| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ อนตฺถํ จรติ อตฺตโน อตฺตโน จ ปเรสญฺจ หึสาย ปฏิปชฺชติ | ๓ |
| ๒ | ๒๕๖๗ | อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ อายุ ขียติ มจฺจานํ กุนฺนทีนํว โอทกํ | ๓ |
| ๓ | ๒๕๖๖ | สามคฺยเมว สิกฺเขถ พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ สามคฺยรโต ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสติ | ๓ |
| ๔ | ๒๕๖๕ | อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ อายุ ขียติ มจฺจานํ กุนฺนทีนํว โอทกํ | ๓ |
| ๕ | ๒๕๖๓ | สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ | ๓ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๕ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง และบริวาร สุภาษิตนี้เตือนว่า ยศที่ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ย่อมกลายเป็นเครื่องทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น
ขยายความบทตั้งยศและอำนาจเปรียบเหมือนเครื่องมือที่มีพลังมาก ในมือของผู้มีปัญญา ย่อมใช้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีปัญญาทราม ย่อมใช้เพื่อสนองความอยากของตน เช่น ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือหลงตัวจนไม่ฟังคำทักท้วง การกระทำเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่นโดยตรง และในที่สุดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะนำไปสู่การสูญเสียความเคารพ การถูกลงโทษ และการสูญเสียยศนั้นเอง
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้สอนให้เห็นว่า การได้ยศไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยปัญญาและคุณธรรมในการรักษา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญควรเตรียมตนให้พร้อม และผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาปัญญาและความประพฤติ มากกว่าเพียงความสามารถหรือความใกล้ชิด
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง เป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง และทำให้ผู้มีปัญญาหาความสุขได้แม้ในยามที่ประสบความทุกข์ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของปัญญา ๓ ประการ คือ ปัญญาช่วยวินิจฉัยสิ่งที่ได้ฟัง ปัญญาทำให้เกียรติคุณและชื่อเสียงเพิ่มพูน และผู้มีปัญญาย่อมหาความสุขได้แม้ในยามทุกข์ คำว่า “วินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว” (สุตวินิจฉินี) หมายถึงการใคร่ครวญแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ส่วน “เกียรติคุณและชื่อเสียง” (กิตติ, สิโลกะ) หมายถึงความดีงามที่ผู้อื่นรู้จักและกล่าวขาน
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในเถรคาถา เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว ปัญญามี ๓ ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การอบรม การฟังอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัยปัญญาวินิจฉัยสิ่งที่ฟังมาด้วย พุทธภาษิตบทนี้จึงชี้ว่า ปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรองความรู้ให้เป็นของจริงแท้แก่ตน
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความว่า “แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้” ควรเข้าใจให้ถูก มิได้หมายความว่าผู้มีปัญญาจะไม่ประสบความทุกข์เลย ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความผิดหวังยังเกิดแก่ทุกคนได้ แต่ผู้มีปัญญารู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ว่าอะไรแก้ไขได้และอะไรต้องยอมรับ จึงไม่เพิ่มความทุกข์ใจซ้ำเติมตนเอง และยังพบความสงบได้ในท่ามกลางปัญหา ในระดับสูงสุด พระอรหันต์ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ แม้ยังมีทุกข์ทางกายตามธรรมดาของขันธ์ แต่ใจไม่ถูกทุกข์ครอบงำอีก ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการมองปัญหาอย่างมีสติและเหตุผล
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลตระหนักว่าทุกชีวิตกำลังเดินไปสู่ความตายเหมือนกันหมด ย่อมคลายความถือตัว ไม่ประมาทในวัย และหันมาใส่ใจทำความดีตั้งแต่บัดนี้ สมดังนัยแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงความจริงว่า ความตายเป็นธรรมดาที่ไม่เลือกบุคคล ไม่ว่าจะมีวัยเท่าใด มีความรู้หรือปัญญามากน้อยเพียงใด ทุกคนล้วนต้องตกอยู่ใต้อำนาจของความตาย คำว่า “มีความตายเป็นเบื้องหน้า” หมายถึงมีความตายเป็นที่ไปในที่สุด เหมือนทางที่ทุกคนกำลังเดินไปสู่ปลายทางเดียวกัน แม้ในระหว่างทางจะแตกต่างกันด้วยวัย ฐานะ และความสามารถ
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถาทำนองนี้ปรากฏทั้งในมหาปรินิพพานสูตร และในสัลลสูตรแห่งสุตตนิบาต สัลลสูตรเป็นพระสูตรที่แสดงว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายสั้นและเจือด้วยทุกข์ ผู้ที่ร่ำไห้คร่ำครวญถึงผู้ล่วงลับไม่อาจทำให้ผู้นั้นกลับคืนมาได้ ผู้มีปัญญาพึงถอนลูกศรคือความโศกออกจากใจ คาถานี้จึงมิได้กล่าวถึงความตายเพื่อให้เศร้า แต่เพื่อให้เห็นความจริงอย่างเสมอหน้ากันว่า ไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น
