| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | สุขํ ยาว ชรา สีลํ | ๑ |
| ๒ | ๒๕๖๗ | สุกรํ สาธุนา สาธุ | ๑ |
| ๓ | ๒๕๖๖ | ปาปานํ อกรณํ สุขํ | ๑ |
| ๔ | ๒๕๖๕ | ปาปานํ อกรณํ สุขํ | ๑ |
| ๕ | ๒๕๖๓ | สติมโต สทา ภทฺทํ | ๑ |
| ๖ | ๒๕๖๑ | ททมาโน ปิโย โหติ | ๑ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๒ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สอนให้เห็นว่า การรักษาศีลเป็นเหตุแห่งความสุขได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงวัยแก่เฒ่า ความสุขจากศีลอย่างหนึ่งคือความสบายใจที่ตนไม่ได้ทำผิดหรือเบียดเบียนผู้อื่น ในพระธรรมบท นาควรรค สุภาษิตนี้ปรากฏร่วมกับคำสอนว่า ศรัทธาที่ตั้งมั่น การได้ปัญญา และการไม่ทำบาป ล้วนนำความสุขมาให้
ขยายความบทตั้งศีลช่วยให้เกิดความสุขได้หลายทาง ผู้ที่ไม่ทำร้าย ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มสุราเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ย่อมไม่สร้างความเดือดร้อนจากการกระทำเหล่านี้ เมื่อระลึกถึงความประพฤติของตน ก็มีเหตุให้สบายใจ ไม่ต้องคอยปกปิดความผิดที่ตนไม่ได้ทำ อีกทั้งความซื่อสัตย์และการไม่เอาเปรียบยังช่วยสร้างความไว้วางใจในการอยู่ร่วมกัน
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม การรักษาศีลไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะไม่มีความทุกข์หรือปัญหาเลย ผู้มีศีลยังอาจเจ็บป่วย สูญเสีย หรือพบความไม่สมหวังได้ แต่ศีลช่วยให้ไม่เพิ่มความเดือดร้อนด้วยการทำชั่วของตน และเป็นหลักให้ดำเนินชีวิตอย่างสุจริต แม้ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ความสบายใจจากความประพฤติดีก็ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์และสิ่งใดเป็นโทษ จึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ยอมล่วงละเมิดข้อห้ามเพื่อแลกกับประโยชน์เล็กน้อย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ปราชญ์” หมายถึงผู้มีปัญญา รู้จักพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นโทษ ส่วนคำว่า “พึงรักษาศีล” หมายถึงควรสำรวมกายและวาจาให้เรียบร้อยตามสิกขาบทที่ตนรักษา พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ผู้มีปัญญาเห็นความสำคัญของความประพฤติดีงาม และตั้งใจรักษาศีลด้วยความเข้าใจในคุณประโยชน์ มิใช่เพียงทำตามผู้อื่นโดยไม่รู้เหตุผล
อธิบายบทเชื่อม ๑ในสุขปัตถนาสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้มีปัญญาเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ พึงรักษาศีล ความสุขเหล่านั้น ได้แก่ ความสรรเสริญ การได้โภคทรัพย์ และการไปเกิดในสวรรค์หลังจากตายแล้ว หลักธรรมนี้แสดงให้เห็นว่า ศีลเป็นเหตุเกื้อหนุนประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า ผู้มีปัญญาจึงควรพิจารณาผลของความประพฤติให้กว้างไกล ไม่ยอมละทิ้งความถูกต้องเพื่อความพอใจหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า
