ชุดตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม (ข้อสอบสนามหลวงปีเก่า) กลับหน้าฝึกแต่งกระทู้
ชั้น: นักธรรมชั้นตรี ๑๐นักธรรมชั้นโท ๑๐นักธรรมชั้นเอก ๑๐ธรรมศึกษาชั้นตรี ประถม ๖ธรรมศึกษาชั้นตรี มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นตรี อุดม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท อุดม ๔ธรรมศึกษาชั้นเอก ประถม ๕ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นเอก อุดม ๕
ภาษา: ไทย EnglishIndonesia中文DeutschDanskहिन्दी日本語नेपाली
ซ่อนป้ายโครงสร้าง ในหน้าต่างพิมพ์ ให้เลือกปลายทาง "บันทึกเป็น PDF" และเปิด "กราฟิกพื้นหลัง" เพื่อให้เห็นแถบสี
ตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง

ตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม

จากข้อสอบสนามหลวงปีเก่า ๕ ข้อ
ข้อพ.ศ.กระทู้ตั้งบทเชื่อม
๑๒๕๖๘ ททมาโน ปิโย โหติ๒
๒๒๕๖๗ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย๒
๓๒๕๖๖ อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ๒
๔๒๕๖๕ ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ๒
๕๒๕๖๓ ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก๒

วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย

ประโยคสะพานบทเชื่อมและคำอธิบายตัวอย่างในชีวิตสรุปและปิดท้าย

ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — มี ๒ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้

พิมพ์จากระบบสนับสนุนการออกข้อสอบ · 01/10/2569

ข้อ ๑ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๘ ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม · บทเชื่อม ๒ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๓,๓๔๕ ตัวอักษร
โจทย์: ททมาโน ปิโย โหติ. ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก. แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรม กำหนดมาให้จำนวน ๕ สุภาษิตข้างล่างนี้มาประกอบอ้างอิง ๒ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อมความให้ สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ. ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คัมภีร์ที่มา : สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.) ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ. เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น. คัมภีร์ที่มา : ทีฆนิกาย มหาวรรค (ที.มหา.) อสาธุํ สาธุนา ชิเน. พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ.ธ.) ปุญฺญํ โจเรหิ ทูหรํ. บุญอันโจรนำไปไม่ได้ คัมภีร์ที่มา : สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.) สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย. ความสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ นำสุขมาให้ คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ.ธ.)
ททมาโน ปิโย โหติ
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
(องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๔)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้ให้” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ หมายถึงผู้ที่มีความเสียสละเป็นนิสัย พร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ย่อมเป็นที่รัก” หมายความว่าย่อมได้รับความรักใคร่ ความเอ็นดู และความปรารถนาดีจากผู้คนรอบข้าง พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นกฎธรรมชาติข้อหนึ่งว่า ความรักของผู้อื่นไม่อาจเรียกร้องหรือบังคับเอาได้ แต่ย่อมเกิดขึ้นเองต่อผู้ที่ให้

ขยายความบทตั้งเหตุที่ผู้ให้เป็นที่รัก เพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ใดทำให้เขามีความสุข ช่วยให้เขาพ้นจากความลำบาก เขาย่อมรักผู้นั้น ตรงกันข้าม คนที่เอาแต่รับ ไม่เคยให้ และคอยเอาเปรียบผู้อื่น แม้จะมีทรัพย์หรืออำนาจมากเพียงใด ก็อาจมีคนอยู่รอบตัวเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์หมดไป คนเหล่านั้นก็จากไป ความรักที่เกิดจากการให้ด้วยใจจริงจึงมั่นคงกว่าความรักที่ซื้อด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑การให้เปรียบเหมือนสายใยที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ผู้ที่รู้จักให้และแบ่งปันย่อมผูกไมตรีกับผู้อื่นไว้ได้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและมีมิตรคอยช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ไมตรี” หมายถึงความเป็นมิตร ความรักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คือการให้เป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ผู้ให้ย่อมมีเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ

อธิบายบทเชื่อม ๑การให้ที่ผูกไมตรีได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์สิ่งของเท่านั้น การให้คำพูดที่ดี การให้เวลา การให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกาย การให้อภัย และการให้กำลังใจ ล้วนเป็นการให้ที่ผูกใจคนได้ทั้งสิ้น หลักธรรมที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ก็ยกการให้ไว้เป็นข้อแรก แสดงว่าการให้เป็นหัวใจของการสร้างมิตรภาพ ตรงกันข้าม คนที่ตระหนี่ ไม่เคยแบ่งปัน และคิดแต่จะเอาจากผู้อื่น ย่อมหาเพื่อนแท้ได้ยาก เพราะไม่มีสิ่งใดผูกใจคนไว้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลหมั่นให้ทานอยู่เสมอ แม้เพียงเล็กน้อย บุญก็ย่อมสะสมเพิ่มขึ้นไม่ขาดสาย ส่วนผู้ที่ไม่เคยให้ บุญในใจก็ย่อมไม่อาจงอกงามได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น คำว่า “บุญ” หมายถึงความดีที่ชำระใจให้สะอาด และเป็นเหตุแห่งความสุข ทุกครั้งที่บุคคลให้ด้วยใจที่เสียสละ บุญย่อมเกิดขึ้นในใจและพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนน้ำที่หยดลงในตุ่มทีละหยด แม้จะน้อย แต่เมื่อหยดอยู่เสมอก็ย่อมเต็มได้

