แต่ไม่ทำให้ใจต้องเศร้าหมองด้วยความรู้สึกผิด วาจาเช่นนั้นจึงไม่ขัดกับสุภาษิตบทนี้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ทำผิดแล้วโกหกครูเพื่อให้พ้นโทษ อาจต้องโกหกซ้ำเพื่อปกปิดคำโกหกเดิม จนความไว้วางใจหมดไป คนทำงานที่รายงานข้อมูลเท็จเพื่อเอาตัวรอด อาจทำให้ส่วนรวมเสียหายและตนเองเสียชื่อเสียง ภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด หากใส่ร้ายหรือกล่าวโทษผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง ก็ย่อมทำให้หมู่คณะแตกแยกและเสื่อมจากศีลของตน ส่วนในครอบครัว การพูดความจริงอย่างมีเมตตาย่อมทำให้สมาชิกเชื่อถือกันและอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกตนให้เป็นผู้มีสัจจะ พูดแต่ความจริง ไม่เสริมแต่งหรือบิดเบือน เมื่อทำผิดก็กล้ายอมรับและแก้ไข ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น และก่อนพูดควรพิจารณาว่าคำนั้นจริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ และเหมาะแก่กาลหรือไม่ การรักษาวาจาให้สุจริตย่อมทำให้ใจสงบ เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่น และเป็นการปิดทางแห่งทุคติไว้ได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ที่ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข คำว่า “ผู้ประพฤติธรรม” (ธัมมจารี) หมายถึงผู้ดำเนินชีวิตตามความดีงาม ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และใจ ในพระคาถาธรรมบท ข้อความนี้มีต่อไปว่า ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แสดงว่าผลของการประพฤติธรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงชีวิตปัจจุบัน
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์เสด็จออกบิณฑบาตในพระนคร พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบแล้วรู้สึกไม่สบายพระทัย เพราะเห็นว่าเป็นการไม่สมควรแก่ราชตระกูล จึงเสด็จไปทูลทัดทาน พระพุทธเจ้าตรัสว่า การบิณฑบาตเป็นวงศ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วทรงแสดงพระคาถาสอนให้ประพฤติธรรมให้สุจริต พระเจ้าสุทโธทนะทรงฟังแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล
ขยายความบทตั้งความสุขของผู้ประพฤติธรรมในโลกนี้ คือ ความไม่มีเวร ไม่ต้องหวาดระแวง เป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของผู้อื่น และมีใจสงบเมื่อระลึกถึงการกระทำของตน ส่วนในโลกหน้า ท่านแสดงว่ากรรมดีย่อมนำไปสู่สุคติ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่าผู้ประพฤติธรรมจะไม่ประสบความยากลำบากใดเลย เพราะชีวิตยังมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ผู้ประพฤติธรรมย่อมรับมือกับความยากลำบากได้ด้วยใจที่มั่นคง ไม่ซ้ำเติมตนเองด้วยความชั่ว
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่นำธรรมมาปฏิบัติในชีวิตจริง ย่อมได้รับการคุ้มครองจากธรรมที่ตนประพฤติ ความดีนั้นเองเป็นเกราะป้องกันภัยและความเสื่อมให้แก่ผู้ประพฤติธรรม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทสกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่ประพฤติธรรม ย่อมได้รับการคุ้มครองจากธรรมที่ตนประพฤตินั่นเอง คำว่า “ธรรม” ในที่นี้หมายถึงความดีงาม คือ สุจริตทางกาย วาจา และใจ คำว่า “แล” (หเว) เป็นคำเน้นว่าข้อนี้เป็นความจริงแน่แท้ ส่วน “ผู้ประพฤติธรรม” หมายถึงผู้ที่นำธรรมมาปฏิบัติในชีวิตจริง มิใช่เพียงรู้หรือพูดถึงธรรม
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้ปรากฏในมหาธัมมปาลชาดก ในอรรถกถาเล่าว่า ครั้งหนึ่งอาจารย์ของธัมมปาลกุมารต้องการทดลองคำที่ได้ยินมาว่า ในตระกูลของกุมารไม่มีใครตายตั้งแต่ยังหนุ่ม จึงนำกระดูกสัตว์ไปแสดงแก่บิดาของกุมารว่าเป็นกระดูกของบุตร แต่บิดาไม่เชื่อ และกล่าวว่าคนในตระกูลของตนประพฤติธรรม จึงไม่ตายตั้งแต่ยังหนุ่ม โดยกล่าวคาถาว่า ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้ นอกจากนี้ คาถาเดียวกันยังปรากฏในเถรคาถาด้วย
อธิบายบทเชื่อม ๑ควรเข้าใจความหมายของคำว่า “ธรรมรักษา” ให้ถูกต้อง ธรรมมิได้คุ้มครองอย่างเครื่องรางของขลัง แต่คุ้มครองโดยทำให้ผู้ประพฤติไม่สร้างเหตุแห่งความเดือดร้อนแก่ตนเอง ผู้มีศีลย่อมไม่มีเวรภัยจากการเบียดเบียนผู้อื่น ผู้มีสติย่อมรอบคอบ ไม่พาตนไปสู่อันตราย ผู้มีเมตตาย่อมมีมิตรมากกว่าศัตรู และที่สำคัญที่สุด ธรรมย่อมรักษาใจไม่ให้ตกไปในทางชั่วและไม่ให้ไปสู่ทุคติ อย่างไรก็ตาม ผู้ประพฤติธรรมก็ยังอาจประสบความเจ็บป่วยหรือเหตุร้ายได้ตามธรรมดาของชีวิต ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักประกันทุกเรื่องแบบตายตัว
