| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ กุสเลน ปหียติ โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา | ๒ |
| ๒ | ๒๕๖๕ | สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน วิหึสติ อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ | ๒ |
| ๓ | ๒๕๖๔ | อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม | ๒ |
| ๔ | ๒๕๖๓ | ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา | ๒ |
| ๕ | ๒๕๖๓ | อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร ทีฆายุ ยสวา โหติ ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชติ | ๒ |
| ๖ | ๒๕๖๑ | อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย | ๒ |
| ๗ | ๒๕๖๐ | เอโกปิ สทฺโธ เมธาวี อสฺสทฺธานํ จ ญาตินํ ธมฺมฏฺโฐ สีลสมฺปนฺโน โหติ อตฺถาย พนฺธุนํ | ๒ |
| ๘ | ๒๕๕๙ | อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ อายุ ขียติ มจฺจานํ กุนฺนทีนํว โอทกํ | ๒ |
| ๙ | ๒๕๕๘ | อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ ทุสฺสีโล ลภเต นโร วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ สทา ลภติ สีลวา | ๒ |
| ๑๐ | ๒๔๙๒ | ยา กาจิมา ทุคฺคติโย อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ อวิชฺชามูลกา สพฺพา อิจฺฉาโลภสมุสฺสยา | ๒ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๘ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ให้กำลังใจแก่ผู้ที่เคยทำผิดพลาดว่า แม้เคยทำกรรมชั่วมาแล้ว หากกลับตัวได้และบำเพ็ญกุศลอย่างจริงจัง ความดีนั้นย่อมปิดกั้นความชั่วเสียได้ คำว่า “ละเสียได้ด้วยกรรมดี” ตามศัพท์บาลีหมายถึง ถูกปิดไว้ด้วยกุศล ผู้เช่นนี้ย่อมทำให้โลกสว่างไสวด้วยคุณความดีของตน เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอกแล้วส่องแสงได้เต็มที่
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มาในอังคุลิมาลสูตร และในโลกวรรค คัมภีร์ธรรมบท เรื่องเกี่ยวกับพระองคุลิมาล ซึ่งก่อนบวชเคยเป็นโจรร้ายที่ฆ่าคนจำนวนมาก ต่อมาได้พบพระพุทธเจ้า กลับใจออกบวช และบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหัต พระคาถานี้แสดงว่า ผู้ที่เคยหลงผิดอย่างร้ายแรง ยังสามารถกลับมาเป็นผู้มีคุณประโยชน์และเป็นแสงสว่างแก่โลกได้ เมื่อหันมาดำเนินตามทางที่ถูกต้อง
ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความคือ สุภาษิตนี้มิได้สอนว่าทำชั่วแล้วเอาความดีไปหักลบได้ทุกอย่างราวกับบัญชี และมิได้สอนว่ากรรมชั่วสูญไปโดยไม่มีผลเลย แม้พระองคุลิมาลเองก็ยังได้รับผลกรรมบางอย่างในชีวิตนั้น สาระสำคัญคือ เมื่อความดีมีกำลังมากกว่า ความชั่วที่ทำไว้ย่อมถูกปิดบังไม่ให้มีโอกาสครอบงำชีวิต และในระดับโลกุตตระ เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้ว ก็พ้นจากวัฏฏะอันเป็นที่ให้ผลของกรรม ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในแง่การไม่สิ้นหวัง และการตั้งใจสร้างความดีต่อเนื่อง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่เลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยทรัพย์ที่หามาโดยชอบและด้วยความเอาใจใส่ ย่อมได้รับการสรรเสริญจากบัณฑิตในโลกนี้ และบันเทิงในสวรรค์เมื่อละโลกไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “เลี้ยงมารดาบิดา” มิได้หมายถึงการให้ปัจจัยสี่เท่านั้น แต่รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ รับฟัง และทำให้ท่านสบายใจ ส่วนคำว่า “โดยธรรม” หมายถึงเลี้ยงด้วยทรัพย์ที่หามาโดยสุจริตและด้วยวิธีที่ชอบธรรม พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของการเลี้ยงดูมารดาบิดาไว้ ๒ ระดับ คือ ในโลกนี้ได้รับการยกย่องจากบัณฑิต และเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก หมวดมหานิบาต ซึ่งมีเรื่องสุวรรณสามชาดกเป็นแบบอย่างของบุตรผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยความกตัญญูที่รู้จักกันดี ในพระสูตรทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงยกย่องมารดาบิดาว่าเป็นพรหมของบุตร และตรัสว่าอุปการะของท่านมีมากจนตอบแทนได้ยาก ผู้ที่จะตอบแทนได้อย่างแท้จริงคือผู้ที่ชักนำท่านให้ตั้งอยู่ในศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา การบำรุงมารดาบิดายังจัดเป็นมงคลข้อหนึ่งในมงคล ๓๘ ด้วย
