ชุดตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม (ข้อสอบสนามหลวงปีเก่า) กลับหน้าฝึกแต่งกระทู้
ชั้น: นักธรรมชั้นตรี ๑๐นักธรรมชั้นโท ๑๐นักธรรมชั้นเอก ๑๐ธรรมศึกษาชั้นตรี ประถม ๖ธรรมศึกษาชั้นตรี มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นตรี อุดม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท อุดม ๔ธรรมศึกษาชั้นเอก ประถม ๕ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นเอก อุดม ๕
ภาษา: ไทย EnglishIndonesia中文DeutschDanskहिन्दी日本語नेपाली
ซ่อนป้ายโครงสร้าง ในหน้าต่างพิมพ์ ให้เลือกปลายทาง "บันทึกเป็น PDF" และเปิด "กราฟิกพื้นหลัง" เพื่อให้เห็นแถบสี
ตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง

ตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม

จากข้อสอบสนามหลวงปีเก่า ๕ ข้อ
ข้อพ.ศ.กระทู้ตั้งบทเชื่อม
๑๒๕๖๘ ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโญ อปิ วิตฺตปริกฺขยา ปญฺญาย จ อลาเภน วิตฺตวาปิ น ชีวติ๓
๒๒๕๖๗ นิทฺทาสีลี สภาสีลี อนุฏฺฐาตา จ โย นโร อลโส โกธปญฺญาโณ ตํ ปราภวโต มุขํ๓
๓๒๕๖๖ สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย๓
๔๒๕๖๕ อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ สุสํวิหิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตึ วเส๓
๕๒๕๖๓ โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย๓

วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย

ประโยคสะพานบทเชื่อมและคำอธิบายตัวอย่างในชีวิตสรุปและปิดท้าย

ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — มี ๕ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้

พิมพ์จากระบบสนับสนุนการออกข้อสอบ · 01/10/2569

ข้อ ๑ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๘ ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม · บทเชื่อม ๓ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๕,๙๗๘ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: ถึงสิ้นทรัพย์ ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญาแม้มีทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้. แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรม กำหนดมาให้จำนวน ๖ สุภาษิตข้างล่างนี้มาประกอบอ้างอิง ๓ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อมความให้ สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี|ปญฺยา กิตฺติสิโลกวฑฺฒนี ปญฺญาสหิโต นโร อิธ|อิป ทุกฺเขสุ สุขานิ วินฺทติ. ปัญญาเป็นเครืองวินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว ปัญญาเป็นเครือง เพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง คนผู้ประกอบด้วยปัญญาในโลกนี้ แม้ในความทุกข์ ก็หาความสุขได้. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย เถรคาถา (ขุ. เถร.) มตฺตาสุขปริฺจาคา |ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร|สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ. ถ้าพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะยอมเสียสละสุขส่วนน้อย ผู้มีปัญญาเล็งเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็ควรสละสุขส่วนน้อยเสีย. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ. ธ.) โย จ วสฺสสตํ ชีเว|ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย|ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน. ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ดีกว่า. คัมภีร์์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ. ธ.) ปรฺทุกฺขูปธาเนน|โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ|เวรา โส น ปริมุจฺจติ. ผู้ใด ต้องการสุขเพื่อตน ด้วยการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่า พัวพันไปด้วยเวร ย่อมไม่พ้นจากเวร. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ. ธ.) ปริตฺตํ ทารุมารุยฺห|ยถา สีเท มหณฺณเว เอวํ กุสีตมาคมฺม|สาธุชีวีปิ สีทติ. คนเกาะไม้ฟืนเล็กๆ พึงจมลงในทะเลฉันใด คนมั่งมี อาศัยความเกียจคร้านก็ล่มจมฉันนั้น. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย เถรคาถา (ขุ. เถร.) อสาเร สารมติโน|สาเร จาสารทสฺสิโน เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ|มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา. ผู้เข้าใจสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่ เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ เขามีความดำริผิดเป็นโคจร จึงไม่ประสบสิ่งที่เป็นสาระ. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ. ธ.)
ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโญอปิ วิตฺตปริกฺขยา
ปญฺญาย จ อลาเภนวิตฺตวาปิ น ชีวติ
ถึงสิ้นทรัพย์ ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญาแม้มีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้
(ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๐)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เปรียบเทียบคุณค่าของปัญญากับทรัพย์ และชี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งที่มั่นคงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้หาทรัพย์ รักษาทรัพย์ และดำเนินชีวิตได้ในทุกสถานการณ์

ขยายความบทตั้งผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ เพราะเขารู้จักหาทางออก รู้จักปรับตัว รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และรู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ขึ้นใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะมีทรัพย์มาก ก็อาจใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่า ถูกหลอกลวงได้ง่าย หรือลงทุนผิดพลาดจนทรัพย์หมดไป และเมื่อทรัพย์หมดแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คำว่า “เป็นอยู่ไม่ได้” ในที่นี้จึงหมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพไม่ได้

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้ไม่ได้สอนว่าทรัพย์ไม่มีความสำคัญ ทรัพย์เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและทำความดีได้มากขึ้น แต่ทรัพย์เป็นของภายนอกที่อาจหมดไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ส่วนปัญญาเป็นของภายในที่ติดตัวไป ผู้ที่ลงทุนพัฒนาปัญญาของตนจึงเหมือนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ชีวิต

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความยาวนานของอายุ ผู้มีปัญญาและเพ่งพินิจธรรม แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าผู้มีปัญญาทรามที่อยู่ได้ตั้งร้อยปี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่คุณภาพของชีวิต คือการมีปัญญาและมีจิตใจที่ตั้งมั่น

อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “มีใจไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่มีสมาธิ ส่วนคำว่า “เพ่งพินิจ” หมายถึงการใช้จิตที่สงบตั้งมั่นพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปีโดยไม่มีปัญญาและจิตใจฟุ้งซ่าน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความหลงและความทุกข์โดยไม่เข้าใจชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้เห็นความจริงของชีวิต แม้เพียงวันเดียว ก็ได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเน้นคุณค่าของปัญญาและสมาธิ มิได้หมายความว่าชีวิตที่ยาวนานไม่มีค่า หรือส่งเสริมให้ปรารถนาชีวิตที่สั้น ตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าใจพุทธภาษิตบทนี้ย่อมเห็นว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นโอกาสอันมีค่าในการพัฒนาปัญญาและฝึกจิต จึงไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีความเห็นผิดกลับตาลปัตร ใจย่อมดำริไปในทางที่ผิด แม้จะแสวงหาเพียงใดก็ไม่พบคุณค่าที่แท้ เพราะมุ่งไปผิดทางตั้งแต่ต้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของความเห็นผิดและความดำริผิด คำว่า “สาระ” หมายถึงแก่นหรือสิ่งที่มีคุณค่าแท้ ท่านอธิบายว่าได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ และสัมมาทิฏฐิ ส่วน “อสาระ” หมายถึงสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร เช่น ความเห็นผิดและสิ่งที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ “มิจฉาสังกัปปะ” คือความดำริผิด ได้แก่ ความดำริในกาม ในพยาบาท และในการเบียดเบียน

อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า อุปติสสะและโกลิตะ ซึ่งต่อมาคือพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ เคยเป็นศิษย์ของสญชัยปริพาชก เมื่ออุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิแล้ว ทั้งสองได้ชวนอาจารย์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่สญชัยไม่ยอมไป เมื่อทั้งสองกราบทูลเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สญชัยถือเอาความเห็นผิดว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ แล้วทรงแสดงพระคาถานี้