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่ประพฤติตามพระวินัยและอยู่ร่วมกับหมู่คณะด้วยความเคารพ ย่อมอยู่ในวัดอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตำหนิ นักเรียนที่ทำงานด้วยตนเองโดยไม่ทุจริตย่อมภูมิใจในผลที่ได้ แม้คะแนนอาจไม่สูงที่สุด ส่วนผู้ประกอบอาชีพสุจริตย่อมได้ทรัพย์ที่ใช้ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องหวาดกลัวการถูกตรวจสอบ
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรประพฤติธรรมในทุกบทบาทของชีวิต ทั้งในฐานะผู้เรียน ผู้ทำงาน และสมาชิกของครอบครัว โดยเริ่มจากการรักษาศีล ทำหน้าที่ของตนให้ดี และไม่ประมาทในการทำความดี เมื่อประพฤติเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ความสุขย่อมเกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อยู่ร่วมด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความประมาท” (ปมาท) หมายถึงความเลินเล่อ ขาดสติ ปล่อยใจให้หลงไปในสิ่งที่ไม่ควร หรือละเลยสิ่งที่ควรทำ ส่วนคำว่า “ทาง” (ปท) หมายถึงหนทางหรือเหตุที่นำไปสู่ผล สุภาษิตนี้จึงสอนว่า ความประมาทเป็นเหตุนำไปสู่ความเสื่อมและความตาย ทั้งความตายแห่งร่างกาย และความตายจากคุณความดีที่ควรจะเกิดขึ้นในชีวิต
ขยายความบทตั้งพระคาถาบทนี้เป็นส่วนหนึ่งของคาถาที่ตรัสคู่กันว่า ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ผู้ประมาทแล้วเหมือนคนที่ตายแล้ว คำว่า “เหมือนคนที่ตายแล้ว” มิได้หมายความว่าร่างกายหยุดหายใจ แต่หมายถึงชีวิตที่มีอยู่ก็ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ทำความดี ไม่พัฒนาตน เหมือนมีชีวิตอยู่อย่างว่างเปล่า ความไม่ประมาทจึงเป็นหลักธรรมสำคัญ ดังที่พระพุทธองค์ประทานปัจฉิมโอวาทให้ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
ขยายความบทตั้งในทางธรรม ความตายในสุภาษิตนี้เข้าใจได้หลายระดับ ในระดับโลกิยะ ความประมาทอาจเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือสูญเสียชีวิตได้จริง และทำให้ความดีงามในชีวิตเสื่อมลง ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้ประมาทย่อมไม่เพียรละกิเลส จึงต้องเวียนเกิดเวียนตายในสังสารวัฏต่อไป ต่างจากผู้ไม่ประมาทที่มุ่งปฏิบัติจนถึงอมตธรรม คือนิพพานอันพ้นจากความตาย อย่างไรก็ดี ไม่ควรเข้าใจว่าผู้ไม่ประมาทจะไม่ต้องตายทางกาย แต่ควรเข้าใจว่าเขาใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเปล่า
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลยอมให้ความประมาทอยู่ร่วมกับตนเป็นประจำ ย่อมค่อย ๆ ถูกชักนำไปสู่ความเสื่อม จึงไม่ควรสมคบคลุกคลีกับความประมาทไม่ว่าในกาลใด สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “สมคบ” (สํวสติ) หมายถึงการอยู่ร่วม คลุกคลี หรือยอมให้สิ่งใดอยู่กับตนเป็นประจำ พุทธภาษิตบทนี้จึงสอนว่า ไม่ควรอยู่ร่วมกับความประมาท คือไม่ปล่อยให้ความขาดสติ ความเกียจคร้าน และความเพลิดเพลินเกินประมาณมาเป็นเพื่อนคู่ใจ แต่ควรมีสติรู้ตัวและเอาใจใส่ในสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้ปรากฏในหลายแห่ง ที่รู้จักกันมากคือในโลกวรรคแห่งธรรมบท ซึ่งมีใจความว่า ไม่พึงเสพธรรมอันเลว ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท ไม่พึงเสพมิจฉาทิฏฐิ ไม่พึงเป็นคนรกโลก คำว่า “ธรรมอันเลว” ท่านอธิบายมุ่งถึงกามคุณ ๕ ส่วน “มิจฉาทิฏฐิ” คือความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม และ “คนรกโลก” หมายถึงผู้ที่ทำให้การเวียนว่ายตายเกิดของตนยืดยาวออกไป ข้อความทั้งหมดนี้แสดงว่า ความประมาทเป็นเหตุหนึ่งที่พาให้ชีวิตวนเวียนอยู่ในความทุกข์ ผู้ปรารถนาความหลุดพ้นจึงไม่ควรคลุกคลีกับความประมาท
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรเข้าใจคือ ตามตัวบท คำว่า “ด้วยความประมาท” หมายถึงความประมาทที่เป็นสภาพในใจของตนเอง จึงเน้นที่การรักษาสติของตนเป็นหลัก ไม่ควรตีความแคบเพียงว่าให้หลีกหนีคนที่เราเห็นว่าประมาท อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาอาจนำไปใช้เป็นข้อพิจารณาเสริมได้ว่า สภาพแวดล้อมและคนที่เราคลุกคลีด้วยมีผลต่อสติของเรา หากอยู่ในที่ที่ชักนำให้เพลิดเพลินจนลืมตน ก็ควรระวังและรู้จักถอยออกมา โดยยังคงมีเมตตาต่อผู้อื่น และไม่ตัดสินผู้อื่นว่าด้อยกว่าตน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ประมาท ดื่มสุราแล้วขับรถ หรือไม่ระมัดระวังตามกฎจราจร อาจนำความสูญเสียมาสู่ตนและผู้อื่นได้ในพริบตา นักเรียนที่คิดว่ายังมีเวลาอีกมาก จึงไม่ทบทวนบทเรียน ย่อมเสียโอกาสในการสอบและการเรียนรู้ ภิกษุสามเณรที่ละเลยกิจวัตร ไม่ท่องบ่นทบทวนนักธรรม ไม่ใส่ใจรักษาศีลเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ความดีงามที่ควรเจริญงอกงามก็ค่อย ๆ เสื่อมไป เช่นเดียวกับผู้ที่ละเลยสุขภาพจนโรคลุกลาม