อธิบายบทเชื่อม ๑ในสิงคาลกสูตร ทรงแสดงว่ามารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า และบุตรพึงปฏิบัติต่อท่าน ๕ สถาน คือ ท่านเลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ ทำกิจของท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติตนให้เหมาะสมที่จะรับทรัพย์มรดก และเมื่อท่านล่วงลับแล้วทำบุญอุทิศให้ ควรเข้าใจว่า การกล่าวถึงสวรรค์ในบทนี้เป็นการแสดงผลของกุศลกรรม มิใช่ให้เลี้ยงดูท่านเพื่อหวังผลตอบแทน การเลี้ยงดูที่แท้เกิดจากความกตัญญูกตเวที และคำว่า “โดยธรรม” ก็เตือนว่า การหาทรัพย์มาเลี้ยงท่านด้วยวิธีทุจริตไม่ใช่การปฏิบัติที่ท่านสรรเสริญ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลสั่งสมคุณธรรมไว้ในตน ชื่อเสียงความดีย่อมแผ่ไปไกลโดยไม่ต้องป่าวประกาศ แต่ถ้าปราศจากคุณธรรมแล้ว แม้นั่งอยู่ตรงหน้าก็ไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิงไปในยามค่ำคืน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “สัตบุรุษ” หมายถึงคนดี ผู้สงบ ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ส่วน “อสัตบุรุษ” คือคนที่ไม่ประกอบด้วยคุณธรรมเช่นนั้น พุทธภาษิตบทนี้เปรียบว่า คุณความดีของสัตบุรุษย่อมปรากฏแม้แก่ผู้อยู่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ซึ่งสูงใหญ่และมีหิมะขาวโพลน มองเห็นได้แต่ไกล ส่วนอสัตบุรุษ แม้อยู่ใกล้ในที่นี้เอง ก็ไม่ปรากฏคุณค่าให้ใครเห็น เหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน ไม่มีใครมองเห็นว่าไปตกที่ใด
อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท พระคาถานี้ตรัสปรารภนางจูฬสุภัททา ธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ไปอยู่ในตระกูลของสามีซึ่งอยู่ห่างไกลและมิได้นับถือพระรัตนตรัย นางมีศรัทธามั่นคง ได้กล่าวถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และทูลอาราธนาพระพุทธองค์ด้วยใจเลื่อมใส พระพุทธองค์ก็เสด็จไปโปรด ทำให้ครอบครัวนั้นหันมาเลื่อมใส เรื่องนี้แสดงว่าความดีและศรัทธาของผู้มีคุณธรรมย่อมปรากฏไปถึงที่ไกลได้
อธิบายบทเชื่อม ๒คำว่า “ปรากฏ” ในที่นี้มิได้หมายถึงการมีชื่อเสียงโด่งดังแบบที่คนทั่วไปแสวงหา แต่หมายถึงคุณธรรมที่สั่งสมไว้ย่อมเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่พึ่ง และเป็นที่เคารพของผู้ได้พบเห็นหรือได้ยินถึง ผู้ศึกษาไม่ควรตีความว่าต้องทำดีเพื่อให้คนรู้ และไม่ควรเข้าใจว่าคนดีทุกคนจะมีชื่อเสียงในทันที บางครั้งความดีต้องใช้เวลาจึงปรากฏ ส่วนอสัตบุรุษ แม้จะมีตำแหน่งหรือทรัพย์ อยู่ท่ามกลางผู้คน ก็ไม่เป็นที่ระลึกถึงด้วยความเคารพ เพราะไม่มีคุณธรรมให้ยึดถือ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่เคยเกียจคร้านจนสอบตก หากตั้งใจใหม่ ขยันท่องบ่นและทำกิจวัตรสม่ำเสมอ ก็อาจกลายเป็นแบบอย่างแก่รุ่นน้องได้ ผู้ที่เคยติดอบายมุขจนครอบครัวเดือดร้อน เมื่อเลิกได้และหันมาทำงานสุจริต ดูแลพ่อแม่และลูกหลาน ย่อมกลับเป็นที่พึ่งของครอบครัว นักเรียนที่เคยรังแกเพื่อน หากสำนึกผิด ขอโทษ และหันมาช่วยเหลือผู้อื่น ก็ทำให้สภาพแวดล้อมในห้องเรียนดีขึ้น
สรุปสรุปความว่า เราจึงไม่ควรท้อแท้กับความผิดพลาดในอดีต แต่ควรยอมรับผิด แก้ไขเท่าที่ทำได้ ตั้งใจไม่ทำซ้ำ และเพียรสร้างกุศลให้มากขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกันก็ควรเปิดโอกาสให้ผู้อื่นที่กลับตัวแล้วได้เริ่มต้นใหม่ ไม่ตอกย้ำอดีตของเขา สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สัตว์ทั้งหลาย” ครอบคลุมทั้งมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ส่วน “อาชญา” ในที่นี้หมายถึงท่อนไม้หรือเครื่องประหารที่ใช้ทำร้าย และ “ละไปแล้ว” หมายถึงหลังจากตายแล้ว สุภาษิตนี้เตือนว่า การแสวงหาความสุขให้ตนด้วยการเบียดเบียนชีวิตอื่นเป็นกรรมชั่ว และไม่นำไปสู่ความสุขในโลกหน้า