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้ชี้ว่า ความเห็นกับความดำริเป็นเหตุผลต่อกัน เมื่อมองคุณค่าผิดไป ความคิดก็โน้มไปในทางผิด แล้วการกระทำย่อมไม่นำไปสู่ประโยชน์แท้ ในระดับสูงสุด สาระคือวิมุตติ ความพ้นจากกิเลส ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ที่เริ่มจากสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการตรวจสอบว่า สิ่งที่ตนให้คุณค่านั้นเป็นแก่นแท้ของชีวิตหรือเป็นเพียงเปลือก และไม่ปล่อยให้ความยึดถือในความเห็นของตนปิดกั้นการรับฟังความจริง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ความเกียจคร้านเป็นเหตุแห่งความเสื่อม แม้ผู้ที่มีฐานะมั่งมีอยู่แล้ว หากไม่ขวนขวายรักษาและเพิ่มพูนสิ่งที่มี ก็อาจล่มจมลงได้ เหมือนคนเกาะไม้ฟืนเล็ก ๆ กลางทะเล สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบให้เห็นว่า ความเกียจคร้านเป็นเหตุแห่งความเสื่อม แม้ผู้ที่มีฐานะดีหรือมีความเป็นอยู่ดีอยู่แล้ว หากอาศัยความเกียจคร้าน ไม่ขวนขวายรักษาและเพิ่มพูนสิ่งที่มีอยู่ ก็อาจเสื่อมลงจนล่มจมได้ คำว่า “สาธุชีวี” หมายถึงผู้มีความเป็นอยู่ดี ส่วน “กุสีตะ” หมายถึงความเกียจคร้านหรือผู้เกียจคร้าน ซึ่งตรงข้ามกับวิริยะ (ความเพียร) ตามรูปบาลียังอาจเข้าใจได้อีกนัยหนึ่งว่า อาศัยคนเกียจคร้าน คือไปคบหาพึ่งพาผู้เกียจคร้าน ทั้งสองนัยล้วนเตือนให้ห่างไกลจากความเกียจคร้านเช่นเดียวกัน

อธิบายบทเชื่อม ๓อุปมาในบทนี้ชัดเจนและควรพิจารณา ผู้ที่ตกอยู่กลางมหาสมุทรแล้วเกาะไม้ฟืนชิ้นเล็ก ๆ ไว้ ไม้นั้นเล็กเกินกว่าจะพยุงน้ำหนักตัวให้ลอยอยู่ได้ ย่อมพาจมลงไปด้วยกัน ความเกียจคร้านก็เป็นเช่นไม้ชิ้นเล็กนั้น ผู้ที่อาศัยความสบายชั่วคราวเป็นที่พึ่ง ย่อมไม่มีสิ่งใดรองรับชีวิตไว้ได้ เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงหรืออุปสรรคซึ่งเปรียบเหมือนคลื่นในทะเล ก็ย่อมทานไว้ไม่ไหว

อธิบายบทเชื่อม ๓ผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมเคยพบหมวดธรรมเรื่องกุสีตวัตถุ ๘ คือเรื่องที่คนเกียจคร้านยกขึ้นอ้างเพื่อไม่ทำงาน เช่น อ้างว่าจะต้องทำงาน อ้างว่าทำงานมาแล้วเหนื่อย อ้างว่าหิวหรืออิ่มเกินไป ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่ฟังดูสมควร ควรเข้าใจด้วยว่า การพักผ่อนตามสมควรมิใช่ความเกียจคร้าน และพุทธภาษิตบทนี้มิได้หมายความว่าผู้มีฐานะไม่ดีเป็นเพราะเกียจคร้านเสมอไป ความเกียจคร้านคือการทอดทิ้งหน้าที่ในเวลาที่ควรทำ ในระดับโลกิยะย่อมทำให้ทรัพย์ การงาน และการศึกษาเสื่อม ในทางธรรมย่อมทำให้กุศลธรรมไม่เจริญ และไม่อาจข้ามพ้นโอฆะคือกระแสกิเลสได้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติจนสูญเสียทรัพย์สิน แต่มีความรู้ในอาชีพและรู้จักวางแผน มักตั้งตัวใหม่ได้ในเวลาไม่นาน ส่วนผู้ที่ได้รับมรดกจำนวนมากแต่ไม่รู้จักบริหาร อาจใช้หมดในเวลาไม่กี่ปี นักเรียนที่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ แม้ครอบครัวจะไม่ร่ำรวย ก็มีโอกาสสร้างอนาคตที่ดีด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาชีวิตที่มั่นคงจึงควรลงทุนในการพัฒนาปัญญาให้มากกว่าการสะสมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และใช้ปัญญานั้นในการหาและรักษาทรัพย์โดยชอบธรรม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโญอปิ วิตฺตปริกฺขยา
ปญฺญาย จ อลาเภนวิตฺตวาปิ น ชีวติ
ถึงสิ้นทรัพย์ ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญาแม้มีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๒ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๗ ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม · บทเชื่อม ๓ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๖,๘๓๗ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: นิทฺทาสีลี สภาสีลี อนุฏฺาตา จ โย นโร อลโส โกธปญฺญโณ ตํ ปราภวโต มุขํ. คนใดมักหลับ มักคุย และไม่ขยัน เกียจคร้าน มีความมุทะลุ ข้อนั้น เป็นเหตุของคนเสื่อม. ............................................................................ แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดมาให้ จำนวน ๖ สุภาษิตข้างล่างนี้ มาประกอบอ้างอิง ๓ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อมความให้สมกับเรื่องในกรทู้ตั้ง ในชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร. ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน จงถอนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ ทีปํ กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกีรติ. คนมีปัญญา พึงสร้างเกาะ ที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น ความไม่ประมาท ความสำรวม และ ความข่มใจ. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโญ อปิ วิตฺตปริกฺขยา ปญฺญาย จ อลาเภน วิตฺตวาปิ น ชีวติ. ถึงสิ้นทรัพย์ คนมีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญา แม้มีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย เถรคาถา โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน. ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ดีกว่า. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท ปริตฺตํ ทารุมารุยฺห ยถา สีเท มหณฺณเว เอวํ กุสีตมาคมฺม สาธุชีวีปิ สีทติ. คนเกาะไม้ฟืนเล็ก ๆ พึงจมลงในทะเลฉันใด คนมั่งมีอาศัยความเกียจคร้านก็ล่มจมฉันนั้น. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย เถรคาถา อสาเร สารมติโน สาเร จาสารทสฺสิโน เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ มิจฺฉาสฺงกปฺปโคจรา ผู้เข้าใจสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่เป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ เขามีความดำริผิดเป็นโคจร จึงไม่ประสบสิ่งที่เป็นสาระ. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท
นิทฺทาสีลี สภาสีลีอนุฏฺฐาตา จ โย นโร
อลโส โกธปญฺญาโณตํ ปราภวโต มุขํ
การที่เป็นคนติดนอน ชอบสังสรรค์ ไม่ขยัน เกียจคร้าน โกรธง่าย นั้น เป็นทางแห่งความเสื่อม
(ขุ. สุ. ๒๕/๓๔๖)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงลักษณะของบุคคลที่เดินไปสู่ความเสื่อม คำว่า “มักหลับ” หมายถึงผู้ติดความสบาย นอนเกินควรจนเสียกิจ “มักคุย” (สภาสีลี) หมายถึงผู้ชอบคลุกคลีในวงสนทนาไร้สาระ “ไม่ขยัน เกียจคร้าน” หมายถึงผู้ไม่ลุกขึ้นทำหน้าที่ของตน และ “มุทะลุ” (โกธปญฺญาโณ) หมายถึงผู้ที่ปรากฏชัดด้วยความโกรธ ฉุนเฉียวง่าย ส่วน “เหตุของผู้ฉิบหาย” (ปราภวมุข) คือทางแห่งความเสื่อม