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกความไม่ประมาท ด้วยการมีสติกำกับการคิด การพูด และการกระทำ ระลึกอยู่เสมอว่าชีวิตไม่เที่ยง ความตายอาจมาถึงเมื่อใดก็ได้ แล้วเร่งทำหน้าที่และความดีที่ควรทำในวันนี้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ระวังตนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม และหมั่นพิจารณาตนเองว่าวันเวลาที่ผ่านไปนั้นเราได้ทำประโยชน์อะไรบ้าง ผู้ที่ดำเนินชีวิตเช่นนี้ย่อมห่างไกลจากความเสื่อมและความเดือดร้อน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “การให้ธรรม” (ธรรมทาน) หมายถึงการให้ความรู้ความเข้าใจในคำสอนที่ถูกต้อง เช่น การแสดงธรรม การสอนธรรม การแนะนำให้ละชั่วทำดี ตลอดจนการเผยแผ่หนังสือธรรมะ ส่วน “การให้ทั้งปวง” หมายถึงการให้วัตถุสิ่งของ (อามิสทาน) ทุกชนิด สุภาษิตนี้แสดงว่า ธรรมทานเป็นการให้ที่มีคุณค่าสูงสุด เพราะเป็นการให้สิ่งที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักทางดำเนินชีวิตและทางพ้นทุกข์
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้เป็นท่อนแรกของพระคาถาในตัณหาวรรค ธรรมบท ในอรรถกถาเล่าว่า เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เกิดปัญหาขึ้น ๔ ข้อ คือ ในบรรดาทานทั้งหลาย ทานอะไรประเสริฐที่สุด ในบรรดารสทั้งหลาย รสอะไรเลิศที่สุด ในบรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีอะไรเลิศที่สุด และเหตุใดจึงกล่าวว่าความสิ้นตัณหาประเสริฐที่สุด เมื่อไม่มีผู้ใดวินิจฉัยได้ ท้าวสักกะจึงพาเทวดาทั้งหลายมาทูลถามพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสพระคาถานี้ตอบปัญหาทั้ง ๔ ข้อ
ขยายความบทตั้งเหตุที่ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง ก็เพราะวัตถุที่ให้ช่วยบรรเทาความขาดแคลนได้เพียงระยะหนึ่ง แต่ธรรมที่ให้ไปแล้วช่วยให้ผู้รับเข้าใจเหตุแห่งสุขและทุกข์ รู้จักละบาปบำเพ็ญบุญ และอาจเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้มิได้ดูแคลนอามิสทาน เพราะการให้ปัจจัยสี่ยังเป็นบุญและเกื้อหนุนการดำรงชีวิตและการศึกษาปฏิบัติธรรม ทั้งผู้ให้ธรรมทานก็พึงระวังให้ธรรมที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่แสดงเกินความรู้ของตน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง เพราะความชื่นใจที่เกิดจากการเข้าใจและปฏิบัติธรรม เป็นความสุขที่ประณีตและยั่งยืนกว่ารสอร่อยใด ๆ ในโลก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “รส” โดยทั่วไปหมายถึงรสที่ลิ้นรับรู้ เช่น หวาน เปรี้ยว เค็ม ขม และยังหมายรวมถึงความเอร็ดอร่อยหรือความชื่นใจที่ได้จากสิ่งต่าง ๆ ส่วน “รสแห่งธรรม” (ธรรมรส) หมายถึงความชุ่มชื่นใจอันเกิดจากการฟัง การศึกษา และการปฏิบัติธรรม จนถึงรสแห่งความหลุดพ้น (วิมุตติรส) อันเป็นรสสูงสุด พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่ารสแห่งธรรมประณีตและเลิศกว่ารสทั้งหลายในโลก
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้เป็นท่อนหนึ่งของพระคาถาในตัณหาวรรค ธรรมบท ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสตอบปัญหาที่ท้าวสักกะพาเทวดาชั้นดาวดึงส์มาทูลถาม ในปัญหาเหล่านั้นมีข้อหนึ่งว่า ในบรรดารสทั้งหลาย รสอะไรเลิศที่สุด พระองค์ตรัสว่ารสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ข้อนี้ชี้ว่า แม้รสที่ประณีตเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงความพอใจที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วหมดไป แต่รสแห่งธรรมเป็นความสุขใจที่ไม่ต้องอาศัยการเสพสิ่งภายนอก
อธิบายบทเชื่อม ๑รสทางลิ้นและความเพลิดเพลินทั้งหลายเมื่อได้เสพแล้ว มักทำให้อยากได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพลัดพรากก็เป็นเหตุให้ทุกข์ ส่วนรสแห่งธรรมทำให้ใจสงบ เบาสบาย และลดความอยากลงไปตามลำดับ ในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปอาจสัมผัสรสแห่งธรรมได้ในรูปของความปีติ ความอิ่มใจ เมื่อได้ฟังธรรมที่เข้าใจ หรือเมื่อทำความดีแล้วระลึกถึง ส่วนในระดับโลกุตตระคือรสแห่งวิมุตติของผู้หลุดพ้นจากกิเลส ซึ่งพึงเข้าใจว่าเป็นจุดหมายสูงสุด ไม่ควรนำความอิ่มใจชั่วครู่ไปเทียบว่าเป็นอย่างเดียวกัน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุที่อธิบายหลักธรรมให้ญาติโยมเข้าใจอย่างถูกต้อง