อธิบายบทเชื่อม ๑ในด้านความสรรเสริญ ความซื่อสัตย์และการไม่เบียดเบียนเป็นความประพฤติที่ผู้รู้ยกย่อง และช่วยสร้างความไว้วางใจในการอยู่ร่วมกัน ในด้านโภคทรัพย์ การไม่ทุจริตและไม่ประมาทเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนการประกอบอาชีพสุจริตและการรักษาทรัพย์ ทั้งนี้ การดำรงชีวิตให้มั่นคงยังต้องอาศัยความขยัน ความสามารถ และการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมประกอบด้วย ส่วนการไปเกิดในสวรรค์เป็นอานิสงส์ในภายหน้าที่พระสูตรกล่าวถึง ผู้มีปัญญาจึงเห็นคุณค่าของศีลทั้งในฐานะความดีที่ควรปฏิบัติและเหตุแห่งความสุขที่ควรสร้างไว้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ครอบครัวที่สมาชิกซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ทำร้ายกัน และไม่หลอกลวงกัน ย่อมมีพื้นฐานที่ดีของความไว้วางใจ ผู้ที่ไม่ดื่มสุราย่อมไม่เสียค่าใช้จ่ายในการดื่ม และไม่ก่อความเดือดร้อนจากความมึนเมาของตน นักเรียนที่ไม่ขโมยของเพื่อนและไม่โกหก ก็ไม่ต้องคอยปกปิดความผิดเหล่านั้น เมื่อเติบโตขึ้นและยังรักษาความประพฤติดีไว้ ก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลังได้
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขจึงควรฝึกรักษาศีลให้เป็นปกติของชีวิต ไม่ละเลยเพียงเพราะไม่มีใครเห็น และหมั่นตรวจดูความประพฤติของตน หากผิดพลาดก็ควรยอมรับ แก้ไข และตั้งใจระวังไม่ทำซ้ำ การรักษาศีลอย่างสม่ำเสมอเป็นการสร้างเหตุแห่งความสบายใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ซึ่งมีคุณค่าตั้งแต่วันนี้จนถึงวัยชรา สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความดี” (สาธุ) ในที่นี้หมายถึงการกระทำที่ดีงาม ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ส่วน “คนดี” หมายถึงผู้ที่ฝึกตนมาในทางกุศลจนความดีเป็นอุปนิสัย สุภาษิตนี้แสดงว่า สำหรับผู้ที่สั่งสมความดีจนคุ้นเคยแล้ว การทำความดีย่อมเป็นเรื่องง่าย ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนใจ
ขยายความบทตั้งพุทธอุทานนี้ตรัสในคราวที่พระเทวทัตคิดแยกสงฆ์ พระเทวทัตพบพระอานนท์ขณะบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ แล้วแจ้งว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ตนจะทำอุโบสถและสังฆกรรมแยกจากพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ พระอานนท์นำความนั้นกราบทูล พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า ความดีอันคนดีทำง่าย ความดีอันคนชั่วทำยาก ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย ความชั่วอันพระอริยะทำยาก พระคาถานี้จึงชี้ว่า การกระทำของแต่ละคนย่อมเป็นไปตามอุปนิสัยที่ตนสั่งสมไว้
ขยายความบทตั้งที่ความดีเป็นของง่ายสำหรับคนดี ก็เพราะใจของเขาได้รับการอบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญามาตามลำดับ มีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) คอยกำกับอยู่ เมื่อมีโอกาสทำดีจึงทำได้ทันที ไม่ลังเล ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าคนดีไม่เคยเหนื่อยหรือไม่เคยพบอุปสรรค แต่หมายความว่าใจของเขาพร้อมที่จะเลือกทางที่ถูกต้อง ผู้ที่ยังรู้สึกว่าการทำดีเป็นเรื่องยาก จึงไม่ควรท้อ เพราะความง่ายนี้เกิดจากการฝึกซ้ำจนเคยชิน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลเห็นว่าบาปเล็กน้อยไม่เป็นไรแล้วทำอยู่เรื่อยไป ความชั่วย่อมสั่งสมมากขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นความทุกข์หนักที่ต้องรับในภายหลัง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ความสั่งสมบาป” หมายถึงการทำความชั่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความชั่วนั้นพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นนิสัย พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า การสั่งสมบาปเช่นนี้ย่อมนำความทุกข์มาให้ เพราะบาปแต่ละครั้งเปรียบเหมือนหยดน้ำที่หยดลงในภาชนะ เมื่อหยดอยู่เรื่อย ๆ ย่อมเต็มได้ในที่สุด