อธิบายบทเชื่อม ๒ที่ว่าบุญเพิ่มขึ้นเมื่อให้ เพราะในขณะที่ให้ ใจของผู้ให้ได้สละความตระหนี่ออกไปส่วนหนึ่ง ความโลภซึ่งเป็นกิเลสที่ทำให้ใจคับแคบก็เบาบางลง ใจจึงกว้างขวางและผ่องใสขึ้น นี้คือบุญที่เห็นได้ในปัจจุบัน ยิ่งให้บ่อยเท่าใด การให้ก็ยิ่งกลายเป็นนิสัย ใจก็ยิ่งมั่นคงในความดี พุทธภาษิตนี้ปรากฏคู่กับข้อความว่า เมื่อคอยระวังอยู่ เวรย่อมไม่ก่อขึ้น แสดงว่าการให้ทำให้ความดีเพิ่มพูน ส่วนการสำรวมระวังทำให้ความชั่วไม่เกิด ทั้งสองอย่างนี้เป็นคู่กันในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม

ตัวอย่างในชีวิตตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และการอบรมแก่ลูกมาตลอดชีวิต ย่อมเป็นที่รักของลูกยิ่งกว่าผู้ใด พี่ที่แบ่งของเล่นหรือขนมให้น้อง และคอยปกป้องน้องเมื่อมีภัย ย่อมเป็นที่รักของน้อง พนักงานที่ยิ้มแย้มและให้บริการด้วยน้ำใจ ย่อมเป็นที่รักของลูกค้า แม้เพียงการให้รอยยิ้มและคำพูดที่อ่อนโยน ก็ทำให้เราเป็นที่รักของผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเสียทรัพย์แม้แต่น้อย

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการเป็นที่รักจึงควรถามตนเองอยู่เสมอว่า วันนี้เราได้ให้อะไรแก่ผู้อื่นบ้าง แล้วหมั่นให้ตามโอกาสและกำลังของตน การให้เช่นนี้เป็นทั้งบุญกุศลและเป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของมนุษย์ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ททมาโน ปิโย โหติ
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๒ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๗ ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม · บทเชื่อม ๒ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๓,๒๕๓ ตัวอักษร
โจทย์: ความสั่งสมซึ่งบุญ นำสุขมาให้. แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดมาให้ จำนวน ๕ สุภาษิตข้างล่างนี้ มาประกอบอ้างอิง ๒ สุภาษิต ห้ามอ้างอิงสุภาษิตซ้ำซ้อนกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อความให้สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป ปุญฺญํ โจเรหิ ทูหรํ. บุญอันโจรนำไปไม่ได้. คัมภีร์ที่มา : สังยุตตนิกาย สคาวรรค ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ. เมื่อให้ บุญก็เพิ่ม. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย อุทาน ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ. บญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท ยํ เว เสวติ ตาทิโส. คบคนเช่นใด ก็เป็นเช่นคนนั้น. คัมภีร์ที่มา : ว.ว. สุโข หเว สปฺปุริเสน สงฺคโม. สมาคมกับสัตบุรุษ นำสุขมาให้. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ชาดก ทุกนิบาติ
สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
หมั่นขยันทำความดี ก่อเกิดความสุข
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความสั่งสมบุญ” หมายถึงการทำความดีอยู่เสมอ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความดีพอกพูนมากขึ้นและกลายเป็นนิสัย พุทธศาสนสุภาษิตนี้สอนว่า การสั่งสมบุญเช่นนี้ย่อมนำความสุขมาให้ พุทธภาษิตนี้เป็นคู่ตรงข้ามกับพุทธภาษิตที่ว่า ความสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้ แสดงว่าสิ่งที่เราสั่งสมไว้ในชีวิตจะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตของเราจะมีความสุขหรือความทุกข์

ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ถ้าบุรุษพึงทำบุญ ก็ควรทำบุญนั้นบ่อย ๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะความสั่งสมบุญนำสุขมาให้ อีกแห่งหนึ่งตรัสว่า บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่าเล็กน้อยคงไม่มีผล เพราะหม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่หยดลงทีละหยด ผู้มีปัญญาสั่งสมบุญทีละน้อย ๆ ก็ย่อมเต็มด้วยบุญได้ ความดีเล็ก ๆ ที่ทำสม่ำเสมอ จึงมีพลังมากกว่าความดีใหญ่ที่ทำเพียงครั้งคราว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลได้ทำความดีไว้มากในยามมีชีวิต ครั้นถึงเวลาสิ้นชีวิต ใจย่อมอุ่นด้วยบุญ ไม่หวาดกลัว ต่างจากผู้ที่ไม่เคยทำบุญซึ่งมักหวั่นไหวในวาระสุดท้าย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “เวลาสิ้นชีวิต” หมายถึงช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังจะจบลง ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนมากหวาดกลัว เพราะต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งที่รัก พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า บุญนำความสุขมาให้ในเวลาเช่นนั้น กล่าวคือ ในยามที่ทรัพย์สมบัติ ยศตำแหน่ง และคนที่รัก ไม่อาจช่วยอะไรได้แล้ว บุญที่เคยทำไว้จะเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้จากไปอย่างสงบ ไม่หวาดกลัว