หรือพระพี่เลี้ยงที่ช่วยสอนนักธรรมแก่สามเณร ย่อมได้บำเพ็ญธรรมทาน สามเณรที่ช่วยอธิบายบทเรียนแก่เพื่อนที่ยังไม่เข้าใจก็เช่นเดียวกัน ส่วนคฤหัสถ์ เช่น พ่อแม่ที่สอนลูกให้รู้จักกตัญญูและซื่อสัตย์ ครูที่สอดแทรกคุณธรรมในการสอน หรือผู้ที่ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่าย ก็ได้ชื่อว่าให้ธรรมเป็นทานเช่นกัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรศึกษาธรรมให้เข้าใจถูกต้องก่อน แล้วนำมาปฏิบัติจนเห็นผลในตน เพื่อจะถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ การแนะนำผู้อื่นควรทำด้วยความเมตตา ถูกกาลเทศะ และไม่มุ่งอวดความรู้ แม้เป็นเพียงคำแนะนำสั้น ๆ ที่ช่วยให้ใครสักคนหยุดทำความชั่วหรือหันมาทำความดี ก็ถือว่าเป็นการให้ที่มีคุณค่ายิ่ง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “คนชั่ว” (ปาปะ) ในที่นี้หมายถึงผู้ที่สั่งสมความชั่วจนเคยชิน ใจถูกกิเลสมีความโลภ ความโกรธ และความหลงครอบงำ สุภาษิตนี้แสดงว่า สำหรับผู้เช่นนั้น การทำความดีเป็นเรื่องยาก เพราะใจไม่คุ้นกับทางกุศล และมักหาเหตุผลมาสนับสนุนความเห็นผิดของตน
ขยายความบทตั้งบทนี้เป็นท่อนหนึ่งของพุทธอุทานที่ตรัสในคราวที่พระเทวทัตแจ้งแก่พระอานนท์ในกรุงราชคฤห์ว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ตนจะทำอุโบสถและสังฆกรรมแยกจากพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ เมื่อพระอานนท์กราบทูล พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า ความดีอันคนดีทำง่าย ความดีอันคนชั่วทำยาก ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย ความชั่วอันพระอริยะทำยาก พระเทวทัตแม้ได้บวชในพระศาสนาและได้ใกล้ชิดพระพุทธองค์ แต่เพราะถูกความอยากได้ลาภสักการะและความริษยาครอบงำ การทำตามคำสอนที่ดีงามจึงเป็นเรื่องยากสำหรับท่าน
ขยายความบทตั้งควรเข้าใจว่า คำว่า “ทำยาก” มิได้หมายความว่า “ทำไม่ได้” พระพุทธศาสนาไม่ตัดสินว่าผู้ใดเป็นคนชั่วตลอดไป ดังเรื่ององคุลิมาลซึ่งเคยทำร้ายผู้คนมาก แต่เมื่อกลับใจก็ได้บวชและบรรลุอรหัตผล พระพุทธองค์ยังตรัสว่า ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว กลับปิดกั้นไว้ได้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกให้สว่างได้ สุภาษิตนี้จึงเป็นคำเตือนให้เห็นโทษของการปล่อยให้ความชั่วเป็นนิสัย และมิใช่เครื่องมือสำหรับตัดสินหรือดูหมิ่นผู้อื่น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลสั่งสมความดีอยู่เป็นนิจ ความดีที่คนทั่วไปเห็นว่ายาก สำหรับคนดีกลับทำได้ง่ายดาย ต่างจากผู้ที่ไม่เคยฝึกซึ่งต้องฝืนใจอย่างมากจึงจะทำความดีได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์วินยปิฏก จุลฺลวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ความดี” (สาธุ) ในที่นี้หมายถึงการกระทำที่ดีงาม ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ส่วน “คนดี” หมายถึงผู้ที่ฝึกตนมาในทางกุศลจนความดีเป็นอุปนิสัย พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า สำหรับผู้ที่สั่งสมความดีจนคุ้นเคยแล้ว การทำความดีย่อมเป็นเรื่องง่าย ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนใจ
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธอุทานนี้ตรัสในคราวที่พระเทวทัตคิดแยกสงฆ์ พระเทวทัตพบพระอานนท์ขณะบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ แล้วแจ้งว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ตนจะทำอุโบสถและสังฆกรรมแยกจากพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ พระอานนท์นำความนั้นกราบทูล พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า ความดีอันคนดีทำง่าย ความดีอันคนชั่วทำยาก ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย ความชั่วอันพระอริยะทำยาก พระคาถานี้จึงชี้ว่า การกระทำของแต่ละคนย่อมเป็นไปตามอุปนิสัยที่ตนสั่งสมไว้
อธิบายบทเชื่อม ๑ที่ความดีเป็นของง่ายสำหรับคนดี ก็เพราะใจของเขาได้รับการอบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญามาตามลำดับ มีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) คอยกำกับอยู่ เมื่อมีโอกาสทำดีจึงทำได้ทันที ไม่ลังเล ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าคนดีไม่เคยเหนื่อยหรือไม่เคยพบอุปสรรค แต่หมายความว่าใจของเขาพร้อมที่จะเลือกทางที่ถูกต้อง ผู้ที่ยังรู้สึกว่าการทำดีเป็นเรื่องยาก จึงไม่ควรท้อ เพราะความง่ายนี้เกิดจากการฝึกซ้ำจนเคยชิน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่เคยชินกับการพูดเท็จ แม้อยากพูดความจริงก็อาจรู้สึกลำบากใจ เพราะกลัวความผิดเดิมจะปรากฏ นักเรียนที่เคยลอกการบ้านจนติดนิสัย ย่อมรู้สึกว่าการนั่งทำเองเป็นเรื่องหนัก ภิกษุสามเณรที่ปล่อยตัวละเลยกิจวัตรนาน ๆ เมื่อจะกลับมาตั้งใจปฏิบัติก็ต้องใช้ความเพียรมากกว่าผู้ที่ทำสม่ำเสมอ แต่หากตั้งใจจริงและได้กัลยาณมิตรช่วยเหลือ ก็ย่อมค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงได้