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังใช้ไม้ตีงู เมื่อทรงถามถึงเหตุที่ทำเช่นนั้น เด็กตอบว่าเพราะกลัวงูกัด พระองค์จึงตรัสสอนว่า ผู้ปรารถนาความสุขแก่ตนไม่ควรทำร้ายสัตว์อื่น แล้วทรงแสดงพระคาถานี้ เรื่องดังกล่าวชวนให้พิจารณาว่า เรารักชีวิตและไม่อยากเจ็บปวดฉันใด ชีวิตอื่นก็ต้องการความสุขและไม่อยากถูกทำร้ายฉันนั้น
ขยายความบทตั้งผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นอาจได้รับความพอใจหรือประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ความพอใจนั้นเกิดขึ้นบนความทุกข์ของอีกฝ่าย ทั้งยังอาจก่อความหวาดกลัว ความขัดแย้ง และความบาดหมาง การทำร้ายจนเคยชินยังอาจทำให้มองข้ามความเจ็บปวดของผู้อื่นได้ง่ายขึ้น เราจึงควรฝึกเมตตาและพิจารณาว่า สิ่งที่กำลังทำเพื่อความสุขของตนนั้นสร้างความเดือดร้อนแก่ใครหรือไม่
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลเห็นใจผู้อื่นว่ารักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับตน จึงแสวงหาความสุขโดยไม่ทำร้ายใคร ความสุขนั้นย่อมบริสุทธิ์ไร้เวร และเขาย่อมได้สุขแม้เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เรารู้จักแสวงหาความสุขด้วยความเมตตา เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น เราไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเรา ก็ไม่ควรทำร้ายใครเพื่อให้ตนมีความสุข
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้เป็นคู่กับบทที่กล่าวถึงโทษของการเบียดเบียน ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระพุทธองค์ทรงสอนเด็กที่ใช้ไม้ตีงูเพราะกลัวงูกัด ให้เห็นว่า ผู้ปรารถนาความสุขแก่ตนไม่ควรทำร้ายชีวิตอื่น ข้อนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การอยากมีความสุขไม่ใช่สิ่งผิด แต่เราต้องรู้จักเลือกทางที่จะได้ความสุขนั้นมา หากได้มาแล้วผู้อื่นต้องเจ็บปวด ต้องหวาดกลัว หรือต้องเดือดร้อน ก็ควรหยุดคิดว่า เรากำลังสร้างสุขหรือกำลังสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้แก่กัน
อธิบายบทเชื่อม ๑ความสุขจากการไม่เบียดเบียน เริ่มได้ที่ความสบายใจของเราเอง เมื่อไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่คิดเอาความเจ็บปวดของใครมาเป็นความสนุก เราก็มีเหตุให้ระลึกถึงความประพฤติของตนด้วยใจที่ไม่เดือดร้อน แม้ไม่อาจทำให้ทุกคนรักเราได้ แต่เราก็เลือกได้ว่าจะไม่สร้างความบาดหมางด้วยการเบียดเบียนเขา ความเมตตาและความสุจริตยังช่วยให้การอยู่ร่วมกันมีความไว้วางใจ ส่วนผลในภายหน้านั้น พระคาถาตรัสไว้ว่า ผู้แสวงหาสุขโดยไม่เบียดเบียน เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมได้สุข
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่คอยหาข้ออ้างเพื่อทอดทิ้งการงาน ว่าอากาศหนาวนักบ้าง ร้อนนักบ้าง หรือเย็นเสียแล้วบ้าง ย่อมพลาดประโยชน์ที่ควรได้ เพราะโอกาสและเวลาไม่เคยรอใคร สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่หาข้ออ้างเพื่อเลื่อนหรือละทิ้งงานอยู่เสมอ ย่อมพลาดประโยชน์ที่ควรได้ เพราะโอกาสและเวลาไม่รอใคร
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในสิงคาลกสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สิงคาลกมาณพ โดยกล่าวถึงโทษของความเกียจคร้านไว้ว่า คนเกียจคร้านมักอ้างว่า หนาวนักบ้าง ร้อนนักบ้าง เย็นแล้วบ้าง เช้าเกินไปบ้าง หิวนักบ้าง อิ่มนักบ้าง แล้วไม่ทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ทรัพย์ที่เกิดแล้วก็หมดไป ข้ออ้างเหล่านี้ฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่แท้จริงเป็นเครื่องปิดบังความเกียจคร้านในใจ
อธิบายบทเชื่อม ๒ข้ออ้างของคนเกียจคร้านมีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีวันหมด เพราะเมื่อพ้นจากความหนาว ก็จะพบความร้อน เมื่อพ้นจากความร้อน ก็จะถึงเวลาเย็น หากรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงลงมือทำ ก็อาจไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนเมื่อเหนื่อยหรือเจ็บป่วยจริงเป็นสิ่งจำเป็น พุทธภาษิตบทนี้มุ่งเตือนเรื่องการใช้ข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่ มิใช่ห้ามการดูแลสุขภาพของตน