อธิบายบทเชื่อม ๑ในเวลาใกล้ตาย ใจของคนมักระลึกถึงสิ่งที่ตนเคยทำมา ผู้ที่เคยทำความชั่วมามาก ย่อมระลึกถึงความชั่วนั้นด้วยความเดือดร้อนใจ หวาดกลัวผลที่จะตามมา ส่วนผู้ที่ทำบุญไว้มาก ย่อมระลึกถึงความดีของตนด้วยความอิ่มใจ ไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจหรือค้างคา ความสุขใจในวาระสุดท้ายนี้เป็นผลของบุญที่เห็นได้ชัด และในทางพระพุทธศาสนา จิตที่ผ่องใสในเวลาสิ้นชีวิตยังเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติได้ด้วย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ทรัพย์ภายนอกอาจถูกลักขโมยหรือสูญหายไปได้ทุกเมื่อ แต่บุญคือความดีที่เกิดขึ้นในใจ เป็นทรัพย์ที่โจรไม่อาจลักไปได้ จึงเป็นสมบัติที่มั่นคงกว่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “บุญ” หมายถึงความดีที่เกิดขึ้นในใจจากการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา และการทำความดีอื่น ๆ พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า บุญเป็นทรัพย์ที่โจรนำไปไม่ได้ ต่างจากทรัพย์ภายนอก เช่น เงินทอง บ้าน รถ และเครื่องประดับ ซึ่งอาจถูกลักขโมย ถูกไฟไหม้ น้ำท่วม หรือสูญหายไปได้ทุกเมื่อ

อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระสูตรที่มาของพุทธภาษิตบทนี้ มีคำถามว่า สิ่งใดดีตราบเท่าชรา สิ่งใดตั้งมั่นแล้วดี สิ่งใดเป็นรัตนะของนรชน และสิ่งใดโจรนำไปไม่ได้ คำตอบคือ ศีลดีตราบเท่าชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วดี ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน และบุญโจรนำไปไม่ได้ เหตุที่โจรนำบุญไปไม่ได้ เพราะบุญไม่ได้อยู่ในตู้เซฟหรือในธนาคาร แต่อยู่ในใจของผู้ทำ ไม่มีใครล้วงเข้าไปขโมยได้ ไม่มีภัยธรรมชาติใดทำลายได้ และบุญนั้นยังติดตามผู้ทำไปทุกที่ แม้ข้ามภพข้ามชาติ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตจริง ผู้ที่ตื่นเช้ามาใส่บาตรทุกวัน สวดมนต์ก่อนนอน และหมั่นช่วยเหลือผู้อื่น แม้แต่ละวันจะทำเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อผ่านไปหลายปี ใจของเขาย่อมผ่องใส มีความสุข และเป็นที่รักของผู้คน นักเรียนที่ทบทวนบทเรียนวันละเล็กละน้อยทุกวัน ย่อมมีความรู้มั่นคงกว่าผู้ที่อ่านหนังสือหนักเพียงคืนก่อนสอบ การสั่งสมความดีก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขที่ยั่งยืนจึงควรหมั่นทำความดีทุกวัน ไม่เลือกว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่รอโอกาสพิเศษ เพราะความดีที่สั่งสมไว้จะเป็นรากฐานแห่งความสุขตลอดชีวิต สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
หมั่นขยันทำความดี ก่อเกิดความสุข