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสเตือนไว้ว่า ถ้าบุรุษพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อย ๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะความสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้ คนจำนวนมากคิดว่าความชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นไร เช่น โกหกเล็กน้อย เอาของผู้อื่นเล็กน้อย แต่ความคิดเช่นนี้เองที่ทำให้บาปสั่งสมมากขึ้น เมื่อทำจนเคยชินแล้ว ใจก็ไม่รู้สึกละอาย ความชั่วที่ใหญ่กว่าก็ตามมาได้ง่าย สุดท้ายความทุกข์ก็มาถึงทั้งในรูปของโทษทางกฎหมาย ความเสื่อมเสีย และความเดือดร้อนใจ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุสามเณรที่ฝึกลุกขึ้นทำวัตรเช้าเป็นประจำ ย่อมตื่นได้เองโดยไม่ต้องมีใครปลุก ผู้ที่ฝึกให้ทานจนเคยชิน เมื่อพบผู้ขาดแคลนก็ช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องคิดนาน นักเรียนที่ซื่อสัตย์มาตั้งแต่ต้น เมื่อเข้าห้องสอบก็ไม่รู้สึกว่าการไม่ทุจริตเป็นเรื่องฝืนใจ คนในครอบครัวที่คุ้นกับการพูดจาดีต่อกัน ก็รักษาความสามัคคีได้ง่ายแม้ในยามมีปัญหา
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรเริ่มฝึกความดีจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น การพูดจริง การช่วยงานส่วนรวม การรักษาศีล และการเจริญเมตตา แล้วทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นอุปนิสัย พร้อมทั้งคบหาผู้ที่ชักนำในทางดี เมื่อใจคุ้นเคยกับความดีแล้ว การทำความดีย่อมเป็นสิ่งที่ง่ายและเป็นความสุขในตัวเอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า การไม่ทำบาปนำสุขมาให้ คำว่า “การไม่ทำบาป” หมายถึงการงดเว้นจากความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ส่วน “สุข” ในที่นี้ หมายถึงความสบายกายสบายใจ ความปลอดโปร่ง ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวหรือกังวล พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องได้มาจากการได้ครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่เกิดได้จากการไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี
ขยายความบทตั้งความสุขที่เกิดจากการไม่ทำบาปนั้น เป็นความสุขที่ลึกซึ้งและมั่นคง ผู้ที่ไม่ทำความชั่วย่อมนอนหลับสนิท ไม่ต้องกลัวว่าความผิดจะถูกเปิดเผย ไม่ต้องคอยระแวงผู้อื่น ไม่ต้องโกหกเพื่อปกปิดความผิด ใจจึงเบาสบาย ในทางตรงข้าม ผู้ทำบาปแม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ใจกลับร้อนรุ่มด้วยความกลัว ความละอาย และความสำนึกผิด ในพระธรรมบท พุทธภาษิตนี้ปรากฏร่วมกับข้อความว่า ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นนำสุขมาให้ การได้ปัญญานำสุขมาให้ แสดงว่าการไม่ทำบาปเป็นรากฐานของความสุขทั้งหลาย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่รักตนและปรารถนาความสุข ควรหลีกห่างจากความชั่วทุกชนิด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ทั้งทางกาย วาจา และใจ ไม่เข้าใกล้และไม่ลงมือทำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า พึงละเว้นบาปทั้งหลาย คำว่า “ละเว้น” หมายถึงการหลีกห่าง ไม่เข้าใกล้ และไม่ลงมือทำ ส่วน “บาปทั้งหลาย” หมายถึงความชั่วทุกชนิด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ทั้งทางกาย วาจา และใจ พุทธภาษิตนี้เป็นคำสอนที่ตรงไปตรงมาว่า ผู้ที่รักตนและปรารถนาความสุข ควรหลีกเลี่ยงความชั่วทุกประเภทอย่างระมัดระวัง