ตัวอย่างในชีวิตเมื่อนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน เราควรหลีกเลี่ยงการรังแกสัตว์เพื่อความสนุก การล้อเลียนเพื่อนให้ได้รับความอับอาย หรือการเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ แม้การกระทำเหล่านี้มีรูปแบบต่างกัน แต่ล้วนทำให้เห็นว่า ความสุขของเราไม่ควรสร้างขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่น หากจำเป็นต้องป้องกันตนเอง ก็ควรตั้งสติ หาทางออกจากอันตรายหรือขอความช่วยเหลือ และหลีกเลี่ยงการทำร้ายเกินจำเป็นหรือการตอบโต้ด้วยความสะใจ
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาความสุขจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า ผู้อื่นก็รักสุขและไม่ต้องการทุกข์เช่นเดียวกับตน ก่อนคิด พูด หรือทำสิ่งใด ควรพิจารณาว่าจะเบียดเบียนใครหรือไม่ แล้วเลือกวิธีที่สุจริตและมีเมตตา การไม่เบียดเบียนช่วยเกื้อหนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และเป็นการเว้นจากกรรมชั่วที่นำความทุกข์มาให้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้ผู้ที่จะสอนผู้อื่นปฏิบัติตามสิ่งที่ตนสอนก่อน เพราะคำสอนจะมีน้ำหนักเมื่อผู้สอนทำได้จริง และเตือนให้เห็นว่าการฝึกตนเองเป็นเรื่องยากกว่าการบอกให้ผู้อื่นทำ
ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท สุภาษิตนี้เกี่ยวกับพระปธานิกติสสเถระ ท่านเตือนภิกษุหนุ่มทั้งหลายให้ตั้งใจบำเพ็ญเพียร แต่ตนเองกลับนอนหลับในเวลาที่ควรปฏิบัติ ภิกษุเหล่านั้นจึงพักผ่อนไม่เพียงพอและปฏิบัติไม่ก้าวหน้า พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า ผู้สอนควรทำตนให้ได้อย่างที่สอนก่อน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การสอนโดยไม่ทำเอง นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย
ขยายความบทตั้งการฝึกตนยากเพราะเราเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนเองได้ยาก และความเคยชินในใจก็ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การบอกให้คนอื่นเลิกนิสัยไม่ดีใช้เพียงคำพูด แต่การเลิกนิสัยนั้นในตนเองต้องใช้ความอดทน สติ และความเพียรต่อเนื่อง ผู้ที่ฝึกตนได้แล้วจึงเข้าใจความยากของการเปลี่ยนแปลง และสามารถแนะนำผู้อื่นได้อย่างเห็นใจและได้ผล
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ย่อมไม่ละทิ้งประโยชน์ของตน คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ เพียงเพราะมัวไปทำประโยชน์อื่นจนตนเองเสียหาย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “พล่า” หมายถึงทำให้เสียไปหรือละทิ้งไป ส่วน “ประโยชน์ของตน” ในที่นี้หมายถึงประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ไม่ทิ้งหน้าที่หลักของตนเพื่อไปทำเรื่องอื่นจนตนเองเสียหาย
อธิบายบทเชื่อม ๑ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระอัตตทัตถเถระ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าจะปรินิพพาน ภิกษุจำนวนมากพากันมาห้อมล้อมเฝ้าพระองค์ แต่พระเถระตั้งใจเร่งปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลก่อน พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า การปฏิบัติตามธรรมนั้นเป็นการบูชาพระศาสดาอย่างแท้จริง เรื่องนี้แสดงว่า ประโยชน์ของตนที่สุภาษิตกล่าวถึง มิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุหรือความเห็นแก่ตัว แต่หมายถึงการทำหน้าที่สำคัญของตนให้สำเร็จ
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนให้ละเลยการช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธศาสนาสอนทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น แต่ผู้ที่ยังไม่พัฒนาตนเองย่อมช่วยผู้อื่นได้จำกัด เหมือนผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นย่อมช่วยคนจมน้ำได้ยาก การพัฒนาตนจึงเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างได้ผลและยั่งยืน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลจะแนะนำพร่ำสอนผู้อื่น หากตนเองยังประพฤติไม่ได้ตามที่สอน ย่อมถูกติเตียนและเสื่อมเสีย แต่หากตั้งตนไว้ในความดีก่อน คำสอนนั้นก็ย่อมมีน้ำหนักและตนก็ไม่มัวหมอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “คุณอันสมควร” หมายถึงความประพฤติและคุณธรรมที่เหมาะแก่ฐานะและสิ่งที่ตนจะสอน ส่วน “ไม่มัวหมอง” หมายถึงไม่ถูกติเตียน ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง และไม่เดือดร้อนใจ พุทธภาษิตบทนี้สอนลำดับที่ถูกต้อง คือ ปรับปรุงตนก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่น
อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระอุปนันทะ ซึ่งเป็นผู้แสดงธรรมเรื่องความมักน้อยสันโดษได้ไพเราะ แต่ตนเองกลับมีความโลภในปัจจัย เมื่อความจริงปรากฏ จึงถูกติเตียน พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน เรื่องนี้ชี้ว่า ความสามารถในการพูดหรือการสอน หากไม่มีความประพฤติรองรับ ย่อมนำความมัวหมองมาสู่ผู้สอนเอง
อธิบายบทเชื่อม ๒สุภาษิตบทนี้ใกล้เคียงกับบทที่สอนว่า “ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึงทำตนฉันนั้น” แต่เน้นเรื่องผลที่เกิดกับผู้สอน คือความมัวหมองหรือความบริสุทธิ์ใจของตน ผู้ที่ตั้งตนไว้ในความดีก่อน เมื่อสอนผู้อื่นย่อมพูดได้เต็มปาก ไม่ต้องกลัวว่าผู้ฟังจะย้อนถามถึงความประพฤติของตน และคำสอนนั้นก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกอ่านหนังสือ แต่ตนเองใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์ทั้งวัน ย่อมสอนลูกได้ยาก ครูที่สอนให้นักเรียนตรงต่อเวลา ควรมาสอนตรงเวลาเสียก่อน หัวหน้างานที่ขอให้ลูกน้องซื่อสัตย์ ย่อมต้องซื่อสัตย์ให้เห็นเป็นตัวอย่าง การทำให้ดูจึงเป็นการสอนที่มีพลังมากกว่าคำพูด
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการชักชวนผู้อื่นให้ทำความดี จึงควรเริ่มจากการฝึกตนเองอย่างจริงจัง เมื่อทำได้แล้วจึงแนะนำผู้อื่นด้วยความเข้าใจและความเมตตา สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เตือนถึงโทษของการคอยจับผิดผู้อื่น คำว่า “อาสวะ” หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน ในพระสูตรโดยมากจำแนกไว้ ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ผู้ที่เห็นแต่โทษผู้อื่นและมักเพ่งโทษเป็นนิจ ย่อมทำให้อาสวะเหล่านี้เพิ่มพูน และยังห่างไกลจากความสิ้นอาสวะ คือพระอรหัตผลและนิพพาน
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องภิกษุรูปหนึ่งที่ได้ชื่อว่าอุชฌานสัญญีเถระ เพราะมักเที่ยวกล่าวติเตียนภิกษุอื่นว่าทำสิ่งนั้นผิด ทำสิ่งนี้ไม่ถูก พระศาสดาทรงทราบ จึงตรัสสอนให้เห็นโทษของการเพ่งโทษผู้อื่น และทรงแสดงพระคาถานี้ ชี้ว่าผู้ที่ใจจดจ่ออยู่กับความผิดของผู้อื่น ย่อมไม่ได้ขัดเกลากิเลสของตน
ขยายความบทตั้งข้อที่ควรแยกให้ชัดคือ การเพ่งโทษต่างจากการตักเตือนด้วยความหวังดี ในพระวินัย ภิกษุผู้จะโจทหรือตักเตือนผู้อื่นควรมีคุณสมบัติ เช่น พูดในเวลาที่ควร พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดประกอบด้วยประโยชน์ และมีเมตตาจิต การเพ่งโทษนั้นเกิดจากใจที่ขุ่นเคืองหรือต้องการยกตนข่มท่าน จึงเป็นเหตุให้ทิฏฐิมานะและโทสะงอกงาม ส่วนการตักเตือนที่ถูกต้องเกิดจากความปรารถนาดีเพื่อความเจริญของผู้อื่นและหมู่คณะ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลหลงใหลในกามโดยไม่เห็นโทษ ย่อมถูกความเร่าร้อนแผดเผาเหมือนผู้ที่ไปจับต้องงูพิษ ผู้มีปัญญาจึงพิจารณาเห็นภัยของกามแล้วไม่ปล่อยใจให้หมกมุ่นอยู่ในสิ่งนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของกาม คำว่า “กาม” หมายถึงทั้งวัตถุกาม คือสิ่งที่น่าใคร่ และกิเลสกาม คือความใคร่ในสิ่งเหล่านั้น ที่ว่า “เผ็ดร้อน” หมายความว่า แม้กามจะให้ความเพลิดเพลินในเบื้องต้น แต่ผลที่ตามมามักเป็นความเร่าร้อน ส่วนที่เปรียบ “เหมือนงูพิษ” เพราะเป็นของที่ดูน่าจับต้อง แต่อาจทำร้ายผู้ประมาทได้ ผู้โง่ที่หมกมุ่นจนประพฤติผิดย่อมได้รับทุกข์ยาวนาน
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในเถรีคาถา เป็นคำของพระสุเมธาเถรี ซึ่งกล่าวแสดงโทษของกามเพื่อยืนยันความตั้งใจจะออกบวช แทนการครองเรือนตามที่ครอบครัวจัดไว้ ความหมายเชิงหลักธรรมคือ ผู้ที่เห็นโทษของกามอย่างแท้จริงย่อมไม่หลงไปกับความน่าใคร่ภายนอก แต่มองเห็นทุกข์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง เหมือนผู้รู้ว่างูพิษแม้มีลวดลายงามก็ไม่ควรเข้าใกล้โดยประมาท