อธิบายบทเชื่อม ๒การที่สุภาษิตยกคู่ “เด็กกับผู้ใหญ่” และ “คนเขลากับคนฉลาด” ขึ้นมา มุ่งแสดงว่าสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าจะช่วยให้พ้นจากความตายได้ เช่นความเป็นหนุ่มสาวหรือความรอบรู้ ก็ไม่อาจช่วยได้เลย ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับอภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ข้อที่ว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้” ข้อที่พึงระวังคือ การเห็นว่าทุกคนต้องตายเหมือนกัน มิได้หมายความว่าการทำดีหรือทำชั่วไม่ต่างกัน แท้จริงแล้วความตายเสมอกัน แต่กรรมที่แต่ละคนทำไว้ย่อมต่างกัน ปัญญาที่แท้จึงอยู่ที่การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดี
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓การเอาชนะกันด้วยความพยาบาทย่อมไม่นำความสุขมาให้ใคร เพราะผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ มีแต่ผู้ที่วางความแพ้ชนะลงได้เท่านั้นจึงสงบใจเป็นสุข สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ชี้ให้เห็นโทษของการแข่งขันเอาชนะกันด้วยความพยาบาท ผู้ชนะย่อมก่อเวร คือทำให้ผู้แพ้ผูกใจเจ็บและคิดแก้แค้น ส่วนผู้แพ้ก็นอนเป็นทุกข์เพราะความขุ่นแค้นและความอับอาย คำว่า “สงบใจ” (อุปสันตะ) หมายถึงผู้ที่กิเลส โดยเฉพาะโทสะ สงบระงับแล้ว ผู้ที่ละทั้งความยินดีในการชนะและความทุกข์เพราะแพ้ได้ ย่อมอยู่เป็นสุข
อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงครามกับพระเจ้าอชาตศัตรู และทรงพ่ายแพ้ถึงสามครั้ง จึงเสด็จกลับพระนครด้วยความละอายและเสียพระทัย บรรทมไม่เสวยพระกระยาหาร ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสพระคาถานี้ แสดงว่าทั้งฝ่ายชนะและฝ่ายแพ้ต่างก็ไม่พ้นทุกข์ มีแต่ผู้ที่สงบใจจากการแพ้ชนะเท่านั้นที่เป็นสุข
อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อควรระวังในการตีความคือ บทนี้มิได้สอนให้ละทิ้งความพยายามหรือไม่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่สอนให้ละการยึดมั่นในการชนะเพื่ออัตตาและการเอาชนะด้วยความพยาบาท ในระดับสูง การละความชนะและความแพ้ได้โดยสิ้นเชิงคือการละตัณหาและมานะของพระอริยะ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับรู้จักทำเต็มที่โดยไม่เหยียบย่ำผู้อื่น ชนะก็ไม่ทับถม แพ้ก็ไม่แค้นเคือง และเห็นว่าการระงับเวรเป็นประโยชน์กว่าการเอาชนะ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ได้เป็นหัวหน้าแล้วใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง ย่อมทำให้บรรยากาศการทำงานเสียหาย และในที่สุดก็ถูกต่อต้าน ผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์แล้วใช้ชื่อเสียงนั้นโฆษณาสิ่งที่หลอกลวง ย่อมทำร้ายผู้ติดตาม และสูญเสียความน่าเชื่อถือ นักเรียนที่ได้เป็นหัวหน้าห้องแล้ววางอำนาจกับเพื่อน ย่อมไม่ได้รับความร่วมมือ ส่วนผู้ที่ใช้ตำแหน่งด้วยความถ่อมตนและเป็นธรรม ย่อมได้รับความเคารพอย่างแท้จริง
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ได้รับยศหรือตำแหน่งจึงควรใช้ปัญญากำกับการใช้อำนาจ ระลึกถึงหน้าที่มากกว่าสิทธิ และใช้ยศนั้นเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สึกหรอลงไปทุกขณะที่วันและคืนผ่านไป คำว่า “มัจจะ” หรือ “สัตว์” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ต้องตายเป็นธรรมดา ส่วน “แม่น้ำน้อย ๆ” หมายถึงลำธารหรือแม่น้ำสายเล็กที่มีน้ำไม่มาก เมื่อไม่มีน้ำใหม่ไหลมาเติม ย่อมงวดลงจนแห้งได้โดยเร็ว อายุของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ไม่มีวันเพิ่มขึ้น มีแต่ลดลงทุกวัน
ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ตามเรื่องว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้เห็นว่าอายุของมนุษย์มีน้อย มารผู้มีบาปได้เข้ามากล่าวคาถาแย้งว่า วันคืนมิได้ล่วงไป ชีวิตมิได้หมดไป เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความประมาท พระองค์จึงตรัสคาถานี้ตอบ ยืนยันความจริงตรงกันข้าม คำสอนนี้จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า ความคิดว่า “ยังมีเวลาอีกมาก” เป็นความคิดที่ชักนำไปสู่ความประมาท
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงสุภาษิตนี้กับมรณัสสติ คือการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ และกับไตรลักษณ์ในส่วนอนิจจัง ความไม่เที่ยง การพิจารณาว่าอายุสิ้นไปทุกวันมิได้มุ่งให้หดหู่หรือหวาดกลัว แต่มุ่งให้เกิดสังเวช คือความรู้สึกตื่นตัวอันเป็นกุศล แล้วเร่งทำความเพียร ในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้เป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า ส่วนในระดับสูงขึ้นไป การเห็นความเสื่อมสิ้นของชีวิตย่อมเป็นบาทแห่งการคลายความยึดมั่นในขันธ์ ๕