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้ว่า พ่อค้าที่มีทรัพย์มากแต่มีพวกน้อย ย่อมหลีกเลี่ยงหนทางที่มีภัยอันตราย และคนที่รักชีวิตย่อมหลีกเลี่ยงยาพิษ ฉันใด บุคคลก็พึงละเว้นบาปทั้งหลาย ฉันนั้น พ่อค้าที่รู้ว่าทางใดมีโจรย่อมไม่เดินทางนั้น เพราะรู้ว่าอาจสูญเสียทั้งทรัพย์และชีวิต คนที่รู้ว่าสิ่งใดเป็นยาพิษย่อมไม่แตะต้อง เพราะรู้ว่าอาจถึงตาย ความชั่วก็เป็นเหมือนทางที่มีโจรและเหมือนยาพิษ ผู้ที่รู้เท่าทันย่อมหลีกให้ห่างตั้งแต่ต้น ไม่รอให้ตกอยู่ในอันตรายเสียก่อน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง นักเรียนที่ทำข้อสอบด้วยความสามารถของตนเอง แม้จะได้คะแนนไม่สูงนัก แต่ใจก็สบาย ภาคภูมิใจในตนเอง ต่างจากผู้ที่ลอกข้อสอบซึ่งต้องคอยกลัวถูกจับได้ พนักงานที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่รับสินบน ย่อมใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ต้องหวาดกลัวการตรวจสอบ สามีภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อกัน ย่อมอยู่ร่วมกันด้วยความไว้วางใจและความสุข
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขที่แท้จริงจึงควรเริ่มจากการไม่ทำความชั่ว แม้ในยามที่ไม่มีใครเห็น เพราะความสุขจากการไม่ทำบาปเป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์ซื้อ และไม่มีใครแย่งชิงไปได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า การไม่ทำบาปนำสุขมาให้ คำว่า “การไม่ทำบาป” หมายถึงการงดเว้นจากความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ส่วน “สุข” ในที่นี้ หมายถึงความสบายกายสบายใจ ความปลอดโปร่ง ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวหรือกังวล พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องได้มาจากการได้ครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่เกิดได้จากการไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี
ขยายความบทตั้งความสุขที่เกิดจากการไม่ทำบาปนั้น เป็นความสุขที่ลึกซึ้งและมั่นคง ผู้ที่ไม่ทำความชั่วย่อมนอนหลับสนิท ไม่ต้องกลัวว่าความผิดจะถูกเปิดเผย ไม่ต้องคอยระแวงผู้อื่น ไม่ต้องโกหกเพื่อปกปิดความผิด ใจจึงเบาสบาย ในทางตรงข้าม ผู้ทำบาปแม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ใจกลับร้อนรุ่มด้วยความกลัว ความละอาย และความสำนึกผิด ในพระธรรมบท พุทธภาษิตนี้ปรากฏร่วมกับข้อความว่า ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นนำสุขมาให้ การได้ปัญญานำสุขมาให้ แสดงว่าการไม่ทำบาปเป็นรากฐานของความสุขทั้งหลาย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลระมัดระวังละเว้นบาปทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์ ชีวิตย่อมปลอดภัยจากความเดือดร้อน ต่างจากผู้ที่ประมาทเข้าใกล้ความชั่วซึ่งมักพลาดพลั้งได้ง่าย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า พึงละเว้นบาปทั้งหลาย คำว่า “ละเว้น” หมายถึงการหลีกห่าง ไม่เข้าใกล้ และไม่ลงมือทำ ส่วน “บาปทั้งหลาย” หมายถึงความชั่วทุกชนิด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ทั้งทางกาย วาจา และใจ พุทธภาษิตนี้เป็นคำสอนที่ตรงไปตรงมาว่า ผู้ที่รักตนและปรารถนาความสุข ควรหลีกเลี่ยงความชั่วทุกประเภทอย่างระมัดระวัง