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๓ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๖ ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม · บทเชื่อม ๒ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๔,๕๑๓ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: อสนฺเต นปฺปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ. บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ. แต่งอธิบายความให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดมาให้ จำนวน ๕ สุภาษิตข้างล่างนี้ มาประกอบอ้างอิงเพียง ๒ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อมความให้สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป สีลเมวิธ สิกฺเขถ อสฺมึ โลเก สุสิกฺขิตํ สีลํ หิ สพฺพสมฺปตฺตึ อุปนาเมติ เสวิตํ. พึงศึกษาศีลในโลกนี้ เพราะศีลที่ศึกษาดีแล้ว เสพแล้วในโลกนี้ ย่อมน้อมนำมาซึ่งสมบัติทั้งปวง. คัมภีร์ที่มา : ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา อิเธว กิตฺตึ ลภติ เปจฺจ สคฺเค จ สุมโน สพฺพตฺถ สุมโน ธีโร สีเลสุ สุสมาหิโต. ผู้มีปรีชา มั่นคงดีแล้วในศีล ย่อมได้รับชื่อเสียงในโลกนี้ ละไปแล้ว ชื่อว่าย่อมดีใจในที่ทั้งปวง. คัมภีร์ที่มา : ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา เอโกปิ สทฺโธ เมธาวี อสฺสทฺธานํ จ ญาตินํ ธมฺมฏฺโฐ สีลสมฺปนฺโน โหติ อตฺถาย พนฺธุนํ. ผู้มีศรัทธา มีปัญญา ตั้งในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีลแม้คนเดียว ย่อมเป็นประโยชน์แก่ญาติและพวกพ้องผู้ไม่มีศรัทธา. คัมภีร์ที่มา : ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อปฺเปน พหุเกน วา ยํ ยํ วิวหเต รตฺติ ตทูนนฺตสฺส ชีวิตํ. ควรทำวันคืนไม่ให้เปล่า จากประโยชน์น้อยหรือมากเพราะวันคืนผ่านบุคคลใดไป ชีวิตของบุคคลนั้น ย่อมพร่องจากประโยชน์. คัมภีร์ที่มา : ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา. บุคคลทำสิ่งใด ควรพูดสิ่งนั้น ไม่ทำสิ่งใด ไม่ควรพูดสิ่งนั้น บัณฑิตย่อมกำหนดรู้คนที่ไม่ทำ ได้แต่พูด. คัมภีร์ที่มา : ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา
อสนฺเต นูปเสเวยฺยสนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต
อสนฺโต นิรยํ เนนฺติสนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ
บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อม นำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ
(ขุ. ชา. วีส. ๒๗/๔๓๗)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สัตบุรุษ” หมายถึงคนดี คนที่ประพฤติชอบ ส่วน “อสัตบุรุษ” หมายถึงคนที่ไม่ดี ประพฤติผิดธรรม สุภาษิตนี้สอนหลักสำคัญในการเลือกคบคน เพราะคนที่เราคบย่อมมีอิทธิพลต่อทิศทางชีวิตของเรา

ขยายความบทตั้งที่กล่าวว่าอสัตบุรุษนำไปสู่นรก หมายความว่า คนไม่ดีมักชักชวนให้ทำความชั่ว เช่น การพนัน สิ่งเสพติด การลักขโมย หรือการทำร้ายผู้อื่น เมื่อทำตามก็ย่อมได้รับผลเป็นความทุกข์เดือดร้อน ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า ส่วนสัตบุรุษย่อมแนะนำในทางที่ดี ชักชวนให้ทำความดี เป็นแบบอย่างที่ดี และเตือนเมื่อเราหลงผิด การคบสัตบุรุษจึงนำไปสู่สุคติ คือความเจริญและความสุข

ขยายความบทตั้งการเลือกคบคนไม่ได้หมายถึงการดูถูกหรือเกลียดชังผู้ที่ประพฤติไม่ดี เรายังมีเมตตาและปรารถนาดีต่อเขาได้ แต่ไม่ควรสนิทสนมจนถูกชักจูงไปในทางที่ผิด โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีใจไม่มั่นคงพอ นอกจากนี้ การพิจารณาว่าใครเป็นสัตบุรุษ ควรดูที่ความประพฤติ มิใช่ดูที่ฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ปรารถนาความเจริญพึงศึกษาและฝึกหัดศีลให้เป็นนิสัย เพราะศีลที่ศึกษาดีแล้วและประพฤติอยู่เสมอ ย่อมน้อมนำสมบัติทั้งปวงมาให้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ชักชวนให้ศึกษาและฝึกฝนศีลเป็นหลักของชีวิต คำว่า “ศึกษา” (สิกฺเขถ) ในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงการเรียนให้รู้ แต่หมายถึงการฝึกหัดปฏิบัติจนเป็นนิสัย ดังที่ศีลจัดเป็นสิกขาข้อแรกในไตรสิกขา คือ อธิศีลสิกขา “ศีลที่ศึกษาดีแล้ว” คือศีลที่ฝึกจนมั่นคง และ “เสพแล้ว” คือได้ประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ส่วน “สมบัติทั้งปวง” หมายถึงความถึงพร้อมแห่งสิ่งดีงามทั้งหลาย

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในคัมภีร์เถรคาถา ซึ่งรวบรวมภาษิตของพระเถระผู้บรรลุธรรมแล้ว คาถาบทนี้เป็นบทหนึ่งในชุดคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีลต่อเนื่องกันหลายบท โดยแสดงว่าศีลเป็นเบื้องต้นของความดีทั้งปวง เป็นที่ตั้งของสมาธิและปัญญา บทนี้เป็นบทนำที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ปรารถนาความเจริญควรเริ่มต้นที่การฝึกศีล

อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “สมบัติทั้งปวง” ในทางธรรมท่านจำแนกไว้ ๓ ระดับ คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ ศีลเป็นเหตุให้ได้สมบัติระดับต้น ๆ โดยตรง และเป็นบาทฐานให้ถึงนิพพานสมบัติ เพราะศีลทำให้ใจไม่เดือดร้อน เมื่อใจไม่เดือดร้อนก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย และสมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา อย่างไรก็ดี ไม่ควรเข้าใจว่ารักษาศีลแล้วจะได้ทรัพย์สมบัติทุกอย่างทันที แต่ศีลเป็นเหตุสำคัญที่เกื้อหนุนให้ความดีงามเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อในครอบครัวหรือหมู่คณะมีคนดีที่ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล และปัญญาอยู่สักคนหนึ่ง ความดีของเขาย่อมแผ่ไปเกื้อกูลผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์ด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า บุคคลผู้มีคุณธรรมแม้เพียงคนเดียว ก็สามารถเป็นที่พึ่งและนำประโยชน์มาสู่ญาติพวกพ้องได้ คุณสมบัติที่กล่าวไว้มี ๔ ประการ คือ ศรัทธา (ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล เช่น เชื่อกรรมและผลของกรรม) ปัญญา (ความรู้ทั่วถึงเหตุผล) ตั้งในธรรม (ประพฤติตามธรรม) และถึงพร้อมด้วยศีล (รักษากายวาจาให้เรียบร้อย) ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นแบบอย่างและเป็นกำลังแก่ญาติผู้ยังไม่มีศรัทธา

อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้มาในเถรคาถา ใจความชี้ให้เห็นว่า ความดีของคนหนึ่งคนไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวเขาเท่านั้น แต่แผ่ไปถึงผู้ใกล้ชิดด้วย ผู้มีศรัทธาและศีลย่อมเป็นเหมือนแสงสว่างในครอบครัว ญาติผู้ยังไม่เลื่อมใสอาจเห็นความประพฤติดีงามแล้วค่อย ๆ เกิดความเลื่อมใส หรือได้รับการชักนำให้รู้จักทำความดี ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีคุณธรรมนั้นในยามจำเป็นด้วย

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรสังเกตคือ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยปัญญาเสมอ จึงมีทั้ง “ผู้มีศรัทธา” และ “มีปัญญา” อยู่คู่กันในบทนี้ ศรัทธาที่ปราศจากปัญญาอาจกลายเป็นความงมงาย ส่วนปัญญาที่ปราศจากศรัทธาอาจไม่มีกำลังให้ลงมือทำความดี อนึ่ง การเป็นประโยชน์แก่ญาติมิได้หมายถึงการบังคับให้ผู้อื่นเชื่อตาม แต่เป็นการทำตนให้เป็นแบบอย่าง ให้คำแนะนำด้วยเมตตา และช่วยเหลือเกื้อกูลตามสมควร

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน วัยรุ่นที่คบเพื่อนที่ชอบมั่วสุม อาจถูกชักชวนให้ลองสิ่งเสพติดจนชีวิตเสียหาย ส่วนผู้ที่คบเพื่อนที่ตั้งใจเรียนและมีเป้าหมาย ย่อมได้รับแรงบันดาลใจและกำลังใจในการพัฒนาตน ผู้ทำธุรกิจที่เลือกคบหุ้นส่วนที่ซื่อสัตย์ ย่อมทำธุรกิจได้อย่างมั่นคง ส่วนผู้ที่ร่วมมือกับผู้ทุจริต มักพลอยเดือดร้อนไปด้วย

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความเจริญจึงควรพิจารณาเลือกคบคนอย่างรอบคอบ คบหาผู้ที่ประพฤติดี และรักษาระยะห่างจากผู้ที่ชักนำไปในทางเสื่อม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อสนฺเต นูปเสเวยฺยสนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต
อสนฺโต นิรยํ เนนฺติสนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ
บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อม นำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๔ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๕ ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม · บทเชื่อม ๒ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๕,๐๔๙ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ. ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสาครให้เต็มได้ ฉันใด ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ละไปแล้ว ฉันนั้น (พุทฺธ) ขุ. ขุ. ๒๕/๑๐ แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที ่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดมาให้ จำนวน ๕ สุภาษิตข้างล่างนี้ มาประกอบอ้างอิง ๒ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที ่อ้างมานั ้น ควรอธิบาย เชื่อมความให้สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก. ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ ทั้งแก่ตนทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน. ส.ม. ๒๒๒ ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก. ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. (ส.ม.) ๒๒๒ อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ อคฺคํ อายุ จ วณฺโณ จ ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ. เมื่อให้ทานในวัตถุอันเลิศ บุญอันเลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุข และกำลังอันเลิศ ก็เจริญ. (พุทฺธ) ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๙ อคฺคทายี วรทายี เสฏฺ ทายี จ โย นโร ทีฆายุ ยสวา โหติ ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชติ. ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ให้สิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ประเสริฐ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในภพที่ตนเกิด. (พุทฺธ) องฺ ปญฺจก. ๒๒/๕๖ อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ. บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษ ย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ. (โพธิสตฺต) ขุ. ชา. วีส. ๒๗/๔๓๗
ยถา วาริวหา ปูราปริปูเรนฺติ สาครํ
เอวเมว อิโต ทินฺนํเปตานํ อุปกปฺปติ
ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสาครให้เต็มได้ฉันใด ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ละไปแล้วฉันนั้น
(ขุ. ขุ. ๒๕/๑๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงว่า บุญที่ญาติผู้ยังมีชีวิตอยู่ได้บำเพ็ญแล้วอุทิศให้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกไปแล้วได้ เปรียบเหมือนห้วงน้ำหรือกระแสน้ำที่เต็มเปี่ยม ย่อมไหลลงไปทำให้มหาสมุทรเต็มได้ คำว่า “ผู้ละไปแล้ว” แปลจากศัพท์ว่า เปตะ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ตายไปแล้ว โดยเฉพาะในบทนี้มุ่งถึงญาติที่ไปเกิดในภูมิที่อาศัยผลบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้