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อกระแสแห่งความแก่และความตายไหลมาถึง ไม่มีผู้ใดยึดเหนี่ยวตนให้อยู่ได้ ผู้ไม่ประมาทจึงรีบสร้างที่พึ่งคือความดีไว้ตั้งแต่ยังมีกำลัง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบความแก่และความตายกับห้วงน้ำหลากที่ไหลแรงจนเต็มฝั่ง ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมตลิ่งย่อมถูกกระแสน้ำเซาะรากและพัดพาไปได้โดยง่าย คำว่า “ห้วงน้ำ” หมายถึงกระแสน้ำใหญ่ ส่วน “ต้นไม้ซึ่งเกิดที่ตลิ่ง” หมายถึงต้นไม้ที่ตั้งอยู่ในที่ล่อแหลม รากยึดดินได้ไม่มั่นคง สัตว์ทั้งหลายก็เหมือนต้นไม้ริมฝั่งนั้น ตั้งอยู่ในที่ที่พร้อมจะถูกกระแสแห่งชราและมรณะพัดไปได้ทุกเมื่อ
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในชาดก หมวดมหานิบาต เนื้อความในบทแสดงความจริงของชีวิตผ่านภาพธรรมชาติที่คนในสมัยนั้นคุ้นเคย คือแม่น้ำในฤดูน้ำหลาก ซึ่งมีกำลังมากจนสิ่งที่ตั้งอยู่ริมตลิ่งไม่อาจต้านทานได้ อุปมานี้ชี้ว่า ความแก่และความตายมิได้มาอย่างช้า ๆ ให้เราเตรียมตัวได้เสมอไป บางครั้งมาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และไม่มีสัตว์ใดยืนต้านกระแสนั้นได้ด้วยกำลังของตน
อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า สุภาษิตใช้คำว่า “สัตว์มีชีวิตทั้งปวง” แสดงว่ากฎนี้ครอบคลุมทุกชีวิตโดยไม่เลือก ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับโอฆะ ๔ คือห้วงน้ำที่ท่วมทับสัตว์ ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ต้องเวียนเกิด แก่ และตายอยู่ร่ำไป อย่างไรก็ตาม คาถานี้กล่าวถึงชราและมรณะโดยตรง จึงไม่พึงตีความเกินตัวบท แต่อาจนำหลักเรื่องโอฆะมาช่วยให้เห็นว่า การข้ามพ้นกระแสแห่งชรามรณะโดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องของการดับกิเลส ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้เป็นเครื่องเตือนให้ไม่ประมาทและหาที่พึ่งทางใจไว้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ความแก่และความตายย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายให้เคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ทุกขณะ เหมือนคนเลี้ยงโคถือพลองต้อนฝูงโคไปสู่ทุ่งหญ้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ใช้ภาพของคนเลี้ยงโคที่ถือไม้พลองต้อนฝูงโคไปยังทุ่งหญ้า เปรียบกับความแก่และความตายที่ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายให้เคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา คำว่า “พลอง” หมายถึงไม้ท่อนยาวสำหรับต้อนสัตว์ ส่วน “อายุ” หมายถึงความเป็นไปแห่งชีวิต ฝูงโคไม่อาจหยุดอยู่กับที่ได้เมื่อถูกต้อนฉันใด ชีวิตของสัตว์ก็ถูกความแก่และความตายผลักดันไปโดยไม่อาจขัดขืนได้ฉันนั้น
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในธรรมบท ทัณฑวรรค อรรถกถาเล่าว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ถามหญิงหลายวัยที่มารักษาอุโบสถว่า รักษาเพื่ออะไร ผู้สูงวัยตอบว่าเพื่อสมบัติในสวรรค์ ผู้อยู่ในวัยกลางคนตอบเพื่อพ้นจากความเดือดร้อนในครอบครัว ส่วนผู้ยังเยาว์ก็ตอบตามความปรารถนาทางโลกของตน นางวิสาขาจึงนำความกราบทูลพระพุทธองค์ พระองค์ตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายถูกชาติ ชรา พยาธิ และมรณะต้อนไปอยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่ปรารถนาความพ้นทุกข์ แล้วทรงแสดงคาถานี้
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า อุปมานี้แสดงทั้งความไม่อาจหยุดยั้งและความไม่มีอิสระ ชีวิตถูกต้อนไปทีละวัน จากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว สู่วัยชรา และสู่ความตาย โดยที่เจ้าของชีวิตมิได้เป็นผู้กำหนด ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับทุกขอริยสัจที่ว่า ชาติ ชรา มรณะ เป็นทุกข์ และกับอนัตตา คือความไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ข้อคิดจากเรื่องในอรรถกถาคือ แม้การทำบุญรักษาศีลเพื่อผลทางโลกจะเป็นกุศล แต่ผู้มีปัญญาพึงตั้งจุดมุ่งหมายให้สูงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงความพ้นจากการถูกต้อนไปเช่นนี้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลตระหนักว่าทุกชีวิตกำลังเดินไปสู่ความตายเหมือนกันหมด ย่อมคลายความถือตัว ไม่ประมาทในวัย และหันมาใส่ใจทำความดีตั้งแต่บัดนี้ สมดังนัยแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงความจริงว่า ความตายเป็นธรรมดาที่ไม่เลือกบุคคล ไม่ว่าจะมีวัยเท่าใด มีความรู้หรือปัญญามากน้อยเพียงใด ทุกคนล้วนต้องตกอยู่ใต้อำนาจของความตาย คำว่า “มีความตายเป็นเบื้องหน้า” หมายถึงมีความตายเป็นที่ไปในที่สุด เหมือนทางที่ทุกคนกำลังเดินไปสู่ปลายทางเดียวกัน แม้ในระหว่างทางจะแตกต่างกันด้วยวัย ฐานะ และความสามารถ
อธิบายบทเชื่อม ๓คาถาทำนองนี้ปรากฏทั้งในมหาปรินิพพานสูตร และในสัลลสูตรแห่งสุตตนิบาต สัลลสูตรเป็นพระสูตรที่แสดงว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายสั้นและเจือด้วยทุกข์ ผู้ที่ร่ำไห้คร่ำครวญถึงผู้ล่วงลับไม่อาจทำให้ผู้นั้นกลับคืนมาได้ ผู้มีปัญญาพึงถอนลูกศรคือความโศกออกจากใจ คาถานี้จึงมิได้กล่าวถึงความตายเพื่อให้เศร้า แต่เพื่อให้เห็นความจริงอย่างเสมอหน้ากันว่า ไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น