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในปราภวสูตร ซึ่งเทวดาองค์หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่พระเชตวัน แล้วทูลถามถึงเหตุแห่งความเสื่อมทีละข้อ พระองค์ตรัสตอบเป็นข้อ ๆ ข้อนี้เป็นเหตุแห่งความเสื่อมประการหนึ่งในบรรดาหลายประการที่ทรงแสดงไว้ ความเสื่อมในที่นี้จึงหมายถึงความเสื่อมในการดำเนินชีวิต ทั้งทรัพย์ ยศ มิตร และคุณธรรม ซึ่งเป็นธรรมระดับโลกิยะที่ผู้ครองเรือนเห็นผลได้ชัด

ขยายความบทตั้งลักษณะทั้งสี่นี้เกื้อหนุนกัน คนนอนมากย่อมมีเวลาทำงานน้อย คนชอบคุยย่อมหมดเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นประโยชน์ เมื่อรวมกับความเกียจคร้าน งานก็คั่งค้าง ครั้นมีผู้ทักท้วงก็โกรธง่าย จึงปิดทางแก้ไขตนเอง ธรรมที่ตรงข้ามคือความเพียร (วิริยะ) และขันติ ส่วนการพักผ่อนหรือสนทนาในปริมาณพอเหมาะมิใช่ความผิด สุภาษิตมุ่งติเตียนผู้ที่ทำจนเป็นนิสัย (สีละ) จนเสียหน้าที่

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลอาศัยความเกียจคร้านเป็นที่พึ่ง ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ย่อมค่อย ๆ ร่อยหรอไป เพราะความเกียจคร้านไม่อาจพยุงชีวิตไว้ได้ ดุจไม้ฟืนเล็ก ๆ ที่พยุงคนไว้กลางทะเลไม่ได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบให้เห็นว่า ความเกียจคร้านเป็นเหตุแห่งความเสื่อม แม้ผู้ที่มีฐานะดีหรือมีความเป็นอยู่ดีอยู่แล้ว หากอาศัยความเกียจคร้าน ไม่ขวนขวายรักษาและเพิ่มพูนสิ่งที่มีอยู่ ก็อาจเสื่อมลงจนล่มจมได้ คำว่า “สาธุชีวี” หมายถึงผู้มีความเป็นอยู่ดี ส่วน “กุสีตะ” หมายถึงความเกียจคร้านหรือผู้เกียจคร้าน ซึ่งตรงข้ามกับวิริยะ (ความเพียร) ตามรูปบาลียังอาจเข้าใจได้อีกนัยหนึ่งว่า อาศัยคนเกียจคร้าน คือไปคบหาพึ่งพาผู้เกียจคร้าน ทั้งสองนัยล้วนเตือนให้ห่างไกลจากความเกียจคร้านเช่นเดียวกัน

อธิบายบทเชื่อม ๑อุปมาในบทนี้ชัดเจนและควรพิจารณา ผู้ที่ตกอยู่กลางมหาสมุทรแล้วเกาะไม้ฟืนชิ้นเล็ก ๆ ไว้ ไม้นั้นเล็กเกินกว่าจะพยุงน้ำหนักตัวให้ลอยอยู่ได้ ย่อมพาจมลงไปด้วยกัน ความเกียจคร้านก็เป็นเช่นไม้ชิ้นเล็กนั้น ผู้ที่อาศัยความสบายชั่วคราวเป็นที่พึ่ง ย่อมไม่มีสิ่งใดรองรับชีวิตไว้ได้ เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงหรืออุปสรรคซึ่งเปรียบเหมือนคลื่นในทะเล ก็ย่อมทานไว้ไม่ไหว

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมเคยพบหมวดธรรมเรื่องกุสีตวัตถุ ๘ คือเรื่องที่คนเกียจคร้านยกขึ้นอ้างเพื่อไม่ทำงาน เช่น อ้างว่าจะต้องทำงาน อ้างว่าทำงานมาแล้วเหนื่อย อ้างว่าหิวหรืออิ่มเกินไป ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่ฟังดูสมควร ควรเข้าใจด้วยว่า การพักผ่อนตามสมควรมิใช่ความเกียจคร้าน และพุทธภาษิตบทนี้มิได้หมายความว่าผู้มีฐานะไม่ดีเป็นเพราะเกียจคร้านเสมอไป ความเกียจคร้านคือการทอดทิ้งหน้าที่ในเวลาที่ควรทำ ในระดับโลกิยะย่อมทำให้ทรัพย์ การงาน และการศึกษาเสื่อม ในทางธรรมย่อมทำให้กุศลธรรมไม่เจริญ และไม่อาจข้ามพ้นโอฆะคือกระแสกิเลสได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่จมอยู่ในความชั่วและความทุกข์ ควรพยายามถอนตนขึ้นด้วยความเพียรของตนเอง เหมือนช้างที่ตกหล่มย่อมใช้กำลังของตนตะเกียกตะกายขึ้นจากโคลนให้ได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้พยายามช่วยตนให้พ้นจากความชั่วและความเสื่อมด้วยความเพียรของตน คำว่า “หล่ม” ในที่นี้แปลจากคำว่า “ทุคฺค” ซึ่งหมายถึงทางที่ไปได้ยาก ท่านหมายเอากิเลสซึ่งทำให้สัตว์จมอยู่ในความทุกข์ ถอนตนออกได้ยากเหมือนช้างติดอยู่ในโคลน คาถาเต็มบทขึ้นต้นว่า “จงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน” แสดงว่าเครื่องมือที่จะถอนตนขึ้นได้ก็คือความไม่ประมาทและการรักษาจิตนั่นเอง

อธิบายบทเชื่อม ๒บทนี้มาในพระธรรมบท นาควรรค ในอรรถกถาเล่าว่า ช้างชื่อปาเวยยกะของพระเจ้าปเสนทิโกศล สมัยหนุ่มมีกำลังมาก ครั้นแก่ชราลงวันหนึ่งลงไปในสระแล้วติดหล่มขึ้นไม่ได้ ครั้นมีการประโคมเครื่องดนตรีอย่างในสนามรบ ช้างนั้นเกิดความฮึกเหิม จึงพยายามถอนตนขึ้นจากหล่มได้ ภิกษุทั้งหลายเห็นเหตุการณ์นั้นแล้วกราบทูลพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสเตือนว่า ช้างยังถอนตนขึ้นจากหล่มโคลนได้ พวกเธอก็จงถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสเถิด แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ ผู้ที่ตรัสด้วยจึงเป็นภิกษุทั้งหลาย แต่คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน

อธิบายบทเชื่อม ๒ความเพียรที่จะถอนตนนี้ ตรงกับสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไว้ ในระดับสูงสุด การถอนตนขึ้นจากหล่มอย่างสิ้นเชิงคือการละกิเลสได้ด้วยอริยมรรค ส่วนในระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปทำได้ คือการพาตนออกจากนิสัยเสีย ความเกียจคร้าน อบายมุข และความลุ่มหลงต่าง ๆ ทีละขั้น ข้อสำคัญคือ ผู้อื่นช่วยได้เพียงชี้ทางหรือให้กำลังใจ แต่การลงมือถอนตนต้องอาศัยความเพียรของตนเอง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลรู้ตัวว่ากำลังจมอยู่ในหล่มแห่งกิเลสและความเสื่อม หากยินดีในความไม่ประมาทและเพียรพยายามอย่างจริงจัง ย่อมสามารถถอนตนขึ้นมาสู่ความดีงามได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ยินดีในความไม่ประมาท คือพอใจที่จะมีสติ ไม่เผลอไผลในการทำความดีและละความชั่ว พร้อมทั้งคอยรักษาจิตของตนไว้ คำว่า “หล่ม” ในที่นี้เป็นอุปมาถึงกิเลส ซึ่งทำให้ผู้ที่ตกลงไปจมอยู่และถอนตนออกได้ยาก เปรียบเหมือนหล่มโคลนที่ดูดช้างไว้ ส่วน “การถอนตนขึ้น” หมายถึงความเพียรพยายามของตนเองที่จะยกใจขึ้นจากอำนาจของกิเลส

อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ช้างตัวหนึ่งของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชื่อปาเวยยกะ ในวัยหนุ่มมีกำลังมาก ครั้นแก่ลงได้ลงไปในสระแล้วติดหล่ม ไม่อาจขึ้นมาได้ ควาญช้างจึงให้ตีกลองศึกขึ้นใกล้ ๆ ช้างนั้นได้ยินเสียงกลองก็เกิดความฮึกเหิม พยายามถอนตนจนขึ้นจากหล่มได้ ภิกษุทั้งหลายนำเรื่องนี้ไปกราบทูล พระพุทธองค์ตรัสเตือนว่า ช้างยังถอนตนขึ้นจากหล่มโคลนได้ พวกเธอผู้จมอยู่ในหล่มคือกิเลส ก็พึงถอนตนขึ้นด้วยความเพียรเช่นกัน แล้วทรงแสดงคาถานี้

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อคิดสำคัญของบทนี้คือ การพ้นจากหล่มต้องอาศัยความพยายามของตนเอง ผู้อื่นอาจช่วยปลุกใจหรือชี้ทางให้ได้ ดังเสียงกลองที่ปลุกช้าง แต่ผู้ที่ต้องออกแรงถอนตนขึ้นคือตัวเราเอง ในระดับสูงสุด การถอนตนขึ้นจากหล่มคือการละกิเลสได้ด้วยอริยมรรค สำหรับผู้ศึกษาทั่วไป นำมาใช้ได้ในระดับการถอนตนออกจากความเกียจคร้าน นิสัยที่ไม่ดี และอบายมุข โดยอาศัยสติคอยรักษาใจไม่ให้กลับไปจมอีก ทั้งไม่ควรคิดว่าตนจมลึกเกินกว่าจะแก้ไขได้ เพราะเมื่อยังมีความเพียร ก็ยังมีทางยกตนขึ้นได้เสมอ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตื่นไม่ทันทำวัตรเช้าเป็นประจำ และใช้เวลาว่างจับกลุ่มคุยแทนการท่องบ่น ย่อมสอบนักธรรมไม่ผ่านตามที่หวัง นักเรียนที่นอนดึกเพราะคุยกับเพื่อน ตื่นสายแล้วหงุดหงิดใส่พ่อแม่ ย่อมเสียทั้งการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว คนทำงานที่ผัดงานและโกรธเมื่อหัวหน้าทักท้วง ก็ย่อมเสียความไว้วางใจไปทีละน้อย

สรุปสรุปความว่า ผู้ศึกษาจึงควรสำรวจตนว่ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งอยู่หรือไม่ แล้วแก้ทีละข้อ เช่น กำหนดเวลาตื่นนอนให้แน่นอน จำกัดเวลาสนทนาเล่น ๆ ลงมือทำงานสำคัญก่อน และเมื่อความโกรธเกิดขึ้นให้ตั้งสติ ไม่พูดหรือทำทันที การละเหตุแห่งความเสื่อมได้เท่าใด ความเจริญก็มีโอกาสเกิดขึ้นเท่านั้น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

นิทฺทาสีลี สภาสีลีอนุฏฺฐาตา จ โย นโร
อลโส โกธปญฺญาโณตํ ปราภวโต มุขํ
การที่เป็นคนติดนอน ชอบสังสรรค์ ไม่ขยัน เกียจคร้าน โกรธง่าย นั้น เป็นทางแห่งความเสื่อม

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๓ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๖ ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม · บทเชื่อม ๓ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๖,๑๗๑ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย. สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตนให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่าผู้อื่น. แต่งอธิบายความให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดมาให้ จำนวน ๖ สุภาษิตข้างล่างนี้ มาประกอบอ้างอิง ๓ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อมความให้ สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป นตฺถิ โลเก รโห นาม | ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต ปสฺสนฺติ วนภูตานิ | ตํ พาโล มญฺญเต รโห. ขึ้นชื่อว่าที่ลับของผู้ทำความชั่วไม่มีในโลก คนทั้งหลายเห็นเป็นป่า แต่คนเขลาสำคัญที่นั้นว่าเป็นที่ลับ. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ชาดก จตุกกนิบาต โยปุพฺเพ กตกลฺยาโณ | กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ ปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน | กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ. ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง (บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ชาดก เอกนิบาต โอวเทยฺยานุสาเสยฺย | อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ | อสตํ โหติ อปฺปิโย. บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา | วิริยารมฺภญฺจ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ | เอสา พุทฺธานุสาสนี. ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียรเป็นความปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย จริยาปิฎก โย จ วสฺสสตํ ชีเว | กุสีโต หีนวิรีโย เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย | วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ. ผู้ใดที่เกียจคร้าน มีความเพียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่ผู้ปรารภความเพียรมั่นคง มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวประเสริฐกว่าผู้นั้น. คัมภีร์ที่มา : ขุททกนิกาย ธรรมบท สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน | ปญฺญวา สุสมาหิโต อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต | โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ. ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว ปรารภความเพียร ตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก. คัมภีร์ที่มา : สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺสสพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวาน หเนยฺย น ฆาตเย
สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตน ให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า ( ผู้อื่น )
(ขุ. ธ. ๒๕/๓๒)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนหลักการไม่เบียดเบียน โดยให้เอาตนเป็นเครื่องเปรียบ (อัตตูปมา) สัตว์ทั้งหลายย่อมหวาดกลัวต่ออาชญา คือการลงโทษหรือเครื่องทำร้าย และกลัวต่อความตายเช่นเดียวกับเรา เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ก็ไม่ควรฆ่าเอง และไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นฆ่า

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์ที่วิวาทกับภิกษุกลุ่มสัตตรสวัคคีย์ แล้วลงมือทำร้ายอีกฝ่าย ผู้ถูกทำร้ายร้องขึ้นด้วยความกลัว พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามการทำร้ายกัน และตรัสสอนให้เอาตนเป็นเครื่องเปรียบก่อนที่จะทำร้ายผู้อื่น

ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้สัมพันธ์กับศีลข้อที่หนึ่ง คือการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ซึ่งครอบคลุมทั้งการฆ่าเองและการใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เพราะเจตนาฆ่ามีอยู่เช่นเดียวกัน หลักการเอาตนเป็นเครื่องเปรียบยังเป็นรากฐานของเมตตาและกรุณาในพรหมวิหาร ๔ ผู้ศึกษาควรเข้าใจว่า สุภาษิตนี้มิได้กล่าวเพียงการฆ่า แต่ยังรวมถึงการทำร้ายให้ผู้อื่นหวาดกลัวด้วย ในระดับที่นำมาใช้ได้ทั่วไป คือการยับยั้งใจก่อนทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ย่อมหาผู้ช่วยเหลือได้ยาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนถึงโทษของความอกตัญญู คือผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณ ไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อตนมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ก็ย่อมหาผู้ช่วยเหลือไม่ได้ คำว่า “กตัญญู” หมายถึงรู้คุณที่ผู้อื่นทำแก่ตน และ “กตเวที” หมายถึงการตอบแทนคุณนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก ใจความสำคัญแสดงถึงเหตุและผลที่ตรงไปตรงมา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งอยู่บนความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผู้ที่รับความช่วยเหลือแล้วเพิกเฉย หรือหลงลืมผู้มีคุณ ย่อมทำให้ผู้อื่นหมดความเชื่อถือและไม่อยากช่วยเหลืออีก ผลเสียจึงเกิดขึ้นแก่ตนเองในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

อธิบายบทเชื่อม ๑พระพุทธศาสนาถือว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ดังที่ตรัสว่าบุคคลหาได้ยาก ๒ จำพวก คือ บุพการีผู้ทำอุปการะก่อน และกตัญญูกตเวที ผู้รู้คุณและตอบแทน พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงผลที่เห็นได้ในโลก แต่เจตนาของการรู้คุณมิใช่เพียงเพื่อหวังให้ผู้อื่นช่วยในภายหน้า ผู้มีคุณธรรมย่อมรู้คุณเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และความกตัญญูยังเป็นพื้นฐานที่ทำให้จิตใจอ่อนโยน ไม่เห็นแก่ตัว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒แม้บุคคลจะทำชั่วในที่ที่ดูเงียบสงัดเหมือนป่า ก็หาใช่ว่าจะไม่มีผู้รู้เห็นไม่ ผู้มีปัญญาจึงไม่ทำชั่วทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตุกฺกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ทำความชั่วไม่อาจหาที่ลับอันแท้จริงได้ คนเขลาย่อมสำคัญว่าที่ที่ไม่มีคนเห็นเป็นที่ลับ จึงกล้าทำชั่ว แต่แท้จริงแล้ว แม้ที่ที่ดูเงียบเหมือนป่า ก็ยังมีผู้อื่นรู้เห็นได้ คำว่า “วนภูตานิ” ในบาลีแปลตามศัพท์ว่า เหล่าภูตหรือสัตว์ที่อยู่ในป่า ท่อนนี้จึงมีความหมายตามศัพท์ว่า “ภูตทั้งหลายในป่าย่อมเห็น (การกระทำนั้น)” หนังสือแปลโดยใจความว่า “คนทั้งหลายเห็นเป็นป่า” ทั้งสองทางชี้ไปที่เดียวกัน คือ สิ่งที่คนเขลาเข้าใจว่าไม่มีใครเห็นนั้น แท้จริงยังมีผู้เห็นอยู่เสมอ

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในชาดก มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า อาจารย์ผู้หนึ่งต้องการทดสอบศีลของศิษย์ จึงบอกให้ศิษย์ไปลักทรัพย์มาโดยไม่ให้ใครเห็น ศิษย์ส่วนมากทำตาม แต่ศิษย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ยอมทำ และกล่าวว่า ที่ลับสำหรับผู้ทำชั่วไม่มีในโลก อย่างน้อยตนเองก็ย่อมรู้ อาจารย์จึงพอใจในศิษย์ผู้นั้น เรื่องนี้ชี้ว่า ผู้รักษาศีลแท้ย่อมไม่ทำชั่วแม้ในที่ที่คิดว่าไม่มีใครเห็น

อธิบายบทเชื่อม ๒หลักธรรมที่เกี่ยวข้องคือหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นธรรมคุ้มครองโลก หิริคือความละอายใจต่อความชั่ว โอตตัปปะคือความเกรงกลัวผลของความชั่ว ผู้มีหิริย่อมรู้ว่าตนเองเป็นพยานของการกระทำของตน และกรรมที่ทำแล้วย่อมให้ผลตามเหตุ ไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ ผู้ศึกษาจึงไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเพียงการกลัวถูกจับได้ แต่เป็นการฝึกให้ความดีมั่นคงจากภายใน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักเตือนกัน สอนกัน และป้องกันผู้อื่นไม่ให้ตกไปในทางชั่ว บุคคลเช่นนี้ย่อมเป็นที่รักของคนดี แม้คนไม่ดีจะไม่ชอบใจก็ตาม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงหน้าที่ของผู้มีปัญญาต่อผู้อื่น ๓ ประการ คือ การตักเตือน (โอวาท) เมื่อเห็นว่ากำลังจะผิดพลาด การพร่ำสอน (อนุสาสนี) ให้รู้จักสิ่งที่ควรทำ และการห้ามปรามไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนไม่ดีและความประพฤติที่ไม่ดี ผู้ทำหน้าที่เช่นนี้ด้วยความหวังดีย่อมเป็นที่รักของคนดี เพราะคนดีเห็นคุณค่าของคำเตือน แต่คนไม่ดีมักไม่ชอบใจ เพราะคำเตือนไปขัดความพอใจของตน

อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุกลุ่มของพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะซึ่งพำนักอยู่ที่กีฏาคีรี ประพฤติไม่สมควรแก่สมณะ ทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธา พระพุทธเจ้าจึงทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปดำเนินการตามพระวินัย และทรงแสดงพระคาถานี้ เพื่อให้เห็นว่า ผู้ตักเตือนสั่งสอนย่อมเป็นที่รักของคนดี แม้จะไม่เป็นที่รักของผู้ที่ไม่ยอมรับคำเตือนก็ตาม

อธิบายบทเชื่อม ๓การตักเตือนผู้อื่นจะเกิดผลดีได้ ต้องประกอบด้วยเจตนาที่ดีและวิธีที่เหมาะสม พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ว่า ผู้จะว่ากล่าวตักเตือนควรพูดในเวลาที่เหมาะ พูดเรื่องที่เป็นจริง พูดด้วยถ้อยคำอ่อนโยน พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และพูดด้วยจิตเมตตา มิใช่ตำหนิเพื่อระบายอารมณ์หรือเพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่า ส่วนข้อความว่า “ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี” มิได้หมายความว่าต้องเลิกเตือน แต่ชี้ให้เห็นว่าการถูกบางคนไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ทำหน้าที่ด้วยความหวังดี

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด เมื่อเกิดความขัดแย้งก็ควรระงับด้วยธรรมวินัย ไม่ใช้กำลังหรือคำพูดรุนแรง คฤหัสถ์ก็นำมาปฏิบัติได้ เช่น ผู้ใหญ่ที่อบรมบุตรหลานด้วยเหตุผลแทนการทำร้ายด้วยความโกรธ นักเรียนที่ไม่รังแกสัตว์หรือเพื่อนที่อ่อนแอกว่า และผู้ที่ไม่ยุยงให้ผู้อื่นทำร้ายกัน เพราะรู้ว่าตนเองก็ไม่อยากถูกทำเช่นนั้น

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อนจะทำสิ่งใดที่อาจทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดหรือหวาดกลัว ให้ถามตนว่าหากตนถูกทำเช่นนั้นจะรู้สึกอย่างไร แล้วเลือกทางที่ไม่เบียดเบียน ทั้งไม่ทำเอง ไม่ชักชวน และไม่สนับสนุนการทำร้าย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺสสพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวาน หเนยฺย น ฆาตเย
สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตน ให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า ( ผู้อื่น )