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรระวังไม่ให้ความชั่วแม้เล็กน้อยสะสมจนกลายเป็นนิสัย หากรู้ตัวว่าเคยพลาดก็ควรยอมรับ แล้วเริ่มทำความดีทีละน้อย คบหาผู้ที่ชักนำในทางดี และรับฟังคำตักเตือนด้วยใจเปิดกว้าง เมื่อความดีค่อย ๆ เพิ่มขึ้น สิ่งที่เคยยากก็จะง่ายขึ้นตามลำดับ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความเจริญ” (ผาติ) หมายถึงความงอกงาม ความเพิ่มพูนในสิ่งที่ดี ส่วน “อย่าเบียดเบียนเขา” หมายถึงไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ว่าด้วยกาย วาจา หรือใจ สุภาษิตนี้สอนให้สร้างความเจริญแก่ตนและส่วนรวม โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า ความเจริญนั้นต้องไม่ได้มาด้วยการทำร้ายหรือเอาเปรียบผู้อื่น
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในชาดก ข้อสำคัญที่ควรพิจารณาคือ พระพุทธศาสนามิได้ห้ามการแสวงหาความเจริญ ทั้งความเจริญทางทรัพย์ การงาน ความรู้ และคุณธรรม แต่ทรงสอนให้แสวงหาโดยชอบธรรม ในโอวาทปาติโมกข์มีพระพุทธพจน์ว่า ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ แสดงว่าการไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) เป็นหลักพื้นฐานของผู้ประพฤติธรรม ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์
ขยายความบทตั้งความเจริญที่เกิดจากการเบียดเบียนผู้อื่น แม้อาจดูเหมือนได้ผลรวดเร็ว แต่ย่อมก่อความขัดแย้ง ความหวาดระแวง และกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ ส่วนความเจริญที่ประกอบด้วยการไม่เบียดเบียน ย่อมมั่นคงและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ในระดับการดำเนินชีวิต หลักนี้ตรงกับสัมมาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีพโดยชอบ ไม่หลอกลวงและไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย และในระดับจิตใจ ความเจริญที่แท้จริงคือความเจริญในทาน ศีล และภาวนา ซึ่งไม่ต้องแย่งชิงจากใคร
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาทรามแม้จะตั้งใจดี แต่เพราะไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้ประโยชน์ที่ควรได้เสื่อมเสียไป ความตั้งใจดีจึงต้องมีปัญญากำกับ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “อัตถะ” หมายถึงประโยชน์ ส่วนคำว่า “พร่า” หมายถึงทำให้เสื่อม ทำให้ลดลง หรือทำให้เสียหายไป พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้มีปัญญาทรามแม้จะตั้งใจทำสิ่งที่ดี แต่เพราะไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้ประโยชน์ที่ควรได้เสียไป บางครั้งความตั้งใจดีโดยปราศจากปัญญา จึงให้ผลเสียหายไม่น้อยไปกว่าความตั้งใจร้าย
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในคาถาชาดกที่กล่าวเปรียบว่า ผู้มีปัญญาทรามย่อมพร่าประโยชน์เสีย เหมือนลิงผู้รักษาสวน เรื่องในชาดกเล่าว่า ฝูงลิงได้รับมอบหมายให้รดน้ำต้นไม้ในสวน แต่เกรงว่าจะเปลืองน้ำ จึงถอนต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาดูรากว่ายาวเท่าใด จะได้รดน้ำให้พอเหมาะ ผลคือต้นไม้ที่ตั้งใจจะดูแลต้องเหี่ยวตายไป เรื่องนี้แสดงว่า การทำงานโดยไม่รู้หลักและไม่ถามผู้รู้ แม้มีเจตนาดี ก็ทำลายประโยชน์ได้
อธิบายบทเชื่อม ๑ประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนามีหลายระดับ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในภายหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง ผู้มีปัญญาทรามอาจพร่าประโยชน์ได้ทุกระดับ เช่น ใช้ทรัพย์ไปโดยไม่รู้ประมาณ ปล่อยเวลาและโอกาสในการทำความดีให้ผ่านไป หรือละเลยการศึกษาปฏิบัติธรรม ข้อสำคัญคือ ปัญญาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเฉลียวฉลาดทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรู้จักเหตุผล รู้จักวิธีการ รู้จักประมาณ และรู้จักรับฟังผู้มีประสบการณ์ ผู้ที่ยังไม่รู้จึงควรศึกษาก่อนลงมือ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ค้าขายที่เจริญด้วยความซื่อสัตย์ ไม่โกงตาชั่งหรือปิดบังข้อบกพร่องของสินค้า ย่อมได้ลูกค้าที่ไว้ใจ คนทำงานที่ก้าวหน้าด้วยความสามารถ ไม่ใส่ร้ายหรือแย่งผลงานเพื่อนร่วมงาน ย่อมได้รับความเคารพ นักเรียนที่ตั้งใจเรียนให้เก่งโดยไม่ลอกงานหรือกลั่นแกล้งผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน สำหรับพระภิกษุสามเณร ความเจริญในการศึกษาและการปฏิบัติควรเป็นไปด้วยความสามัคคี ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความรู้ของตน และช่วยเหลือเพื่อนสหธรรมิกให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรตั้งใจสร้างความเจริญแก่ชีวิตด้วยความขยัน ความรู้ และความสุจริต พร้อมทั้งพิจารณาทุกครั้งว่า สิ่งที่ทำเพื่อความก้าวหน้าของตนนั้นทำให้ใครเดือดร้อนหรือไม่ หากเห็นว่าจะเป็นการเบียดเบียน ก็ควรเลือกทางอื่นที่ชอบธรรม ความเจริญที่ไม่เบียดเบียนใครย่อมเป็นความเจริญที่ยั่งยืนและเป็นสุขทั้งแก่ตนและผู้อื่น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “หมู่” ในบทนี้ตรงกับคำบาลีว่า “สงฆ์” ซึ่งในความหมายเดิมหมายถึงหมู่แห่งภิกษุ และขยายความได้ถึงหมู่คณะทั่วไป ส่วน “ความพร้อมเพรียง” หรือ “สามัคคี” หมายถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความเห็นร่วมกันในทางที่ถูก และร่วมมือกันทำกิจอย่างเกื้อกูล สุภาษิตนี้สอนว่า เมื่อหมู่คณะพร้อมเพรียงกัน ความสุขย่อมเกิดขึ้นแก่ทุกคนในหมู่นั้น
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระคาถาในพุทธวรรค ธรรมบท ซึ่งมีใจความว่า การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นสุข การแสดงพระสัทธรรมเป็นสุข ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข ความเพียรของผู้พร้อมเพรียงกันเป็นสุข อรรถกถาเล่าว่า ครั้งหนึ่งภิกษุจำนวนมากสนทนากันว่าสิ่งใดเป็นสุขในโลก บางพวกกล่าวถึงความสุขจากราชสมบัติ บางพวกกล่าวถึงความสุขจากกามคุณ พระพุทธองค์ตรัสว่าความสุขเหล่านั้นยังเนื่องด้วยทุกข์ แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ ชี้ถึงความสุขที่ประกอบด้วยธรรม
ขยายความบทตั้งความสามัคคีในทางพระพุทธศาสนาต้องตั้งอยู่บนธรรมและวินัย มิใช่การรวมกลุ่มกันทำสิ่งที่ผิด ในหมู่สงฆ์ ความพร้อมเพรียงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังที่ทรงแสดงสาราณียธรรม ๖ เป็นธรรมที่ทำให้ระลึกถึงกันและเป็นไปเพื่อความสามัคคี และทรงแสดงว่าการทำสงฆ์ให้แตกกัน คือสังฆเภท เป็นอนันตริยกรรมอันเป็นกรรมหนัก สำหรับหมู่คณะทั่วไป หลักนี้ก็ใช้ได้เช่นกัน คือความพร้อมเพรียงที่มีความถูกต้องเป็นพื้นฐาน ย่อมนำความสงบสุขมาสู่ส่วนรวม
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อปวงชนในหมู่คณะสามัคคีกัน กำลังของแต่ละคนย่อมรวมเป็นกำลังอันใหญ่ ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมจึงเกิดขึ้นได้โดยง่าย สมดังนัยภาษิตของสมเด็จพระสังฆราช (สา) ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ปวงชนผู้เป็นหมู่” หมายถึงบุคคลทั้งหลายที่รวมกันเป็นหมู่คณะ ไม่ว่าจะเป็นหมู่สงฆ์ ครอบครัว ชุมชน หรือองค์กร ส่วน “ความพร้อมเพรียง” หมายถึงความสามัคคี ความร่วมใจกันในทางที่ถูก และ “ความเจริญ” หมายถึงความงอกงามทั้งในทางโลกและทางธรรม ภาษิตบทนี้สอนว่า หมู่คณะใดมีความพร้อมเพรียงกัน หมู่คณะนั้นย่อมทำความเจริญให้สำเร็จได้
อธิบายบทเชื่อม ๑สุภาษิตบทนี้เป็นสุภาษิตที่ประพันธ์ขึ้นภายหลังตามแนวคำสอนในพระพุทธศาสนา มิได้มีเรื่องประกอบในอรรถกถา จึงควรพิจารณาจากความหมายของถ้อยคำ ความสามัคคีทำให้แต่ละคนนำกำลังความสามารถของตนมารวมกัน เมื่อหลายคนมุ่งไปในทางเดียวกัน กำลังที่เล็กน้อยก็กลายเป็นกำลังที่ใหญ่ งานที่คนเดียวทำไม่ได้ก็สำเร็จได้ ทั้งยังลดความสิ้นเปลืองที่เกิดจากการขัดแย้งแย่งชิงกัน
อธิบายบทเชื่อม ๑แนวคิดนี้สอดคล้องกับพระพุทธพจน์ในที่อื่นที่ตรัสสรรเสริญความสามัคคี เช่น อปริหานิยธรรม ซึ่งมีข้อว่า พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่ควรทำ อันเป็นเหตุแห่งความเจริญ ไม่เป็นไปเพื่อความเสื่อม อย่างไรก็ตาม ความพร้อมเพรียงที่ยังความเจริญให้สำเร็จนั้นต้องตั้งอยู่บนความถูกต้อง หากรวมใจกันทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม ย่อมนำไปสู่ความเสื่อมมากกว่าความเจริญ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน วัดที่พระภิกษุสามเณรลงทำวัตรสวดมนต์พร้อมกัน ช่วยกันดูแลเสนาสนะ และปรึกษากันด้วยความเคารพ ย่อมมีบรรยากาศที่สงบและเอื้อต่อการศึกษาปฏิบัติ ครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันทำงานบ้านและพูดคุยกันด้วยเหตุผล ย่อมอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ห้องเรียนหรือที่ทำงานที่ทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ของตนและไม่ทอดทิ้งกัน ก็ทำงานสำเร็จได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกัน หมู่คณะที่แตกแยกย่อมมีความหวาดระแวงและความทุกข์ตามมา