อธิบายบทเชื่อม ๑ในการตีความควรระวังไม่ให้เกินตัวบท คำว่า “ต้องทุกข์ยากอยู่ในนรก” ในที่นี้กล่าวถึงผู้ที่ “หมกมุ่น” ในกามจนประพฤติผิดศีลผิดธรรม ไม่ได้หมายความว่าคฤหัสถ์ทุกคนที่ยังบริโภคกามโดยชอบธรรมจะต้องตกนรก สำหรับบรรพชิต การละกามเป็นทางตรงแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ส่วนคฤหัสถ์ใช้หลักนี้ในระดับการรู้จักประมาณ รักษาศีลโดยเฉพาะข้อกาเมสุมิจฉาจาร และพิจารณาโทษของกามเพื่อไม่ให้ความอยากครอบงำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่บำเพ็ญธรรมทั้งสองอย่างจนถึงฝั่งคือความบริบูรณ์แล้ว ย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง และกิเลสเครื่องตรึงทั้งปวงย่อมหมดสิ้นไปจากผู้รู้นั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณของผู้ที่ฝึกจิตจนถึงที่สุด คำว่า “พราหมณ์” ในที่นี้มิได้หมายถึงผู้เกิดในวรรณะพราหมณ์ แต่หมายถึงผู้ลอยบาปได้แล้ว คือพระอรหันต์ “ถึงฝั่ง” (ปารคู) หมายถึงบำเพ็ญจนบริบูรณ์ถึงที่สุด ส่วน “กิเลสเครื่องตรึง” (สังโยคะ) หมายถึงกิเลสที่ผูกประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ เมื่อผู้นั้นรู้แจ้งแล้ว กิเลสเหล่านั้นย่อมดับไป ตั้งอยู่ในใจของท่านไม่ได้อีก
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้อยู่ในพราหมณวรรคแห่งคัมภีร์ธรรมบท อรรถกถาอธิบายว่า “ธรรม ๒ อย่าง” ได้แก่ สมถะ คือการฝึกจิตให้สงบตั้งมั่น และวิปัสสนา คือการเจริญปัญญาให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง ผู้ศึกษาชั้นโทพึงสังเกตว่า ธรรมทั้งสองนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน สมถะเป็นฐานให้จิตมีกำลัง วิปัสสนาเป็นเครื่องตัดกิเลส เมื่อบำเพ็ญทั้งสองอย่างจนบริบูรณ์ จึงเรียกว่าถึงฝั่งในธรรม ๒ อย่าง
อธิบายบทเชื่อม ๒ความหมายเต็มของพุทธภาษิตบทนี้เป็นระดับโลกุตตระ คือการละกิเลสได้เด็ดขาดของพระอรหันต์ ผู้ศึกษาไม่ควรตีความลดลงเพียงว่า “เรียนเก่งสองวิชาแล้วหมดปัญหา” อย่างไรก็ดี ในระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ คือการเห็นว่าการปฏิบัติธรรมต้องอาศัยทั้งความสงบและความรู้เท่าทัน ใจที่สงบแต่ไม่พิจารณาก็ยังไม่อาจถอนความยึดติดได้ ส่วนการคิดพิจารณาโดยใจไม่ตั้งมั่นก็มักฟุ้งซ่านไม่ลึกซึ้ง ทั้งสองจึงต้องเกื้อกูลกันไป
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด หากคอยจับผิดกันเรื่องเล็กน้อย ก็ย่อมเกิดความระแวงและขาดความสามัคคี แต่ถ้าหันมาตรวจตนเองก่อน ความสงบก็เกิดขึ้น คนทำงานที่ชอบวิจารณ์เพื่อนร่วมงานลับหลัง ย่อมสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีและไม่ได้พัฒนาตน ในครอบครัว ผู้ที่เห็นแต่ข้อเสียของคนในบ้าน ย่อมมองข้ามความดีที่อีกฝ่ายทำอยู่ทุกวัน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหันมาตรวจดูความผิดของตนให้มากกว่าจ้องมองความผิดของผู้อื่น เมื่อเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่น ก็ใช้เป็นบทเรียนเตือนใจตน หากจำเป็นต้องตักเตือน ก็ทำด้วยเมตตาและในเวลาที่เหมาะสม การหมั่นขัดเกลาใจตนเช่นนี้ย่อมทำให้กิเลสเบาบางลงเป็นลำดับ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “สิ่งที่เลิศ” (อคฺค) “สิ่งที่ดี” (วร) และ “สิ่งที่ประเสริฐ” (เสฏฺฐ) หมายถึงของที่ดีมีคุณภาพ ไม่ใช่ของเหลือใช้หรือของที่ตนไม่ต้องการแล้ว ส่วน “ยศ” หมายถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง และบริวารที่ดี สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้ให้ทานด้วยของดีด้วยใจเลื่อมใส ย่อมได้รับผลดีอันสมควรแก่ทานนั้นในภพที่ตนไปเกิด
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้อยู่ในหมวดทาน อันเป็นบุญกิริยาวัตถุข้อแรกที่ผู้ศึกษาคุ้นเคยตั้งแต่ชั้นตรี คำสอนนี้แสดงหลักกรรมว่า ผลย่อมสมควรแก่เหตุ ผู้ให้ของที่ดีเลิศย่อมได้รับสิ่งที่ดีเลิศตอบแทน ทั้งอายุยืนและยศ ทั้งนี้ ทานที่มีผลมากมิได้ขึ้นอยู่กับราคาของสิ่งของเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้ให้ ความบริสุทธิ์ของสิ่งที่ให้ซึ่งได้มาโดยชอบธรรม และความเหมาะสมของผู้รับด้วย ท่านยังสอนให้รักษาเจตนาให้ผ่องใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว ไม่ให้เสียดายหรือเดือดร้อนใจภายหลัง