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๔ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๕ ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม · บทเชื่อม ๓ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๕,๙๗๗ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ สุสํวิหิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตึ วเส ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย จึงควรอยู่ในราชการ. แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล โดยใช้สุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดมาให้ จำนวน ๖ สุภาษิตข้างล่างนี้ มาประกอบอ้างอิง ๓ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน และสุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเชื่อมความให้สมกับเรื่องในกระทู้ตั้ง ในชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั ้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย. ถ้าคนพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อย ๆ ไม่ควรทำ ความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้. คัมภีร์ที่มา : (พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๓๐ โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ ปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ. ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง (บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้. คัมภีร์ที่มา : (โพธิสตฺต) ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๙ โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย. บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี. คัมภีร์ที่มา : (พุทฺธ) ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๙ โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา วิริยารมฺภญฺจ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี. ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียร เป็นความปลอดภัย แล้วปรารภความเพียร เถิด นี้เป็นพุทธานุศาสนี. คัมภีร์ที่มา : (พุทฺธ) ขุ. จริยา. ๓๓/๕๙๕ โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ. ผู้ใดเกียจคร้าน มีความเพียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่ผู้ปรารภความเพียรมั่นคง มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้นั้น คัมภีร์ที่มา : (พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๓๐ สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ปญฺญวา สุสมาหิโต อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ. ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว ปรารภความเพียร ตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก. คัมภีร์ที่มา : (พุทฺธ) สํ. ส. ๑๕/๗๔
อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุอปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ
สุสํวิหิตกมฺมนฺโตส ราชวสตึ วเส
ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงาน เรียบร้อย, จึงควรอยู่ในราชการ
(ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๓๓๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงคุณสมบัติของผู้ที่ควรรับราชการหรือทำงานรับใช้ส่วนรวม คือ ขยันหมั่นเพียรในการงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ (วิจักขณะ) รู้จักพิจารณาเหตุผล และจัดการงานได้เรียบร้อย ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ย่อมเหมาะที่จะอยู่ในราชการ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในวิธุรชาดก ในหมวดที่ว่าด้วยราชวสดี คือหลักการของผู้อยู่ในราชการ ซึ่งวิธุรบัณฑิตผู้เป็นพระโพธิสัตว์แสดงแก่ผู้ที่จะรับราชการ เพื่อให้รู้วิธีวางตนและทำหน้าที่อย่างถูกต้อง แม้เป็นคำสอนสำหรับข้าราชการในสมัยโบราณ แต่หลักที่กล่าวไว้ก็ยังใช้ได้กับผู้ทำงานในองค์กรทั่วไป

ขยายความบทตั้งคุณสมบัติในคาถานี้สอดคล้องกับหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมา เช่น ความหมั่นตรงกับอุฏฐานสัมปทา ความไม่ประมาทคือการมีสติในหน้าที่ และความรอบคอบคือการใช้ปัญญาพิจารณาก่อนทำ ส่วนการจัดการงานเรียบร้อยแสดงถึงความเป็นระเบียบและความรับผิดชอบ คำว่า “ราชการ” ในที่นี้มิได้จำกัดเพียงการรับใช้พระราชา แต่อาจเข้าใจกว้างขึ้นถึงการทำงานเพื่อส่วนรวม อย่างไรก็ดี สุภาษิตนี้มุ่งถึงคุณธรรมในการทำงาน มิได้รับรองว่าผู้ขยันจะได้ตำแหน่งสูงเสมอไป

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลเป็นผู้กตัญญูรู้คุณและตอบแทนผู้ที่ทำดีแก่ตน ย่อมมีผู้ยินดีช่วยเหลือเมื่อยามมีกิจ ส่วนผู้อกตัญญูย่อมถูกทอดทิ้งเมื่อถึงคราวลำบาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนถึงโทษของความอกตัญญู คือผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณ ไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อตนมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ก็ย่อมหาผู้ช่วยเหลือไม่ได้ คำว่า “กตัญญู” หมายถึงรู้คุณที่ผู้อื่นทำแก่ตน และ “กตเวที” หมายถึงการตอบแทนคุณนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก ใจความสำคัญแสดงถึงเหตุและผลที่ตรงไปตรงมา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งอยู่บนความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผู้ที่รับความช่วยเหลือแล้วเพิกเฉย หรือหลงลืมผู้มีคุณ ย่อมทำให้ผู้อื่นหมดความเชื่อถือและไม่อยากช่วยเหลืออีก ผลเสียจึงเกิดขึ้นแก่ตนเองในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

อธิบายบทเชื่อม ๑พระพุทธศาสนาถือว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ดังที่ตรัสว่าบุคคลหาได้ยาก ๒ จำพวก คือ บุพการีผู้ทำอุปการะก่อน และกตัญญูกตเวที ผู้รู้คุณและตอบแทน พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงผลที่เห็นได้ในโลก แต่เจตนาของการรู้คุณมิใช่เพียงเพื่อหวังให้ผู้อื่นช่วยในภายหน้า ผู้มีคุณธรรมย่อมรู้คุณเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และความกตัญญูยังเป็นพื้นฐานที่ทำให้จิตใจอ่อนโยน ไม่เห็นแก่ตัว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒หากบุคคลเผลอทำความชั่วไปแล้ว ก็ไม่ควรทำซ้ำอีก และไม่ควรพอใจติดใจในความชั่วนั้น เพราะการสั่งสมบาปย่อมนำทุกข์มาให้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า หากบุคคลเผลอทำบาปไปแล้ว ก็ไม่ควรทำซ้ำอีก และไม่ควรพอใจยินดีในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป (ปาปสฺส อุจฺจโย) นำทุกข์มาให้ คำว่า “บาป” หมายถึงความชั่ว คือการกระทำทางกาย วาจา และใจที่เป็นอกุศล ส่วน “ความพอใจ” (ฉันทะ) ในที่นี้หมายถึงความชอบใจ ความติดใจที่จะทำสิ่งนั้นอีก

อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระเสยยสกะ ผู้ล่วงสิกขาบทข้อเดียวกันซ้ำหลายครั้ง พระพุทธองค์ทรงตำหนิและทรงบัญญัติสิกขาบท แล้วตรัสสอนว่า การทำความผิดซ้ำ ๆ ย่อมเป็นการสั่งสมความชั่ว ซึ่งจะนำความทุกข์มาให้ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อที่ควรเข้าใจคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้อนุญาตให้ทำบาปได้หนึ่งครั้ง แต่เป็นการสอนผู้ที่พลาดไปแล้วให้หยุดยั้ง ไม่ให้ความผิดกลายเป็นนิสัย เพราะกรรมที่ทำซ้ำบ่อย ๆ ย่อมมีกำลังมากขึ้น ดังที่ในหลักกรรมกล่าวถึงอาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำจนคุ้นเคย ความพอใจในบาปยิ่งทำให้ความชั่วฝังแน่นในจิต ส่วนผู้ที่สำนึกผิด ปลงอาบัติหรือตั้งใจสำรวมต่อไป ย่อมตัดวงจรนั้นได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลมีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นเครื่องมือ พร้อมทั้งตั้งตนมุ่งมั่นด้วยความเพียรไม่ย่อหย่อน ห้วงแห่งกิเลสแม้ลึกและกว้างเพียงใดก็ย่อมข้ามพ้นไปได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณสมบัติของผู้ที่จะข้ามพ้นทุกข์ได้ คือ มีศีล มีปัญญา มีสมาธิ และมีความเพียร คำว่า “ตั้งตนไว้” (ปหิตัตตะ) หมายถึงผู้มุ่งมั่น ส่งใจไปในการปฏิบัติอย่างแน่วแน่ ส่วน “โอฆะ” แปลว่า ห้วงน้ำ หมายถึงกิเลสที่ท่วมทับจิตใจสัตว์ให้จมอยู่ในวัฏฏะ มี ๔ ประการ คือ กาโมฆะ (ห้วงน้ำคือกาม) ภโวฆะ (ห้วงน้ำคือภพ) ทิฏโฐฆะ (ห้วงน้ำคือความเห็นผิด) และอวิชโชฆะ (ห้วงน้ำคือความไม่รู้แจ้ง)