ขยายความบทตั้งพระคาถานี้อยู่ในติโรกุฑฑสูตร อรรถกถาเล่าว่า ญาติในอดีตของพระเจ้าพิมพิสารไปเกิดเป็นเปรต เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์แล้ว มิได้อุทิศส่วนบุญแก่ญาติเหล่านั้น พวกเขาจึงส่งเสียงน่ากลัวในเวลากลางคืน พระผู้มีพระภาคตรัสบอกเหตุนั้น พระราชาจึงถวายทานอีกครั้งแล้วอุทิศส่วนบุญให้ ญาติเหล่านั้นจึงได้รับผลบุญ พระองค์ทรงแสดงติโรกุฑฑสูตรเพื่อสอนเรื่องการทำบุญอุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ

ขยายความบทตั้งข้อที่ควรเข้าใจคือ การทำบุญอุทิศเป็นกิจสำคัญที่แสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ บุญนั้นเกิดจากทานที่บริสุทธิ์และใจที่ตั้งอุทิศด้วยความระลึกถึง มิใช่การส่งสิ่งของไปให้โดยตรง ส่วนการที่ผู้ล่วงลับจะได้รับผลเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับภพภูมิที่เขาไปเกิดและการที่เขาได้อนุโมทนาด้วย ผู้ศึกษาจึงไม่ควรกล่าวยืนยันเกินตัวบทว่าอุทิศแล้วจะถึงทุกคนทุกกรณี และไม่ควรลืมว่าความกตัญญูที่ดีที่สุดคือการดูแลท่านขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลให้ทานด้วยของที่บริสุทธิ์และแก่ผู้รับที่ประเสริฐ ผลแห่งทานนั้นย่อมมากและประณีตยิ่งขึ้น เพราะผลของทานมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า ผลของทานมิได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และความประเสริฐของสิ่งที่ตนให้และผู้รับทานด้วย คำว่า “วัตถุอันเลิศ” ในที่นี้ หมายเอาเขตบุญ (ผู้รับที่เป็นที่ตั้งแห่งบุญ) อันประเสริฐ เมื่อบุคคลให้ทานในเขตบุญเช่นนั้นด้วยจิตเลื่อมใส บุญที่เกิดขึ้นย่อมเป็นบุญอันเลิศ และส่งผลเป็นอายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) ยศ เกียรติ สุข และกำลัง อันเลิศตามไปด้วย

อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้อยู่ในพระสูตรที่แสดงเรื่องความเลื่อมใสอันเลิศ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศ พระธรรมเป็นสิ่งเลิศ และพระสงฆ์สาวกของพระองค์เป็นหมู่ที่เลิศ ผู้ที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอันเลิศนี้ ชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ และผลอันเลิศย่อมมีแก่เขา การให้ทานในคาถานี้จึงผูกพันอยู่กับศรัทธาในพระรัตนตรัย มิใช่การให้เพื่อหวังผลตอบแทนแบบการค้า

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทพึงเทียบกับหลักทักขิณาวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา) ซึ่งทานจะมีผลมากเมื่อผู้ให้มีศีลและมีใจผ่องใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ วัตถุที่ให้ได้มาโดยชอบ และผู้รับเป็นผู้มีศีลมีคุณธรรม ข้อควรระวังคือ ไม่ควรเข้าใจว่าต้องให้ของราคาแพงเท่านั้นจึงได้บุญมาก หรือให้ทานแล้วจะได้ผลเป็นทรัพย์ยศทันที ผลที่กล่าวไว้เป็นการแสดงความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล ซึ่งย่อมอำนวยผลตามควรแก่เหตุและกาลเวลา

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้มีขันติอดทนอดกลั้นได้ ย่อมนำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะไม่ก่อความขัดแย้ง ทั้งยังชื่อว่าได้ดำเนินอยู่บนทางไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง (พิมพ์ครั้งที่ ๕) ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ขันติ” หมายถึงความอดทน อดกลั้น ทั้งต่อความลำบาก ต่อความเจ็บใจ และต่อสิ่งยั่วยุที่ชักชวนให้ทำผิด พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่าขันติเป็นคุณธรรมที่ให้ประโยชน์กว้างขวาง ทั้งในชีวิตประจำวันและในทางธรรมขั้นสูง