ขยายความบทตั้งคำว่า “สิ่งที่เลิศ” จึงควรเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ตนสามารถให้ได้ตามกำลังของตน ผู้มีทรัพย์น้อยก็ให้ของดีในขนาดของตนได้ ไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนตนหรือครอบครัวเพื่อให้ได้ของราคาแพง นอกจากอามิสทานแล้ว ธรรมทาน คือการให้ความรู้ที่ถูกต้องและคำแนะนำที่ดี ก็เป็นทานที่ประเสริฐ ส่วนผลคืออายุยืนและยศนั้น เป็นผลของบุญตามหลักกรรม แต่ไม่ควรให้เพียงเพราะหวังผลตอบแทน ควรให้เพื่อลดความตระหนี่ เพื่ออนุเคราะห์ผู้อื่น และเพื่อขัดเกลาจิตใจของตนให้ประณีตยิ่งขึ้น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ให้ทานในวัตถุและเขตบุญอันเลิศ ย่อมได้บุญอันเลิศ และคุณอันเลิศทั้งหลาย คือ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุข และกำลัง ย่อมเจริญขึ้นแก่เขา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า ผลของทานมิได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และความประเสริฐของสิ่งที่ตนให้และผู้รับทานด้วย คำว่า “วัตถุอันเลิศ” ในที่นี้ หมายเอาเขตบุญ (ผู้รับที่เป็นที่ตั้งแห่งบุญ) อันประเสริฐ เมื่อบุคคลให้ทานในเขตบุญเช่นนั้นด้วยจิตเลื่อมใส บุญที่เกิดขึ้นย่อมเป็นบุญอันเลิศ และส่งผลเป็นอายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) ยศ เกียรติ สุข และกำลัง อันเลิศตามไปด้วย
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้อยู่ในพระสูตรที่แสดงเรื่องความเลื่อมใสอันเลิศ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศ พระธรรมเป็นสิ่งเลิศ และพระสงฆ์สาวกของพระองค์เป็นหมู่ที่เลิศ ผู้ที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอันเลิศนี้ ชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ และผลอันเลิศย่อมมีแก่เขา การให้ทานในคาถานี้จึงผูกพันอยู่กับศรัทธาในพระรัตนตรัย มิใช่การให้เพื่อหวังผลตอบแทนแบบการค้า
อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทพึงเทียบกับหลักทักขิณาวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา) ซึ่งทานจะมีผลมากเมื่อผู้ให้มีศีลและมีใจผ่องใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ วัตถุที่ให้ได้มาโดยชอบ และผู้รับเป็นผู้มีศีลมีคุณธรรม ข้อควรระวังคือ ไม่ควรเข้าใจว่าต้องให้ของราคาแพงเท่านั้นจึงได้บุญมาก หรือให้ทานแล้วจะได้ผลเป็นทรัพย์ยศทันที ผลที่กล่าวไว้เป็นการแสดงความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล ซึ่งย่อมอำนวยผลตามควรแก่เหตุและกาลเวลา
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรู้จักแบ่งปันทรัพย์ของตนด้วยการให้ ทรัพย์นั้นย่อมกลายเป็นบุญที่ติดตัวไปได้ ต่างจากทรัพย์ที่เก็บไว้โดยไม่ได้ให้ ซึ่งอาจสูญหายไปโดยไม่เกิดประโยชน์ใดเลย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดประโยชน์ด้วยการให้ เพราะทรัพย์ที่ให้ไปแล้วย่อมเป็นเหมือนของที่ขนออกมาได้อย่างปลอดภัย และเป็นเหตุแห่งความสุข ส่วนทรัพย์ที่เก็บไว้โดยไม่ได้ให้ ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นประโยชน์ที่ติดตัวไปได้ คำว่า “นำออก” จึงหมายถึงการนำสมบัติออกจากภัยที่จะทำให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้อยู่ในหมวดคาถาที่เทวดากล่าวในสำนักของพระผู้มีพระภาค โดยใช้อุปมาเรือนที่ถูกไฟไหม้ เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ภาชนะหรือสิ่งของใดที่เจ้าของขนออกมาได้ สิ่งนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งที่ยังอยู่ในเรือนย่อมถูกไฟไหม้หมดไป โลกนี้ก็เช่นเดียวกัน ถูกไฟคือความแก่และความตายแผดเผาอยู่เสมอ ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ไม่ช้าก็ต้องพลัดพรากไป ทรัพย์ส่วนที่ได้ให้เป็นทานแล้วเท่านั้น จึงชื่อว่านำออกมาได้ดีแล้ว