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้ว่า พ่อค้าที่มีทรัพย์มากแต่มีพวกน้อย ย่อมหลีกเลี่ยงหนทางที่มีภัยอันตราย และคนที่รักชีวิตย่อมหลีกเลี่ยงยาพิษ ฉันใด บุคคลก็พึงละเว้นบาปทั้งหลาย ฉันนั้น พ่อค้าที่รู้ว่าทางใดมีโจรย่อมไม่เดินทางนั้น เพราะรู้ว่าอาจสูญเสียทั้งทรัพย์และชีวิต คนที่รู้ว่าสิ่งใดเป็นยาพิษย่อมไม่แตะต้อง เพราะรู้ว่าอาจถึงตาย ความชั่วก็เป็นเหมือนทางที่มีโจรและเหมือนยาพิษ ผู้ที่รู้เท่าทันย่อมหลีกให้ห่างตั้งแต่ต้น ไม่รอให้ตกอยู่ในอันตรายเสียก่อน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง นักเรียนที่ทำข้อสอบด้วยความสามารถของตนเอง แม้จะได้คะแนนไม่สูงนัก แต่ใจก็สบาย ภาคภูมิใจในตนเอง ต่างจากผู้ที่ลอกข้อสอบซึ่งต้องคอยกลัวถูกจับได้ พนักงานที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่รับสินบน ย่อมใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ต้องหวาดกลัวการตรวจสอบ สามีภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อกัน ย่อมอยู่ร่วมกันด้วยความไว้วางใจและความสุข
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขที่แท้จริงจึงควรเริ่มจากการไม่ทำความชั่ว แม้ในยามที่ไม่มีใครเห็น เพราะความสุขจากการไม่ทำบาปเป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์ซื้อ และไม่มีใครแย่งชิงไปได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้มีสติ” หมายถึงผู้ที่ระลึกได้ รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอไผลทั้งในการคิด การพูด และการกระทำ ส่วน “ความเจริญ” หมายถึงสิ่งที่ดีงาม ความปลอดภัย และความก้าวหน้า พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า คนที่มีสติย่อมพบความเจริญทุกเมื่อ คือไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด สติจะช่วยนำพาไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ
ขยายความบทตั้งสติเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง การให้ทานต้องอาศัยสติ จึงให้ได้ถูกต้องเหมาะสม การรักษาศีลต้องอาศัยสติ จึงไม่เผลอล่วงละเมิด การทำงานต้องอาศัยสติ จึงไม่ผิดพลาด และการศึกษาเล่าเรียนก็ต้องอาศัยสติ จึงจดจำและเข้าใจได้ ผู้ที่มีสติจึงเหมือนคนที่ถือตะเกียงเดินในที่มืด มองเห็นทางชัดเจน ไม่สะดุดล้ม ไม่หลงทาง ความเจริญจึงเกิดขึ้นแก่เขาได้ทุกเวลา
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑สติคือความระลึกได้และความไม่เผลอ เป็นเครื่องปลุกใจให้ตื่นอยู่เสมอ ช่วยให้บุคคลดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ระลึกถึงหน้าที่และสิ่งที่ควรทำ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ว่า “สติ โลกสฺมิ ชาคโร” แปลว่า “สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก” หมายความว่า สติเป็นเครื่องเตือนใจให้บุคคลดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่เผลอไผล และไม่ละเลยการทำความดี คำว่า “สติ” หมายถึงความระลึกได้ ความไม่เผลอ และการคุมใจไว้กับกิจที่ทำ ช่วยให้ระลึกถึงหน้าที่ สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ควรละเว้น ผู้มีสติจึงเปรียบเสมือนผู้ตื่นอยู่ เพราะไม่ปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปตามความประมาท
อธิบายบทเชื่อม ๑ความหลับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนอนหลับตามธรรมชาติ แต่เป็นคำเปรียบเทียบถึงความประมาท ความเผลอเรอ และความลุ่มหลงในสิ่งต่าง ๆ จนลืมหน้าที่และละเลยความถูกต้อง คนที่ใจหลับเช่นนี้ย่อมถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย เหมือนบ้านที่ยามหลับจนโจรมีโอกาสเข้ามาลักทรัพย์ สติจึงเปรียบเหมือนยามที่เฝ้าประตูใจ คอยเตือนมิให้เผลอปล่อยตนไปตามอารมณ์ เมื่อความโลภ ความโกรธ หรือความหลงเกิดขึ้น สติช่วยให้ระลึกได้ว่าควรระวังใจ และเปิดโอกาสให้ใช้ปัญญาพิจารณายับยั้งคำพูดหรือการกระทำที่อาจก่อให้เกิดโทษ
อธิบายบทเชื่อม ๑หลักธรรมที่สอดคล้องกับคำอธิบายนี้ปรากฏในชาครสูตร ซึ่งกล่าวว่า เมื่ออินทรีย์ ๕ ตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ ชื่อว่าหลับ และเมื่อนิวรณ์ ๕ หลับ อินทรีย์ ๕ ชื่อว่าตื่น อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นธรรมสำคัญที่เกื้อหนุนการพัฒนาจิต ส่วนนิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ ความพอใจในกาม พยาบาท ความคิดปองร้าย ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เป็นธรรมที่กั้นจิตมิให้ก้าวหน้าในความดี การตื่นของอินทรีย์และการหลับของนิวรณ์จึงเป็นภาพเปรียบเทียบที่แสดงถึงการดำเนินชีวิตด้วยกุศลธรรม โดยไม่ปล่อยให้อกุศลธรรมเข้าครอบงำ
อธิบายบทเชื่อม ๑อรรถกถาชาครสูตรอธิบายว่า ผู้พรั่งพร้อมด้วยอินทรีย์ ๕ แม้นอนหลับก็ชื่อว่าเป็นผู้ตื่น เพราะมีความไม่ประมาทและประกอบด้วยกุศล ส่วนผู้พรั่งพร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ แม้อยู่ในอิริยาบถอื่นก็ชื่อว่าเป็นผู้หลับ เพราะมีความประมาทและประกอบด้วยอกุศล ดังนั้น การกล่าวว่า “แม้นอนหลับก็ชื่อว่าตื่น” จึงหมายถึงการเป็นผู้ไม่ประมาทในทางธรรม มิได้หมายความว่า ขณะนอนหลับยังรับรู้เหตุการณ์หรืออันตรายรอบตัวอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง พ่อค้าที่มีสติย่อมไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รู้จักเก็บออม และไม่หลงเชื่อคำชวนลงทุนที่เกินจริง กิจการจึงมั่นคง ช่างที่ทำงานกับเครื่องจักรด้วยความมีสติ ย่อมทำงานได้เรียบร้อยและปลอดภัย นักเรียนที่มีสติเมื่อทำข้อสอบ ย่อมอ่านคำถามอย่างรอบคอบ ไม่ตอบผิดเพราะความสะเพร่า ส่วนคนที่ขาดสติ แม้เก่งเพียงใดก็อาจพลาดพลั้งจนเสียหายได้
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความเจริญในชีวิตจึงควรฝึกสติให้เข้มแข็ง ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอในทุกกิจที่ทำ เพราะสติเป็นเครื่องคุ้มครองและเป็นประตูแห่งความเจริญทั้งปวง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้ให้” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ หมายถึงผู้ที่มีความเสียสละเป็นนิสัย พร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ย่อมเป็นที่รัก” หมายความว่าย่อมได้รับความรักใคร่ ความเอ็นดู และความปรารถนาดีจากผู้คนรอบข้าง พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นกฎธรรมชาติข้อหนึ่งว่า ความรักของผู้อื่นไม่อาจเรียกร้องหรือบังคับเอาได้ แต่ย่อมเกิดขึ้นเองต่อผู้ที่ให้