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการความสุขในหมู่คณะจึงควรเริ่มจากตนเอง คือมีเมตตาทั้งกาย วาจา ใจ ต่อเพื่อนร่วมหมู่ แบ่งปันสิ่งของตามสมควร รักษาศีลเสมอกัน และเคารพความเห็นที่ถูกต้องร่วมกัน เมื่อมีความขัดแย้งก็ควรหันหน้าเข้าปรึกษากันโดยยึดธรรมเป็นหลัก มากกว่ายึดความเห็นของตน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “เมามึนด้วยความโกรธ” หมายถึงผู้ที่ความโกรธทำให้ขาดสติ เหมือนคนเมาที่ไม่รู้ว่าตนกำลังพูดหรือทำอะไร ส่วน “ยศ” ในภาษาบาลีมีความหมายกว้าง ได้แก่ เกียรติยศ ชื่อเสียง ความยกย่องนับถือ และบริวาร สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ที่ปล่อยให้ความโกรธทำให้มัวเมา ย่อมเสื่อมจากเกียรติและความนับถือที่เคยได้รับ
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ในพระสูตรที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงธรรม ๗ ประการที่ศัตรูปรารถนาให้เกิดแก่ศัตรู ซึ่งย่อมมาถึงผู้มักโกรธ ประการหนึ่งคือ ศัตรูย่อมไม่ปรารถนาให้ศัตรูมียศ ส่วนผู้มักโกรธ แม้เคยได้ยศมาด้วยความไม่ประมาท แต่เมื่อถูกความโกรธครอบงำ ก็ย่อมเสื่อมจากยศนั้น ยศที่สั่งสมมาด้วยความเพียรเป็นเวลานาน จึงอาจเสื่อมลงได้เพราะความโกรธเพียงครั้งเดียว
ขยายความบทตั้งเหตุที่ความโกรธทำให้เสื่อมยศ เพราะยศและความนับถือตั้งอยู่บนความไว้วางใจของผู้อื่น ผู้ที่โกรธแล้วพูดหรือทำสิ่งไม่สมควรต่อหน้าผู้คน ย่อมทำลายความไว้วางใจนั้นไป ควรเข้าใจด้วยว่า พระพุทธศาสนามิได้สอนให้แสวงหายศเป็นเป้าหมายสูงสุด ยศเป็นเพียงโลกธรรมที่มีได้และเสื่อมได้ แต่ในระดับการดำเนินชีวิตในสังคม เกียรติและความนับถือที่ได้มาโดยชอบ เป็นเครื่องช่วยให้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มาก จึงไม่ควรปล่อยให้เสื่อมไปเพราะความโกรธ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่กำลังโกรธอาจลงมือผลาญทำลายสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แม้สิ่งที่ในยามปกติเป็นเรื่องทำยาก ก็กลับทำได้เหมือนทำง่ายในขณะนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า เมื่อความโกรธครอบงำ บุคคลอาจลงมือทำลายสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ในยามปกติการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องยากที่จะทำลงได้ คำว่า “ผลาญ” หมายถึงทำลาย ทำร้าย หรือทำให้เสียหาย ความโกรธทำให้ความยับยั้งชั่งใจหายไป สิ่งที่คนมีสติไม่กล้าทำ เช่น พูดทำร้ายน้ำใจคนที่รัก หรือทำลายสิ่งที่สร้างมาด้วยความยากลำบาก จึงกลับทำได้โดยไม่ลังเล
อธิบายบทเชื่อม ๑สุภาษิตบทนี้อยู่ในหมวดพระคาถาของโกธนสูตร ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงแสดงว่าผู้มักโกรธย่อมประสบสิ่งที่ศัตรูปรารถนาให้เกิดแก่ศัตรู ๗ ประการ คือ มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ไม่ได้ประโยชน์ เสื่อมจากโภคะ เสื่อมจากยศ มิตรสหายหลีกหนี และเมื่อตายไปย่อมไปสู่ทุคติ ในพระคาถาตอนนี้ทรงแสดงลักษณะของผู้โกรธว่า สิ่งที่ทำยากก็ทำเหมือนเป็นของง่าย แล้วตรัสต่อไปว่า ภายหลังเมื่อความโกรธหายไป ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ จึงเห็นได้ว่าพระองค์ทรงชี้ทั้งเหตุในขณะโกรธและผลที่ตามมาภายหลัง
อธิบายบทเชื่อม ๑ในยามปกติ คนเรามีหิริ (ความละอายต่อบาป) และโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อผลของบาป) คอยยับยั้งไม่ให้ทำชั่ว แต่เมื่อโทสะมีกำลังมาก หิริโอตตัปปะย่อมอ่อนลง การกระทำที่รุนแรงจึงดูเป็นเรื่องง่าย ข้อนี้มิได้หมายความว่าความโกรธทำให้คนเก่งขึ้น แต่หมายความว่าความโกรธทำให้คนกล้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ สิ่งที่สร้างยากแต่ทำลายง่าย เช่น ความไว้วางใจ มิตรภาพ และชื่อเสียง จึงอาจพังลงเพราะความโกรธเพียงครู่เดียว
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในวัด หากดุด่าผู้อื่นด้วยความโกรธต่อหน้าญาติโยม ย่อมทำให้ศรัทธาและความเคารพลดลง สามเณรที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานส่วนรวม หากโกรธเพื่อนจนทำงานเสีย ก็อาจไม่ได้รับมอบหมายอีก ฝ่ายคฤหัสถ์ ผู้บริหารที่มีความสามารถแต่โกรธง่าย มักสูญเสียความนับถือจากผู้ร่วมงาน ครูที่ลงโทษนักเรียนด้วยอารมณ์โกรธ ก็อาจเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปี
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะรักษาเกียรติและความนับถือไว้ จึงควรระลึกว่า ยศที่แท้มาพร้อมกับความสามารถในการควบคุมตนเอง เมื่อรู้สึกโกรธ ให้ตั้งสติและพักไว้ก่อน ไม่ตัดสินหรือว่ากล่าวผู้อื่นในขณะที่ใจร้อน ฝึกพูดด้วยเหตุผลและเมตตา ผู้ที่ไม่มัวเมาด้วยความโกรธย่อมได้รับความนับถืออย่างมั่นคงยั่งยืน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เตือนให้รู้จักฐานะและหน้าที่ของตน ไม่ทำตัวเกินตัว คำว่า “อติวตฺเตยฺย” มีความหมายว่า ล่วงเลย หรือก้าวเกินไป การลืมตนในที่นี้จึงหมายถึง การประพฤติเกินฐานะ เกินกำลัง หรือเกินขอบเขตที่ควร รวมถึงการหลงลืมหน้าที่และความเป็นจริงของตน เพราะความหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ หรือความสำเร็จที่ได้มา
ขยายความบทตั้งบทนี้มาในชาดก ในทางพระพุทธศาสนา สิ่งที่มักทำให้คนลืมตนคือโลกธรรม ๘ ได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เมื่อได้สิ่งที่น่าปรารถนา คนมักหลงระเริงจนดูหมิ่นผู้อื่น เมื่อประสบสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ก็อาจทำเกินกำลังเพื่อรักษาหน้าตา ผู้ที่ไม่ลืมตนย่อมระลึกได้เสมอว่า โลกธรรมเหล่านี้ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ปล่อยใจให้ฟูหรือแฟบไปตามสิ่งเหล่านั้นจนลืมหน้าที่ของตน
ขยายความบทตั้งสำหรับพระภิกษุสามเณร พระพุทธองค์ทรงสอนธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ข้อแรกคือ ให้ระลึกว่าบัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์ อาการกิริยาใด ๆ ของเราควรทำให้ต่างไปจากคฤหัสถ์ นี้เป็นการไม่ลืมตนในความเป็นสมณะ ส่วนคฤหัสถ์ก็ควรไม่ลืมตนในฐานะบุตร พ่อแม่ ศิษย์ หรือผู้ทำงาน อย่างไรก็ตาม การไม่ลืมตนมิได้หมายความว่าห้ามพัฒนาตนให้ก้าวหน้า แต่หมายถึงการก้าวหน้าโดยไม่ทิ้งความถ่อมตน ความกตัญญู และหน้าที่ที่ควรทำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลรู้ว่าสิ่งใดทำแล้วใจของตนจะติเตียนได้ว่าไม่ดีไม่ควร ก็ควรงดเว้นเสียตั้งแต่แรก ดีกว่าทำลงไปแล้วต้องมานั่งตำหนิตนเองในภายหลัง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจของตนเป็นเครื่องเตือน กล่าวคือ การกระทำใดที่เมื่อทำไปแล้ว ตนเองจะต้องกลับมาติเตียนตนเองได้ ก็ไม่ควรทำการกระทำนั้นเลย คำว่า “ติตนเอง” หมายถึงการที่ใจของตนเองตำหนิว่า สิ่งที่ทำไปนั้นไม่ดี ไม่ควร ไม่สมกับฐานะของตน ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่ากรรมนั้นเป็นอกุศล
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มาในคุหัฏฐกสูตร หมวดอัฏฐกวรรค แห่งสุตตนิบาต ในพระคาถาเต็มกล่าวถึงลักษณะของผู้มีปัญญาว่า ย่อมกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสองเสียได้ กำหนดรู้ผัสสะ ไม่ติดข้องด้วยความโลภ ไม่ทำกรรมที่ตนจะพึงติเตียนตนเองได้ และไม่ติดอยู่ในสิ่งที่ได้เห็นได้ฟัง แสดงว่าการเว้นจากกรรมที่ตนติเตียนได้นั้น เป็นคุณสมบัติส่วนหนึ่งของผู้ฝึกตนไปสู่ความหลุดพ้น มิใช่เป็นเพียงมารยาททางสังคมเท่านั้น
อธิบายบทเชื่อม ๑หลักนี้สัมพันธ์กับหิริโอตตัปปะ อันเป็นธรรมคุ้มครองโลก คือความละอายใจและความเกรงกลัวต่อการทำชั่ว ผู้ที่มีหิริย่อมไม่ต้องรอให้ผู้อื่นตำหนิก่อน ก็งดเว้นสิ่งไม่ดีได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ของการติตนเองในที่นี้ ควรเป็นใจที่ได้รับการอบรมด้วยศีลและธรรม มิใช่ความพอใจหรือไม่พอใจส่วนตัว และพึงเข้าใจว่า พุทธภาษิตบทนี้เน้นให้ยับยั้งก่อนทำ มิได้สอนให้จมอยู่กับความรู้สึกผิดหลังทำไปแล้ว เพราะความร้อนใจที่ครุ่นคิดวนเวียน (กุกกุจจะ) เป็นเครื่องกั้นความดีอย่างหนึ่ง เมื่อพลาดไปแล้วจึงควรยอมรับ แก้ไข และตั้งใจสำรวมต่อไป
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่สอบได้ชั้นสูงขึ้นแล้วยังเคารพครูบาอาจารย์และช่วยสอนรุ่นน้อง ชื่อว่าไม่ลืมตน พระภิกษุที่ได้รับความเคารพจากญาติโยมมาก แต่ยังสำรวมและปฏิบัติกิจวัตรเหมือนเดิม ก็ไม่หลงไปกับลาภสักการะ นักเรียนที่เรียนเก่งแต่ไม่ดูแคลนเพื่อน คนทำงานที่ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วยังให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกระดับ และผู้ที่ใช้จ่ายตามกำลังทรัพย์ ไม่สร้างหนี้เพื่ออวดผู้อื่น ล้วนเป็นตัวอย่างของผู้ไม่ลืมตน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นระลึกถึงฐานะ หน้าที่ และที่มาของตนอยู่เสมอ เมื่อได้ดีก็อย่าหลงระเริง เมื่อตกต่ำก็อย่าทำเกินกำลังเพื่อรักษาหน้า ประพฤติตนให้พอดีแก่ฐานะ รักษาความถ่อมตนและความกตัญญูไว้ ผู้ที่ไม่ลืมตนย่อมได้รับความเคารพอย่างแท้จริง และรักษาความเจริญของตนไว้ได้ยั่งยืน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