อธิบายบทเชื่อม ๓การที่สุภาษิตยกคู่ “เด็กกับผู้ใหญ่” และ “คนเขลากับคนฉลาด” ขึ้นมา มุ่งแสดงว่าสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าจะช่วยให้พ้นจากความตายได้ เช่นความเป็นหนุ่มสาวหรือความรอบรู้ ก็ไม่อาจช่วยได้เลย ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับอภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ข้อที่ว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้” ข้อที่พึงระวังคือ การเห็นว่าทุกคนต้องตายเหมือนกัน มิได้หมายความว่าการทำดีหรือทำชั่วไม่ต่างกัน แท้จริงแล้วความตายเสมอกัน แต่กรรมที่แต่ละคนทำไว้ย่อมต่างกัน ปัญญาที่แท้จึงอยู่ที่การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดี
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่คิดว่ายังมีเวลาเรียนบาลีอีกหลายปี จึงผัดการท่องจำไว้ก่อน เมื่อถึงคราวสอบก็พบว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พระภิกษุที่ตั้งใจว่าจะเจริญภาวนาจริงจังเมื่อพรรษามากขึ้น อาจพบว่าสังขารร่างกายไม่อำนวยเหมือนเมื่อยังหนุ่ม คนทำงานที่ตั้งใจว่าจะหาเวลาอยู่กับพ่อแม่เมื่อหมดภาระ ก็อาจพบว่าท่านชราลงมากแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้แสดงว่าเวลาที่ล่วงไปแล้วย่อมไม่หวนกลับมา
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรพิจารณาเป็นประจำว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ แล้วจัดเวลาให้แก่สิ่งที่มีคุณค่า คือการศึกษา การทำหน้าที่ การดูแลผู้มีพระคุณ และการฝึกจิตของตน ไม่ปล่อยให้วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ การไม่ประมาทในเวลาย่อมทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีสาระ แม้อายุจะสั้นลงทุกวันก็ตาม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สามัคคี” หมายถึงความพร้อมเพรียง ความปรองดองกัน ร่วมใจกันทำสิ่งที่ถูกต้อง คำว่า “ท่านผู้รู้ทั้งหลาย” ในคำแปลนี้มาจากคำบาลีว่า พุทฺเธหิ ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้รู้หรือบัณฑิตทั้งหลาย ส่วน “ธรรมอันเกษมจากโยคะ” (โยคักเขมะ) หมายถึงภาวะที่ปลอดภัยจากกิเลสเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในวัฏฏะ คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ในความหมายสูงสุดหมายถึงพระนิพพาน
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในชาดก ข้อที่น่าสังเกตคือ ท่านใช้คำว่า “พึงศึกษา” ซึ่งแสดงว่าความสามัคคีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน ต้องรู้จักลดความเห็นแก่ตัว รู้จักฟังผู้อื่น และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ ความสามัคคีที่ท่านสรรเสริญยังต้องควบคู่กับการ “ตั้งอยู่ในธรรม” คือเป็นความพร้อมเพรียงในทางที่ถูกต้องดีงาม
ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความคือ ความสามัคคีในพระพุทธศาสนามิใช่การรวมกลุ่มกันทำสิ่งที่ผิด การร่วมมือกันเบียดเบียนผู้อื่นหรือทุจริต แม้จะดูเหมือนพร้อมเพรียงกัน ก็ไม่ใช่สามัคคีที่ท่านสรรเสริญ เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนการไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะนั้น ในระดับสูงสุดหมายถึงการดำเนินอยู่บนทางที่นำไปสู่ความพ้นจากกิเลส ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับที่ว่า ผู้อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีและตั้งอยู่ในศีลธรรม ย่อมมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความดีและการฝึกจิตใจ ไม่ถูกความขัดแย้งฉุดให้เสื่อมถอย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีปัญญาย่อมเห็นความวิวาทเป็นภัยที่นำไปสู่ความแตกแยก และเห็นความไม่วิวาทเป็นความปลอดภัย จึงรักษาความพร้อมเพรียงและประนีประนอมกันไว้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ความวิวาท” หมายถึงการทะเลาะเบาะแว้ง โต้เถียงกันด้วยความขัดเคืองจนแตกแยก ส่วน “ความพร้อมเพรียง” (สมัคคะ) หมายถึงความสามัคคีปรองดอง และ “ความประนีประนอม” (สขิละ) หมายถึงความมีน้ำใจอ่อนโยน พูดจากันด้วยไมตรี ไม่หยาบกระด้าง พุทธภาษิตบทนี้สอนให้มองความขัดแย้งว่าเป็นภัยที่นำความเสื่อมมาสู่หมู่คณะ และมองความไม่วิวาทว่าเป็นความปลอดภัย
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้ปรากฏในตอนท้ายของคัมภีร์จริยาปิฎก ร่วมกับคาถาที่มีรูปแบบเดียวกัน ซึ่งสอนให้เห็นโทษของความประมาทและความเกียจคร้าน คำว่า “ท่านทั้งหลาย” เป็นพระดำรัสที่ทรงสอนพระภิกษุ เพราะความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของสงฆ์ หากภิกษุวิวาทกัน การศึกษาและการปฏิบัติก็ย่อมเสื่อมลง และทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน
อธิบายบทเชื่อม ๑การเห็นความวิวาทเป็นภัย มิได้หมายความว่าห้ามมีความเห็นต่าง ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา และหากพูดคุยกันด้วยเหตุผลก็อาจช่วยให้เกิดทางออกที่ดีกว่า แต่เมื่อความเห็นต่างกลายเป็นการยึดมั่นว่าตนถูกเพียงฝ่ายเดียว มีความโกรธ การดูหมิ่น และการกล่าวร้ายกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งก็จะกลายเป็นการวิวาทที่ทำลายความสัมพันธ์ ความประนีประนอมก็มิใช่การยอมตามในสิ่งที่ผิด แต่เป็นการพูดจากันด้วยเมตตา รับฟังกัน และหาทางออกที่ถูกต้องร่วมกัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลปล่อยให้ความตระหนี่ ความโอ้อวด และความไม่ละอายต่อบาปครอบงำใจ ย่อมทำให้ตนต่ำลงเป็นคนเลว ไม่ว่าจะเกิดมาในฐานะหรือตระกูลใดก็ตาม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของคนเลว (วสละ) โดยวัดจากความประพฤติ มิใช่จากชาติกำเนิด คำว่า “ขัดเคือง” หมายถึงมักโกรธ “เหนียวแน่น” (กทริยะ) หมายถึงไม่ยอมให้แม้สิ่งที่ควรให้ “ปรารถนาลามก” หมายถึงอยากได้ในทางที่ไม่ชอบธรรม “ตระหนี่” คือหวงแหนไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดี “โอ้อวด” (สฐะ) หมายถึงแสดงตนเกินความจริงหรือเจ้าเล่ห์ ส่วน “ไม่ละอาย” และ “ไม่เกรงกลัวบาป” คือขาดหิริและโอตตัปปะ
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในวสลสูตรแห่งสุตตนิบาต เรื่องมีว่าพระพุทธองค์เสด็จบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ผ่านไปยังที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ซึ่งกำลังบูชาไฟอยู่ พราหมณ์เห็นแล้วกล่าวว่าคนถ่อย พระองค์จึงตรัสถามว่ารู้หรือไม่ว่าคนถ่อยเป็นอย่างไร แล้วทรงแสดงลักษณะของคนถ่อยหรือคนเลวไว้หลายประการ และสรุปว่า บุคคลจะเป็นคนเลวหรือเป็นพราหมณ์ก็เพราะการกระทำ มิใช่เพราะชาติกำเนิด
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อที่ควรสังเกตคือ ในบรรดาลักษณะเหล่านี้ ความไม่มีหิริโอตตัปปะเป็นเหตุสำคัญ เพราะหิริและโอตตัปปะเป็นธรรมคุ้มครองโลก เมื่อขาดธรรมคู่นี้ ความโกรธ ความตระหนี่ และความอยากในทางผิดก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีสิ่งยับยั้ง อย่างไรก็ดี พุทธภาษิตบทนี้มิได้มีไว้เพื่อตัดสินหรือตีตราผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อให้ส่องดูตนเอง ใครก็ตามที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่ ย่อมแก้ไขได้ด้วยการกระทำของตน ความเลวจึงมิใช่สิ่งติดตัวมาโดยกำเนิด
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและกล่าวคำสัตย์เป็นนิตย์ ย่อมไม่มีเหตุให้ต้องเดือดร้อนใจ แม้เมื่อละโลกนี้ไปสู่โลกอื่นแล้วก็ย่อมไม่เศร้าโศก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนคุณธรรมสองประการที่เป็นหลักประกันความไม่เศร้าโศกเมื่อละโลกนี้ไป คือ ความไม่เบียดเบียนผู้อื่น (อัพยาปัชฌะ) และการพูดคำสัตย์ (สัจจวาที) คำว่า “มาณพ” ในบาลีหมายถึงคนหนุ่มหรือบุคคลทั่วไป ส่วน “ละไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น” หมายถึงเมื่อสิ้นชีวิตแล้วไปสู่ภพหน้า
อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในมหานิบาตชาดก ใจความแสดงว่า ผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่เบียดเบียนและความสัตย์ ย่อมไม่มีกรรมชั่วที่จะทำให้ต้องระลึกถึงด้วยความเดือดร้อนใจ เมื่อใกล้ตายจึงไม่หวาดหวั่น และเมื่อละโลกไปแล้วก็ไปสู่สุคติ อุปมาเหมือนผู้เดินทางที่ไม่มีหนี้สิน ย่อมไปที่ใดก็ไม่ต้องกลัวใครตามทวง
อธิบายบทเชื่อม ๓ความไม่เบียดเบียนครอบคลุมทั้งกายและใจ คือไม่ทำร้าย ไม่ข่มเหง และไม่คิดพยาบาท ซึ่งเป็นส่วนของศีลและเมตตา ส่วนความสัตย์เป็นหลักของวจีสุจริต และเป็นบารมีข้อหนึ่งในบารมี ๑๐ พุทธภาษิตบทนี้มุ่งผลในระดับโลกิยะ คือความไม่เศร้าโศกในโลกหน้าและการไปสู่สุคติ มิได้หมายถึงความพ้นทุกข์ในระดับนิพพาน แต่ก็เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติที่สูงขึ้น ผู้ศึกษาไม่ควรถือว่าเป็นการรับประกันผลตายตัว แต่เป็นเหตุที่ดีซึ่งย่อมอำนวยผลที่ดีตามกฎแห่งกรรม
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ทำงานกลุ่ม หากแต่ละคนรับผิดชอบส่วนของตนและช่วยเหลือกัน งานก็สำเร็จได้ดี ครอบครัวที่ช่วยกันดูแลบ้านและผู้สูงอายุ ย่อมอบอุ่นและผ่านพ้นปัญหาได้ ชุมชนที่ร่วมมือกันจัดงานบุญหรือพัฒนาวัด ย่อมเกิดทั้งผลงานที่ดีและน้ำใจที่ผูกพันกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลของความสามัคคีที่ตั้งอยู่บนความดี
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกความสามัคคีตั้งแต่ในครอบครัวและหมู่คณะใกล้ตัว ด้วยการรับฟังผู้อื่น แบ่งปันหน้าที่อย่างเป็นธรรม ให้เกียรติกัน และไม่ยุยงให้แตกแยก ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ไม่ร่วมมือกันในทางที่ผิด ความสามัคคีที่มีธรรมเป็นหลักย่อมเป็นกำลังนำหมู่คณะไปสู่ความเจริญ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สึกหรอลงไปทุกขณะที่วันและคืนผ่านไป คำว่า “มัจจะ” หรือ “สัตว์” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ต้องตายเป็นธรรมดา ส่วน “แม่น้ำน้อย ๆ” หมายถึงลำธารหรือแม่น้ำสายเล็กที่มีน้ำไม่มาก เมื่อไม่มีน้ำใหม่ไหลมาเติม ย่อมงวดลงจนแห้งได้โดยเร็ว อายุของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ไม่มีวันเพิ่มขึ้น มีแต่ลดลงทุกวัน
ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ตามเรื่องว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้เห็นว่าอายุของมนุษย์มีน้อย มารผู้มีบาปได้เข้ามากล่าวคาถาแย้งว่า วันคืนมิได้ล่วงไป ชีวิตมิได้หมดไป เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความประมาท พระองค์จึงตรัสคาถานี้ตอบ ยืนยันความจริงตรงกันข้าม คำสอนนี้จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า ความคิดว่า “ยังมีเวลาอีกมาก” เป็นความคิดที่ชักนำไปสู่ความประมาท
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงสุภาษิตนี้กับมรณัสสติ คือการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ และกับไตรลักษณ์ในส่วนอนิจจัง ความไม่เที่ยง การพิจารณาว่าอายุสิ้นไปทุกวันมิได้มุ่งให้หดหู่หรือหวาดกลัว แต่มุ่งให้เกิดสังเวช คือความรู้สึกตื่นตัวอันเป็นกุศล แล้วเร่งทำความเพียร ในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้เป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า ส่วนในระดับสูงขึ้นไป การเห็นความเสื่อมสิ้นของชีวิตย่อมเป็นบาทแห่งการคลายความยึดมั่นในขันธ์ ๕
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อหมู่คณะมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง ความเสื่อมและภัยย่อมตามมา แต่เมื่อทุกคนหันมาพร้อมเพรียงและรู้จักประนีประนอมกัน หมู่คณะย่อมอยู่เป็นสุขและมั่นคงได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ความวิวาท” หมายถึงการทะเลาะเบาะแว้ง โต้เถียงกันด้วยความขัดเคืองจนแตกแยก ส่วน “ความพร้อมเพรียง” (สมัคคะ) หมายถึงความสามัคคีปรองดอง และ “ความประนีประนอม” (สขิละ) หมายถึงความมีน้ำใจอ่อนโยน พูดจากันด้วยไมตรี ไม่หยาบกระด้าง พุทธภาษิตบทนี้สอนให้มองความขัดแย้งว่าเป็นภัยที่นำความเสื่อมมาสู่หมู่คณะ และมองความไม่วิวาทว่าเป็นความปลอดภัย
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้ปรากฏในตอนท้ายของคัมภีร์จริยาปิฎก ร่วมกับคาถาที่มีรูปแบบเดียวกัน ซึ่งสอนให้เห็นโทษของความประมาทและความเกียจคร้าน คำว่า “ท่านทั้งหลาย” เป็นพระดำรัสที่ทรงสอนพระภิกษุ เพราะความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของสงฆ์ หากภิกษุวิวาทกัน การศึกษาและการปฏิบัติก็ย่อมเสื่อมลง และทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน
อธิบายบทเชื่อม ๑การเห็นความวิวาทเป็นภัย มิได้หมายความว่าห้ามมีความเห็นต่าง ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา และหากพูดคุยกันด้วยเหตุผลก็อาจช่วยให้เกิดทางออกที่ดีกว่า แต่เมื่อความเห็นต่างกลายเป็นการยึดมั่นว่าตนถูกเพียงฝ่ายเดียว มีความโกรธ การดูหมิ่น และการกล่าวร้ายกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งก็จะกลายเป็นการวิวาทที่ทำลายความสัมพันธ์ ความประนีประนอมก็มิใช่การยอมตามในสิ่งที่ผิด แต่เป็นการพูดจากันด้วยเมตตา รับฟังกัน และหาทางออกที่ถูกต้องร่วมกัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ใฝ่ความเจริญย่อมศึกษาและฝึกฝนความสามัคคีซึ่งท่านผู้รู้สรรเสริญ ผู้ที่ยินดีในความสามัคคีและตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากความเกษมอันพ้นจากโยคะ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เตรสนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “สามัคคี” หมายถึงความพร้อมเพรียง ความปรองดองกัน ร่วมใจกันทำสิ่งที่ถูกต้อง คำว่า “ท่านผู้รู้ทั้งหลาย” ในคำแปลนี้มาจากคำบาลีว่า พุทฺเธหิ ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้รู้หรือบัณฑิตทั้งหลาย ส่วน “ธรรมอันเกษมจากโยคะ” (โยคักเขมะ) หมายถึงภาวะที่ปลอดภัยจากกิเลสเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในวัฏฏะ คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ในความหมายสูงสุดหมายถึงพระนิพพาน
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก ข้อที่น่าสังเกตคือ ท่านใช้คำว่า “พึงศึกษา” ซึ่งแสดงว่าความสามัคคีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน ต้องรู้จักลดความเห็นแก่ตัว รู้จักฟังผู้อื่น และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ ความสามัคคีที่ท่านสรรเสริญยังต้องควบคู่กับการ “ตั้งอยู่ในธรรม” คือเป็นความพร้อมเพรียงในทางที่ถูกต้องดีงาม
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรระวังในการตีความคือ ความสามัคคีในพระพุทธศาสนามิใช่การรวมกลุ่มกันทำสิ่งที่ผิด การร่วมมือกันเบียดเบียนผู้อื่นหรือทุจริต แม้จะดูเหมือนพร้อมเพรียงกัน ก็ไม่ใช่สามัคคีที่ท่านสรรเสริญ เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนการไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะนั้น ในระดับสูงสุดหมายถึงการดำเนินอยู่บนทางที่นำไปสู่ความพ้นจากกิเลส ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับที่ว่า ผู้อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีและตั้งอยู่ในศีลธรรม ย่อมมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความดีและการฝึกจิตใจ ไม่ถูกความขัดแย้งฉุดให้เสื่อมถอย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลเข้าใจว่าผลแห่งการกระทำย่อมตกแก่ผู้ทำเอง ก็ย่อมเลือกทำดีและละเว้นการทำชั่ว เพราะรู้ว่าดีหรือชั่วที่ได้รับนั้นล้วนมาจากตนเป็นผู้ก่อ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เป็นหลักกรรมที่รู้จักกันแพร่หลาย สอนว่าผลย่อมเป็นไปตามเหตุ ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว คำว่า “ดี” ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรม คือการกระทำที่เกิดจากเจตนาอันไม่ประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง ส่วน “ชั่ว” หมายถึงอกุศลกรรม คือการกระทำที่เกิดจากกิเลสเหล่านั้น