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เนื้อความทำนองเดียวกันนี้ยังปรากฏในที่อื่นด้วย แสดงว่าเป็นหลักที่พระพุทธองค์ทรงย้ำเสมอ อุปมาเรื่องห้วงน้ำช่วยให้เข้าใจได้ง่ายว่า ผู้ที่จะข้ามกระแสน้ำเชี่ยวได้ ต้องมีทั้งเรือที่มั่นคง มีกำลังพาย และรู้ทิศทางที่จะไป ฉันใด ผู้ที่จะข้ามกระแสกิเลสก็ต้องอาศัยศีลเป็นพื้นฐาน สมาธิเป็นกำลังของจิต ปัญญาเป็นเครื่องรู้ทาง และความเพียรเป็นแรงผลักดัน ฉันนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๓ธรรมที่กล่าวไว้ในพุทธภาษิตบทนี้ตรงกับหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีความเพียรเป็นเครื่องหนุน ธรรมเหล่านี้ต้องอาศัยกันและกัน ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ยากจะก้าวหน้า คำว่า “ในกาลทุกเมื่อ” แสดงว่าต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มิใช่ทำเป็นครั้งคราว การข้ามโอฆะได้อย่างสิ้นเชิงเป็นความหมายระดับโลกุตตระ คือการละกิเลสได้ด้วยอริยมรรค ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการลดกำลังของกิเลส เช่น ไม่ปล่อยให้ความอยากหรือความเห็นผิดพาไปทำความชั่ว

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุผู้ได้รับมอบหมายงานในวัด เช่น ดูแลการศึกษาหรือเสนาสนะ หากทำด้วยความขยัน ไม่ประมาท และจัดการเป็นระเบียบ ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของเจ้าอาวาสและหมู่คณะ ข้าราชการที่ตรวจเอกสารอย่างรอบคอบ ย่อมป้องกันความผิดพลาดที่อาจกระทบประชาชนจำนวนมาก นักเรียนที่รับผิดชอบงานกลุ่มอย่างเป็นระบบ ก็ฝึกนิสัยที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะทำงานให้เป็นประโยชน์จึงควรฝึกความขยันควบคู่กับความรอบคอบ วางแผนงานให้เป็นระเบียบ ตรวจสอบผลงานก่อนส่งมอบ และไม่ประมาทแม้ในงานเล็กน้อย เมื่อทำเช่นนี้สม่ำเสมอ ก็จะเป็นผู้ที่หมู่คณะไว้วางใจและทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุอปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ
สุสํวิหิตกมฺมนฺโตส ราชวสตึ วเส
ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงาน เรียบร้อย, จึงควรอยู่ในราชการ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๕ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๓ ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม · บทเชื่อม ๓ บท (เลือกจากที่โจทย์กำหนด) · ประมาณ ๖,๗๑๘ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: โอวเทยฺยานนุสาเสยฺย|อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ|อสตํ โหติ อปฺปิโย. บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี ให้นักเรียนแต่งอธิบายให้เป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตที่สนามหลวงแผนกธรรมกำหนดให้จำนวน ๖ สุภาษิตนี้ มาประกอบ ๓ สุภาษิต ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน สุภาษิตที่อ้างมานั้น ควรอธิบายเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง ใงนชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด)ขึ้นไป. ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา|น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ|ทุกฺโข บาปสฺส อุจฺจโย. ถ้าคนพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อยๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้. ที่มา สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ|กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ ปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน|กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ. ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง(บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้ ที่มา สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก ชิคจฺฉา ปรมา โรคา|สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ|นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ. ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง รู้ข้อนั้นตามเป็นจริงแล้ว ดับเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง ที่มา สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา|วิริยารมฺภญฺจ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ|เอสา พุทฺธานุสาสนี. ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียร เป็นความปลอดภัย แล้วปรารถความเพียรเถิดนี้เป็นพุทธานุศาสนี. ที่มา สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก โย จ วสฺสสตํ ชีเว|กุสีโต หีนวีริโย เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย| วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ. ผู้ใดเกียจคร้าน มีความเรียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่ผู้ปรารภความเพียรมั่นคง มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวประเสริฐกว่าผู้นั้น. ที่มา สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน | ปญฺญวา สุสมาหิโต อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต| โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ. ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว ปรารภความเพียรตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก ที่มา สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
โอวเทยฺยานุสาเสยฺยอสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติอสตํ โหติ อปฺปิโย
บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี
(ขุ. ธ. ๒๕/๒๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้กล่าวถึงหน้าที่ของผู้มีปัญญาต่อผู้อื่น ๓ ประการ คือ การตักเตือน (โอวาท) เมื่อเห็นว่ากำลังจะผิดพลาด การพร่ำสอน (อนุสาสนี) ให้รู้จักสิ่งที่ควรทำ และการห้ามปรามไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนไม่ดีและความประพฤติที่ไม่ดี ผู้ทำหน้าที่เช่นนี้ด้วยความหวังดีย่อมเป็นที่รักของคนดี เพราะคนดีเห็นคุณค่าของคำเตือน แต่คนไม่ดีมักไม่ชอบใจ เพราะคำเตือนไปขัดความพอใจของตน

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุกลุ่มของพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะซึ่งพำนักอยู่ที่กีฏาคีรี ประพฤติไม่สมควรแก่สมณะ ทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธา พระพุทธเจ้าจึงทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปดำเนินการตามพระวินัย และทรงแสดงพระคาถานี้ เพื่อให้เห็นว่า ผู้ตักเตือนสั่งสอนย่อมเป็นที่รักของคนดี แม้จะไม่เป็นที่รักของผู้ที่ไม่ยอมรับคำเตือนก็ตาม

ขยายความบทตั้งการตักเตือนผู้อื่นจะเกิดผลดีได้ ต้องประกอบด้วยเจตนาที่ดีและวิธีที่เหมาะสม พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ว่า ผู้จะว่ากล่าวตักเตือนควรพูดในเวลาที่เหมาะ พูดเรื่องที่เป็นจริง พูดด้วยถ้อยคำอ่อนโยน พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และพูดด้วยจิตเมตตา มิใช่ตำหนิเพื่อระบายอารมณ์หรือเพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่า ส่วนข้อความว่า “ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี” มิได้หมายความว่าต้องเลิกเตือน แต่ชี้ให้เห็นว่าการถูกบางคนไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ทำหน้าที่ด้วยความหวังดี

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ย่อมหาผู้ช่วยเหลือได้ยาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนถึงโทษของความอกตัญญู คือผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณ ไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อตนมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ก็ย่อมหาผู้ช่วยเหลือไม่ได้ คำว่า “กตัญญู” หมายถึงรู้คุณที่ผู้อื่นทำแก่ตน และ “กตเวที” หมายถึงการตอบแทนคุณนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก ใจความสำคัญแสดงถึงเหตุและผลที่ตรงไปตรงมา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งอยู่บนความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผู้ที่รับความช่วยเหลือแล้วเพิกเฉย หรือหลงลืมผู้มีคุณ ย่อมทำให้ผู้อื่นหมดความเชื่อถือและไม่อยากช่วยเหลืออีก ผลเสียจึงเกิดขึ้นแก่ตนเองในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