อธิบายบทเชื่อม ๒ขันตินำประโยชน์มาให้แก่ตน เพราะช่วยให้ไม่ทำอะไรผิดพลาดในยามโกรธ ไม่ต้องเสียใจภายหลัง และช่วยให้ทำงานที่ยากลำบากจนสำเร็จได้ ขันติยังนำประโยชน์มาให้แก่ผู้อื่น เพราะผู้ที่อดทนย่อมไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ไม่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม และให้โอกาสผู้อื่นได้แก้ไขตัว ความสงบในครอบครัว ในที่ทำงาน และในสังคม จึงอาศัยขันติเป็นพื้นฐานสำคัญ

อธิบายบทเชื่อม ๒ที่กล่าวว่าผู้มีขันติขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน เพราะความอดทนเป็นพื้นฐานของการรักษาศีล การทำสมาธิ และการเจริญปัญญา ผู้ที่ไม่อดทนย่อมรักษาศีลได้ยากเมื่อถูกยั่วยุ นั่งสมาธิได้ไม่นานเมื่อเกิดความเมื่อยล้า และละกิเลสไม่ได้เมื่อกิเลสเรียกร้อง ขันติจึงเป็นเหมือนบันไดที่ช่วยให้ก้าวขึ้นสู่ความดีระดับสูงขึ้นไปทีละขั้น ทั้งนี้ ขันติไม่ได้หมายถึงการยอมให้ผู้อื่นทำร้ายโดยไม่ป้องกันตน แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้อารมณ์ชักนำไปสู่ความชั่ว

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ลูกหลานที่ตักบาตรหรือถวายภัตตาหารในวันครบรอบวันจากไปของพ่อแม่แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ ย่อมได้แสดงความกตัญญูและได้ระลึกถึงคุณของท่าน ครอบครัวที่ร่วมกันทำบุญในงานสงเคราะห์ญาติ ก็ได้ใช้โอกาสนั้นรักษาความสามัคคีในหมู่ญาติ ฝ่ายพระภิกษุสามเณรเมื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็น ก็ได้แผ่ส่วนกุศลให้แก่บิดามารดา ครูอาจารย์ และญาติผู้ล่วงลับ เป็นกิจที่สืบทอดมาแต่โบราณ

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ ใช้สิ่งของที่ได้มาโดยชอบ และตั้งใจอุทิศอย่างแน่วแน่ ไม่ทำเพียงเพื่อพิธีกรรม พร้อมกันนั้นก็ควรดูแลผู้มีพระคุณที่ยังอยู่ให้ดีที่สุด เมื่อทำบุญแล้วกรวดน้ำอุทิศด้วยความระลึกถึงอย่างแท้จริง บุญนั้นย่อมเป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้ให้และแก่ผู้ล่วงลับ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ยถา วาริวหา ปูราปริปูเรนฺติ สาครํ
เอวเมว อิโต ทินฺนํเปตานํ อุปกปฺปติ
ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสาครให้เต็มได้ฉันใด ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ละไปแล้วฉันนั้น

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๕ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๓ ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม · บทเชื่อม ๒ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๓,๙๑๖ ตัวอักษร
โจทย์: ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้นักเรียนแต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยอ้างสุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดให้จำนวน ๕ สุภาษิตนี้ มาประกอบ ๒ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด)ขึ้นไป อตฺตโนปิ ปเรญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก. ผู้มัขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนทั้งแก่ผู้อื่น ผู้ที่มีขันติชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน. ที่มา หนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง เกวลานํปิ ปาปานํ ขฺนติ มูลํ นิกนฺตติ ครหกลหาทีนํ มูลํ ขนติ ขนฺติโก. ขันติ ย่อมตัดรากแห่งบาบทั้งสิ้น ผู้มีขัติชื่อว่าย่อมขุดราก แห่งความติ้ตียนและการทะเลาะกันเป็นต้นได้ ที่มา หนังสือสวดมนต์ฉฉบับหลวง สตฺถุโน วจโนวาทํ กโรติเยว ขนฺติโก ปรมาย จ ปูชาย ชินํ ปูเชติ ขนฺตติโก. ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา และผู้มี ขันติชื่อว่าบูชาพระชินเจ้า ด้วยบูชาอย่างยิ่ง ที่มาหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ. บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษ ย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ ที่มา สุตตันปิฎก ขุททกนิกาย วีสตินิบาตชาดก ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสญฺจูปเสวติ โสปิ ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส. คบคนเช่นใดเป็นมิตร และคบคนเช่นใด เขาก็เป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนั้น ที่มา สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วีสตินิบาตชาดก
ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภียสสฺสี สุขสีลวา
ปิโย เทวมนุสฺสานํมนาโป โหติ ขนฺติโก
ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติ เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
(ส. ม. ๒๒๒)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงอานิสงส์ของขันติหลายประการ ทั้งคุณธรรมในใจ ความเจริญในชีวิต และการเป็นที่รักของผู้อื่น