อธิบายบทเชื่อม ๓พระคาถาเต็มขึ้นต้นด้วยอุปมาว่า “ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ หรเต ผลํ” แปลว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ข้อนี้ช่วยให้เข้าใจหลักกรรมได้ชัดเจน ผู้ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ไม่ใช่ได้ผลไม้อื่น เช่นเดียวกับผู้ทำกุศลย่อมได้รับผลที่น่าปรารถนา ผู้ทำอกุศลย่อมได้รับผลที่ไม่น่าปรารถนา และเมล็ดพืชต้องอาศัยเวลาและเหตุปัจจัยจึงจะงอกงามออกผล
อธิบายบทเชื่อม ๓มีผู้กล่าวว่า “ทำดีไม่ได้ดี” เพราะเห็นคนทำดีบางคนยังลำบาก หรือคนทำชั่วบางคนยังรุ่งเรือง ข้อนี้ต้องเข้าใจว่า กรรมให้ผลตามเวลาและเหตุปัจจัย บางกรรมให้ผลในชาตินี้ บางกรรมให้ผลในชาติหน้า บางกรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป อีกประการหนึ่ง “ได้ดี” มิได้หมายถึงทรัพย์หรือชื่อเสียงเสมอไป ผลดีขั้นแรกคือจิตที่ดีขึ้น มีความสบายใจ ไม่ร้อนใจ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น ส่วนทรัพย์ยศที่ได้มาด้วยความชั่วนั้น มิใช่ผลของความชั่ว แต่ความชั่วนั้นก็ยังรอให้ผลอยู่
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่คิดว่ายังมีเวลาเรียนบาลีอีกหลายปี จึงผัดการท่องจำไว้ก่อน เมื่อถึงคราวสอบก็พบว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พระภิกษุที่ตั้งใจว่าจะเจริญภาวนาจริงจังเมื่อพรรษามากขึ้น อาจพบว่าสังขารร่างกายไม่อำนวยเหมือนเมื่อยังหนุ่ม คนทำงานที่ตั้งใจว่าจะหาเวลาอยู่กับพ่อแม่เมื่อหมดภาระ ก็อาจพบว่าท่านชราลงมากแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้แสดงว่าเวลาที่ล่วงไปแล้วย่อมไม่หวนกลับมา
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรพิจารณาเป็นประจำว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ แล้วจัดเวลาให้แก่สิ่งที่มีคุณค่า คือการศึกษา การทำหน้าที่ การดูแลผู้มีพระคุณ และการฝึกจิตของตน ไม่ปล่อยให้วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ การไม่ประมาทในเวลาย่อมทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีสาระ แม้อายุจะสั้นลงทุกวันก็ตาม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้ผู้มีปัญญารักษาจิตของตน โดยชี้ลักษณะของจิตว่า “เห็นได้ยากนัก” เพราะจิตไม่มีรูปร่างให้จับต้อง คนส่วนมากจึงไม่ค่อยรู้ทันความคิดของตนเอง “ละเอียดนัก” เพราะความเปลี่ยนแปลงของจิตเกิดขึ้นอย่างแนบเนียน กิเลสจึงแทรกเข้ามาได้โดยไม่รู้ตัว และ “มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่” คือมักแล่นไปหาสิ่งที่ชอบใจ ส่วนคำว่า “จิตที่คุ้มครองแล้ว” หมายถึงจิตที่มีสติคอยดูแล ไม่ปล่อยให้ความอยากชักพาไปในทางเสียหาย
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า บุตรเศรษฐีผู้หนึ่งออกบวช ครั้นได้ฟังว่ามีข้อที่ภิกษุพึงศึกษาและรักษาอยู่มากมาย ก็รู้สึกว่าตนคงรักษาได้ไม่หมด จึงเกิดความท้อใจอยากลาสิกขา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงตรัสถามว่าเธอจะรักษาเพียงสิ่งเดียวได้หรือไม่ แล้วตรัสสอนให้รักษาจิตของตน เพราะเมื่อรักษาจิตได้ ก็เท่ากับรักษาความประพฤติทั้งปวงไว้ได้ แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ เรื่องนี้แสดงว่า การรักษาจิตเป็นหัวใจของการรักษาศีลและความดีทั้งหลาย
ขยายความบทตั้งการรักษาจิตมิได้หมายถึงการปิดกั้นตนจากโลกหรือไม่รับรู้สิ่งใด แต่หมายถึงการมีสติรู้เท่าทันเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิดเรื่องต่าง ๆ แล้วไม่ปล่อยให้ความยินดียินร้ายชักพาไปทำความชั่ว หลักนี้เรียกว่าการสำรวมอินทรีย์ ความสุขจากจิตที่คุ้มครองแล้วมีตั้งแต่ความสบายใจที่ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะทำผิด จนถึงความสุขสูงสุดคือความหลุดพ้นจากกิเลส ผู้ศึกษาทั่วไปจึงนำมาใช้ได้ทุกวันตามกำลังของตน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจที่โทสะไม่กระทบ ละได้ทั้งบุญและบาป และตื่นอยู่ด้วยสติ ย่อมไม่มีภัยใด ๆ ที่จะคุกคามจิตใจได้อีก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของผู้ที่พ้นจากภัยอย่างแท้จริง คำว่า “จิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ” หมายถึงใจที่ไม่ถูกความกำหนัดยินดีครอบงำ “ใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว” หมายถึงใจที่ความขัดเคืองไม่อาจเข้ามากระทบได้ “ละบุญและบาปได้แล้ว” หมายถึงผู้ที่ละกิเลสอันเป็นเหตุแห่งกรรมดีกรรมชั่วได้หมดสิ้น ส่วน “ตื่นอยู่” หมายถึงความมีสติ ไม่หลับใหลด้วยกิเลส
อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าถึงพระจิตตหัตถเถระ ท่านเป็นผู้บวชแล้วสึกหลายครั้ง เพราะจิตยังไม่มั่นคง ภายหลังเกิดความสังเวชใจอย่างแรงกล้าจึงออกบวชอีก และบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตตผล เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวถึงท่านด้วยความสงสัย พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อก่อนจิตของเธอยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม แต่บัดนี้เธอละบุญและบาปได้แล้ว แล้วทรงแสดงคาถานี้
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อที่ต้องระวังในการตีความคือคำว่า “ละบุญและบาปได้แล้ว” ข้อนี้เป็นลักษณะของพระอรหันต์ ซึ่งละกิเลสได้หมดแล้ว การกระทำของท่านจึงไม่เป็นกรรมที่ให้ผลเป็นการเกิดใหม่อีก มิได้หมายความว่าคนทั่วไปควรเลิกทำบุญ หรือถือว่าบุญกับบาปเสมอกัน สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ละบาปและบำเพ็ญบุญ เพราะบุญเป็นเครื่องชำระจิตและเกื้อหนุนการปฏิบัติ ผู้ศึกษาทั่วไปนำบทนี้มาใช้ได้ในระดับการฝึกสติ ไม่ปล่อยให้ราคะและโทสะครอบงำใจ ความหวาดกลัวและความเดือดร้อนใจย่อมลดลงตามส่วน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลยังห่วงอนาคตและอาลัยอดีต ใจย่อมหวั่นไหวไม่มีที่ยืน แต่เมื่อไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านั้น และเห็นความสงัดในผัสสะ ย่อมมั่นคงไม่ถูกทิฏฐิพาไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของผู้มีจิตสงบว่า ไม่เกาะเกี่ยวด้วยความอยากในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งเป็นผู้ “เห็นความสงัดในผัสสะทั้งหลาย” คือเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ ก็เห็นว่าผัสสะนั้นว่างจากตัวตนที่ควรยึดถือ จึงไม่ถูกทิฏฐิ (ความเห็นที่ยึดไว้) ชักนำไป
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในอัฏฐกวรรคแห่งสุตตนิบาต ในหมวดคาถาที่ทรงแสดงว่า บุคคลผู้เช่นไรจึงเรียกว่าผู้สงบ และคาถานี้ยังได้รับการอธิบายไว้ในมหานิทเทส บริบทเช่นนี้ชี้ว่า ความสงบที่ทรงหมายถึงมิใช่ความเฉยชาต่อชีวิต แต่เป็นความไม่ถูกกิเลสดึงไปทั้งทางอดีตและอนาคต และไม่ถูกความเห็นที่ยึดมั่นผูกมัดไว้
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรระวังในการตีความคือ “ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง” มิได้หมายความว่าไม่วางแผนหรือไม่เตรียมการใด ๆ แต่หมายถึงไม่ผูกใจด้วยตัณหา หวังหรือกังวลต่ออนาคตจนเป็นทุกข์ ส่วน “ไม่เศร้าโศกถึงอดีต” ก็มิได้หมายความว่าไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด แต่ไม่จมอยู่กับความเสียดายและความหลัง ความสงบในระดับบริบูรณ์เป็นคุณของพระอรหันต์ผู้ละตัณหาและทิฏฐิได้สิ้นเชิง ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาฝึกได้ในระดับการมีสติอยู่กับปัจจุบัน และการไม่ยึดมั่นความเห็นของตนจนปิดใจรับฟังผู้อื่น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๓กามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก และมีพิษมาก เปรียบเหมือนก้อนเหล็กที่ร้อนจัด ผู้ใดยึดไว้ย่อมถูกแผดเผาให้เดือดร้อน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของกาม คำว่า “กาม” ในที่นี้หมายถึงวัตถุกาม คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา และกิเลสกาม คือความใคร่ความติดใจในสิ่งเหล่านั้น กามเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก และมีพิษมาก เปรียบเหมือนก้อนเหล็กที่ร้อนจัด ผู้ใดจับไว้ย่อมถูกความร้อนแผดเผา กามจึงเป็นต้นเค้าแห่งความคับแค้น (อฆะ) และมีทุกข์เป็นผล
อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในเถรีคาถา เป็นคำของพระเถรีที่แสดงโทษของกามให้ผู้อื่นเห็น เพื่อชี้ว่าเหตุใดท่านจึงเลือกทางบรรพชาแทนการครองเรือน อุปมาก้อนเหล็กร้อนชี้ให้เห็นว่า แม้กามจะดูน่าปรารถนา แต่เมื่อยึดถือไว้ ก็นำความเร่าร้อนมาให้ ทั้งในเวลาแสวงหา เวลารักษา และเวลาพลัดพราก
อธิบายบทเชื่อม ๓การพิจารณาโทษของกามเช่นนี้สัมพันธ์กับหลักอนุปุพพีกถา ที่แสดงกามาทีนวะ คือโทษของกาม และเนกขัมมานิสงส์ คืออานิสงส์ของการออกจากกาม ในระดับสูงสุด ผู้ปฏิบัติย่อมละความกำหนัดในกามได้ด้วยมรรคญาณ ส่วนคฤหัสถ์ผู้ยังครองเรือนย่อมยังต้องเกี่ยวข้องกับกาม จึงนำมาใช้ได้ในระดับของการรู้จักประมาณ สันโดษในสิ่งที่ตนมี ไม่แสวงหากามในทางผิดศีล และรู้เท่าทันว่ากามไม่อาจให้ความสุขที่ยั่งยืน ทั้งนี้โดยไม่ลดความหมายเดิมที่ว่ากามเป็นทุกข์โดยแท้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ถูกยั่วยุให้โกรธ หากมีสติรู้ทันก็ไม่พูดคำที่ทำให้ต้องเสียใจภายหลัง นักเรียนที่เห็นเพื่อนชวนไปทำสิ่งที่ผิดระเบียบ หากรู้ทันใจที่อยากตามเพื่อน ก็กล้าปฏิเสธได้ คนทำงานที่มีโอกาสทุจริตโดยไม่มีใครรู้ หากคุ้มครองจิตไว้ได้ ก็รักษาความซื่อสัตย์และความสงบใจของตนไว้ได้
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกสังเกตจิตของตนอยู่เสมอ ว่าขณะนี้กำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไร และกำลังถูกสิ่งใดชักจูง เมื่อรู้ว่าจิตเริ่มแล่นไปในทางไม่ดี ก็ดึงกลับมาด้วยสติและเหตุผล การรักษาจิตเพียงอย่างเดียวนี้ย่อมช่วยให้การกระทำและคำพูดดีงามตามไปด้วย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