อธิบายบทเชื่อม ๑พระพุทธศาสนาถือว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ดังที่ตรัสว่าบุคคลหาได้ยาก ๒ จำพวก คือ บุพการีผู้ทำอุปการะก่อน และกตัญญูกตเวที ผู้รู้คุณและตอบแทน พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงผลที่เห็นได้ในโลก แต่เจตนาของการรู้คุณมิใช่เพียงเพื่อหวังให้ผู้อื่นช่วยในภายหน้า ผู้มีคุณธรรมย่อมรู้คุณเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และความกตัญญูยังเป็นพื้นฐานที่ทำให้จิตใจอ่อนโยน ไม่เห็นแก่ตัว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลมีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นเครื่องมือ พร้อมทั้งตั้งตนมุ่งมั่นด้วยความเพียรไม่ย่อหย่อน ห้วงแห่งกิเลสแม้ลึกและกว้างเพียงใดก็ย่อมข้ามพ้นไปได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณสมบัติของผู้ที่จะข้ามพ้นทุกข์ได้ คือ มีศีล มีปัญญา มีสมาธิ และมีความเพียร คำว่า “ตั้งตนไว้” (ปหิตัตตะ) หมายถึงผู้มุ่งมั่น ส่งใจไปในการปฏิบัติอย่างแน่วแน่ ส่วน “โอฆะ” แปลว่า ห้วงน้ำ หมายถึงกิเลสที่ท่วมทับจิตใจสัตว์ให้จมอยู่ในวัฏฏะ มี ๔ ประการ คือ กาโมฆะ (ห้วงน้ำคือกาม) ภโวฆะ (ห้วงน้ำคือภพ) ทิฏโฐฆะ (ห้วงน้ำคือความเห็นผิด) และอวิชโชฆะ (ห้วงน้ำคือความไม่รู้แจ้ง)

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เนื้อความทำนองเดียวกันนี้ยังปรากฏในที่อื่นด้วย แสดงว่าเป็นหลักที่พระพุทธองค์ทรงย้ำเสมอ อุปมาเรื่องห้วงน้ำช่วยให้เข้าใจได้ง่ายว่า ผู้ที่จะข้ามกระแสน้ำเชี่ยวได้ ต้องมีทั้งเรือที่มั่นคง มีกำลังพาย และรู้ทิศทางที่จะไป ฉันใด ผู้ที่จะข้ามกระแสกิเลสก็ต้องอาศัยศีลเป็นพื้นฐาน สมาธิเป็นกำลังของจิต ปัญญาเป็นเครื่องรู้ทาง และความเพียรเป็นแรงผลักดัน ฉันนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๒ธรรมที่กล่าวไว้ในพุทธภาษิตบทนี้ตรงกับหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีความเพียรเป็นเครื่องหนุน ธรรมเหล่านี้ต้องอาศัยกันและกัน ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ยากจะก้าวหน้า คำว่า “ในกาลทุกเมื่อ” แสดงว่าต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มิใช่ทำเป็นครั้งคราว การข้ามโอฆะได้อย่างสิ้นเชิงเป็นความหมายระดับโลกุตตระ คือการละกิเลสได้ด้วยอริยมรรค ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการลดกำลังของกิเลส เช่น ไม่ปล่อยให้ความอยากหรือความเห็นผิดพาไปทำความชั่ว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้มีปัญญาย่อมเห็นความเกียจคร้านเป็นภัยที่ทำให้ชีวิตเสื่อม และเห็นความเพียรเป็นความปลอดภัย จึงลงมือปรารภความเพียรโดยไม่ท้อถอย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏก ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า คำว่า “ความเกียจคร้าน” (โกสัชชะ) หมายถึงความหดหู่ท้อถอย ไม่ยอมลงมือทำสิ่งที่ควรทำ ส่วน “การปรารภความเพียร” (วิริยารัมภะ) หมายถึงการเริ่มต้นลงมือและพากเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คำว่า “พุทธานุศาสนี” แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พุทธภาษิตบทนี้จึงสอนให้เปลี่ยนมุมมองต่อความขี้เกียจ จากที่คนทั่วไปมักเห็นว่าเป็นความสบาย ให้เห็นว่าเป็นภัย และเห็นว่าความเพียรเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิต

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้ปรากฏในตอนท้ายของคัมภีร์จริยาปิฎก ซึ่งว่าด้วยจริยาหรือบารมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาติ คำว่า “ท่านทั้งหลาย” ในบทนี้เป็นพระดำรัสที่ทรงสอนพระภิกษุ ให้เห็นโทษของความเกียจคร้านและตั้งใจปฏิบัติ พระพุทธองค์เองก็ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีมายาวนานกว่าจะได้ตรัสรู้ คำสอนนี้จึงเป็นทั้งคำเตือนและแบบอย่าง แม้คฤหัสถ์ก็นำมาปฏิบัติได้ในการทำหน้าที่ การงาน และการทำความดีทุกระดับ

อธิบายบทเชื่อม ๓ที่ว่าความเกียจคร้านเป็นภัย เพราะความเกียจคร้านมักมาในรูปของข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุผล เช่น ยังเร็วเกินไป ยังเหนื่อยอยู่ หรือไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ แล้วค่อย ๆ ทำให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไป ความเสื่อมที่เกิดจากความเกียจคร้านจึงมักเกิดอย่างช้า ๆ จนไม่ทันรู้ตัว ส่วนความเพียรเป็นความปลอดภัย เพราะทำให้คนพึ่งตนเองได้และมีกำลังรับมือกับปัญหา ทั้งนี้ความเพียรที่ถูกต้องต้องประกอบด้วยปัญญา คือ เพียรละสิ่งไม่ดี เพียรทำสิ่งดี ตามหลักสัมมัปปธาน มิใช่ความพยายามในทางที่ผิดหรือการหักโหมจนเสียสุขภาพ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พ่อแม่ที่คอยตักเตือนลูกเรื่องการใช้เงินและการคบเพื่อน แม้ลูกอาจรู้สึกรำคาญในบางครั้ง แต่เมื่อโตขึ้นก็มักเห็นคุณค่า ครูที่ชี้ข้อบกพร่องในงานของนักเรียนอย่างสุภาพ ย่อมช่วยให้ศิษย์พัฒนาได้เร็วกว่าการชมอย่างเดียว เพื่อนร่วมงานที่เตือนกันก่อนส่งงานผิดพลาด ก็ช่วยรักษาทั้งงานและชื่อเสียงของหมู่คณะ ส่วนผู้รับคำเตือนเอง หากฝึกรับฟังด้วยใจเปิดกว้าง ก็ย่อมได้ประโยชน์จากกัลยาณมิตรรอบตัว

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกทั้งการเป็นผู้ตักเตือนที่ดีและผู้รับคำเตือนที่ดี เมื่อเห็นคนใกล้ตัวกำลังจะทำผิด ก็ควรหาโอกาสที่เหมาะ พูดด้วยความจริงใจและเมตตา ไม่ประจานให้อับอาย เมื่อตนถูกเตือน ก็ควรพิจารณาเนื้อความมากกว่าน้ำเสียงหรือตัวผู้พูด การช่วยกันเตือน สอน และป้องกันกันจากความประพฤติที่ไม่ดี ย่อมทำให้ครอบครัวและชุมชนมั่นคงในทางที่ถูก สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

โอวเทยฺยานุสาเสยฺยอสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติอสตํ โหติ อปฺปิโย
บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