ขยายความบทตั้งผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา เพราะความอดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น เกิดจากใจที่ปรารถนาดี ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ขันติและเมตตาจึงเกื้อหนุนกัน ผู้มีขันติมีลาภและยศ เพราะความอดทนทำให้ทำงานได้สำเร็จ และความใจเย็นทำให้ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานสำคัญ ผู้มีขันติมีสุขเสมอ เพราะไม่ต้องเร่าร้อนด้วยความโกรธ และไม่ต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำไปในยามขาดสติ

ขยายความบทตั้งที่กล่าวว่าเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ แสดงว่าคุณของขันติเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าใครก็ย่อมชอบอยู่ใกล้ผู้ที่ใจเย็น พูดคุยด้วยแล้วสบายใจ ไม่ต้องระวังว่าจะถูกโกรธหรือถูกตอบโต้ ความเป็นที่รักเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการเอาใจผู้อื่น แต่เกิดจากความมั่นคงภายในของผู้มีขันติเอง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนเราคบคนเช่นใดเป็นมิตร ก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้ความคิด นิสัย และความประพฤติถ่ายทอดถึงกันอยู่เสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก วีสตินิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สรุปหลักของการคบหาไว้อย่างกระชับว่า มนุษย์ย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างคนที่ตนคบหาใกล้ชิด เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้ความคิดและนิสัยถ่ายทอดถึงกัน

อธิบายบทเชื่อม ๑การอยู่ร่วมกันทำให้เกิดการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เราซึมซับวิธีคิด วิธีพูด ค่านิยม และพฤติกรรมของคนที่อยู่ใกล้ชิดโดยไม่ต้องตั้งใจ เพื่อนที่ขยันย่อมพาให้ขยัน เพื่อนที่เกียจคร้านย่อมพาให้เกียจคร้าน เพื่อนที่มองโลกในแง่ดีย่อมทำให้เรามีกำลังใจ เพื่อนที่ชอบบ่นว่าย่อมทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ร้ายตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกคบคนจึงเท่ากับการเลือกว่าเราจะเป็นคนแบบไหนในอนาคต

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ไม่มีทางเลือกและต้องเปลี่ยนตามคนรอบข้างเสมอไป ผู้ที่มีสติและหลักใจมั่นคงสามารถรักษาความดีของตนได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี และยังอาจเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงได้ด้วย แต่สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ในวัยเรียนรู้ การเลือกคบคนดีเป็นทางที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุด

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลคบคนชั่วย่อมถูกชักนำไปสู่ความเสื่อมและทุคติ แต่เมื่อคบคนดี ย่อมได้รับการชักนำไปสู่ความเจริญและสุคติ การเลือกคบคนจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของชีวิต สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก วีสตินิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “สัตบุรุษ” หมายถึงคนดี คนที่ประพฤติชอบ ส่วน “อสัตบุรุษ” หมายถึงคนที่ไม่ดี ประพฤติผิดธรรม พุทธภาษิตบทนี้สอนหลักสำคัญในการเลือกคบคน เพราะคนที่เราคบย่อมมีอิทธิพลต่อทิศทางชีวิตของเรา

อธิบายบทเชื่อม ๒ที่กล่าวว่าอสัตบุรุษนำไปสู่นรก หมายความว่า คนไม่ดีมักชักชวนให้ทำความชั่ว เช่น การพนัน สิ่งเสพติด การลักขโมย หรือการทำร้ายผู้อื่น เมื่อทำตามก็ย่อมได้รับผลเป็นความทุกข์เดือดร้อน ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า ส่วนสัตบุรุษย่อมแนะนำในทางที่ดี ชักชวนให้ทำความดี เป็นแบบอย่างที่ดี และเตือนเมื่อเราหลงผิด การคบสัตบุรุษจึงนำไปสู่สุคติ คือความเจริญและความสุข

อธิบายบทเชื่อม ๒การเลือกคบคนไม่ได้หมายถึงการดูถูกหรือเกลียดชังผู้ที่ประพฤติไม่ดี เรายังมีเมตตาและปรารถนาดีต่อเขาได้ แต่ไม่ควรสนิทสนมจนถูกชักจูงไปในทางที่ผิด โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีใจไม่มั่นคงพอ นอกจากนี้ การพิจารณาว่าใครเป็นสัตบุรุษ ควรดูที่ความประพฤติ มิใช่ดูที่ฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พนักงานบริการที่อดทนรับฟังลูกค้าที่ไม่พอใจ และแก้ปัญหาด้วยความสุภาพ ย่อมได้รับคำชมและความก้าวหน้าในงาน ครูที่อดทนสอนนักเรียนที่เรียนช้า ย่อมเป็นที่รักของลูกศิษย์ และได้รับความเคารพจากผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนที่อดทนรับฟังความเห็นต่าง ย่อมได้รับความร่วมมือจากคนหลายฝ่าย

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขและความเป็นที่รักจึงควรฝึกขันติควบคู่กับเมตตา อดทนต่อผู้อื่นด้วยใจที่ปรารถนาดี สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภียสสฺสี สุขสีลวา
ปิโย เทวมนุสฺสานํมนาโป โหติ ขนฺติโก
ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติ เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