ขยายความบทตั้งเหตุที่ผู้ให้เป็นที่รัก เพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ใดทำให้เขามีความสุข ช่วยให้เขาพ้นจากความลำบาก เขาย่อมรักผู้นั้น ตรงกันข้าม คนที่เอาแต่รับ ไม่เคยให้ และคอยเอาเปรียบผู้อื่น แม้จะมีทรัพย์หรืออำนาจมากเพียงใด ก็อาจมีคนอยู่รอบตัวเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์หมดไป คนเหล่านั้นก็จากไป ความรักที่เกิดจากการให้ด้วยใจจริงจึงมั่นคงกว่าความรักที่ซื้อด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลสั่งสมความดีอยู่เป็นนิจ ความดีที่คนทั่วไปเห็นว่ายาก สำหรับคนดีกลับทำได้ง่ายดาย ต่างจากผู้ที่ไม่เคยฝึกซึ่งต้องฝืนใจอย่างมากจึงจะทำความดีได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์วินยปิฏก จุลฺลวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ความดี” (สาธุ) ในที่นี้หมายถึงการกระทำที่ดีงาม ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ส่วน “คนดี” หมายถึงผู้ที่ฝึกตนมาในทางกุศลจนความดีเป็นอุปนิสัย พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า สำหรับผู้ที่สั่งสมความดีจนคุ้นเคยแล้ว การทำความดีย่อมเป็นเรื่องง่าย ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนใจ
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธอุทานนี้ตรัสในคราวที่พระเทวทัตคิดแยกสงฆ์ พระเทวทัตพบพระอานนท์ขณะบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ แล้วแจ้งว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ตนจะทำอุโบสถและสังฆกรรมแยกจากพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ พระอานนท์นำความนั้นกราบทูล พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า ความดีอันคนดีทำง่าย ความดีอันคนชั่วทำยาก ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย ความชั่วอันพระอริยะทำยาก พระคาถานี้จึงชี้ว่า การกระทำของแต่ละคนย่อมเป็นไปตามอุปนิสัยที่ตนสั่งสมไว้
อธิบายบทเชื่อม ๑ที่ความดีเป็นของง่ายสำหรับคนดี ก็เพราะใจของเขาได้รับการอบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญามาตามลำดับ มีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) คอยกำกับอยู่ เมื่อมีโอกาสทำดีจึงทำได้ทันที ไม่ลังเล ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าคนดีไม่เคยเหนื่อยหรือไม่เคยพบอุปสรรค แต่หมายความว่าใจของเขาพร้อมที่จะเลือกทางที่ถูกต้อง ผู้ที่ยังรู้สึกว่าการทำดีเป็นเรื่องยาก จึงไม่ควรท้อ เพราะความง่ายนี้เกิดจากการฝึกซ้ำจนเคยชิน
ตัวอย่างในชีวิตตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และการอบรมแก่ลูกมาตลอดชีวิต ย่อมเป็นที่รักของลูกยิ่งกว่าผู้ใด พี่ที่แบ่งของเล่นหรือขนมให้น้อง และคอยปกป้องน้องเมื่อมีภัย ย่อมเป็นที่รักของน้อง พนักงานที่ยิ้มแย้มและให้บริการด้วยน้ำใจ ย่อมเป็นที่รักของลูกค้า แม้เพียงการให้รอยยิ้มและคำพูดที่อ่อนโยน ก็ทำให้เราเป็นที่รักของผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเสียทรัพย์แม้แต่น้อย
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการเป็นที่รักจึงควรถามตนเองอยู่เสมอว่า วันนี้เราได้ให้อะไรแก่ผู้อื่นบ้าง แล้วหมั่นให้ตามโอกาสและกำลังของตน การให้เช่นนี้เป็นทั้งบุญกุศลและเป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของมนุษย์ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