อธิบายบทเชื่อม ๒หลักนี้สัมพันธ์กับความรู้เรื่องไตรลักษณ์ที่ผู้ศึกษาเคยเรียนมา ทรัพย์ทั้งปวงไม่เที่ยง ย่อมหมดไปได้ด้วยภัยต่าง ๆ หรือต้องละไว้เมื่อสิ้นชีวิต แต่บุญที่เกิดจากการให้เป็นสมบัติของใจที่ติดตามตนไป อย่างไรก็ดี ไม่ควรตีความว่าต้องให้ทรัพย์ทั้งหมดจนตนเองและครอบครัวเดือดร้อน ผู้ครองเรือนยังมีหน้าที่เลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว และเก็บออมไว้ตามสมควร พุทธภาษิตบทนี้ชี้ให้เห็นคุณค่าของการแบ่งปันและโทษของความตระหนี่เป็นสำคัญ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ใส่บาตรหรือถวายภัตตาหารด้วยอาหารที่สะอาด ปรุงอย่างตั้งใจ ย่อมต่างจากผู้ที่นำของใกล้เสียหรือของเหลือมาให้ ผู้ที่บริจาคสิ่งของช่วยผู้ประสบภัย หากเลือกของที่ยังใช้การได้ดี ผู้รับก็ได้ประโยชน์จริง ภิกษุสามเณรแม้ไม่มีทรัพย์มาก ก็ให้ธรรมทานได้ด้วยการสอนหนังสือ อธิบายธรรมะที่ถูกต้องแก่ญาติโยม หรือแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนร่วมเรียน
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกเป็นผู้ให้ โดยเลือกให้สิ่งที่ดี ได้มาโดยสุจริต เหมาะแก่ผู้รับ และให้ด้วยความเคารพ ไม่ดูหมิ่นผู้รับ ทั้งรักษาใจให้ยินดีก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว การให้เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ให้เป็นที่รักของคนทั้งหลาย มีเกียรติ และได้รับผลแห่งบุญอันงดงามสืบไป สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงความสำคัญของศีลด้วยการเปรียบ ๓ อย่าง คือ ศีลเป็นเบื้องต้นและเป็นที่พึ่ง (ปติฏฐา คือที่ตั้งมั่น) ศีลเป็นมารดาของกัลยาณธรรม (ธรรมอันดีงาม) และศีลเป็นประมุข (ผู้นำหน้า) ของธรรมทั้งปวง แล้วสรุปว่าเพราะศีลมีความสำคัญเช่นนี้ จึงควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในเถรคาถา เป็นคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ความหมายของการเปรียบแต่ละข้อพอเข้าใจได้ว่า ศีลเป็นเบื้องต้นเพราะเป็นข้อแรกของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นที่พึ่งเพราะเป็นพื้นให้คุณธรรมอื่นตั้งอยู่ได้ เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งหลาย เป็นมารดาเพราะเป็นแหล่งให้ความดีอื่นเกิดขึ้นและเติบโต และเป็นประมุขเพราะนำหน้าการปฏิบัติธรรมทั้งหมด
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมทราบว่า ศีลเป็นเหตุให้เกิดความไม่เดือดร้อนใจ เมื่อใจไม่เดือดร้อนก็เกิดปีติปราโมทย์ จิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย และสมาธิเป็นฐานของปัญญา ศีลจึงมิใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ คำว่า “ชำระศีลให้บริสุทธิ์” หมายถึงการรักษาไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย และเมื่อพลั้งพลาดก็รีบแก้ไขตามวิธีที่ถูกต้อง สำหรับพระภิกษุคือการแสดงอาบัติและสำรวมระวังต่อไป สำหรับคฤหัสถ์คือการตั้งใจสมาทานใหม่และระวังไม่ให้ผิดซ้ำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลฝึกฝนตนในศีลจนกลายเป็นความประพฤติประจำใจแล้ว ศีลนั้นย่อมเป็นรากฐานที่นำความดีงามและสมบัติต่าง ๆ มาสู่ชีวิต สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ชักชวนให้ศึกษาและฝึกฝนศีลเป็นหลักของชีวิต คำว่า “ศึกษา” (สิกฺเขถ) ในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงการเรียนให้รู้ แต่หมายถึงการฝึกหัดปฏิบัติจนเป็นนิสัย ดังที่ศีลจัดเป็นสิกขาข้อแรกในไตรสิกขา คือ อธิศีลสิกขา “ศีลที่ศึกษาดีแล้ว” คือศีลที่ฝึกจนมั่นคง และ “เสพแล้ว” คือได้ประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ส่วน “สมบัติทั้งปวง” หมายถึงความถึงพร้อมแห่งสิ่งดีงามทั้งหลาย
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในคัมภีร์เถรคาถา ซึ่งรวบรวมภาษิตของพระเถระผู้บรรลุธรรมแล้ว คาถาบทนี้เป็นบทหนึ่งในชุดคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีลต่อเนื่องกันหลายบท โดยแสดงว่าศีลเป็นเบื้องต้นของความดีทั้งปวง เป็นที่ตั้งของสมาธิและปัญญา บทนี้เป็นบทนำที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ปรารถนาความเจริญควรเริ่มต้นที่การฝึกศีล
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “สมบัติทั้งปวง” ในทางธรรมท่านจำแนกไว้ ๓ ระดับ คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ ศีลเป็นเหตุให้ได้สมบัติระดับต้น ๆ โดยตรง และเป็นบาทฐานให้ถึงนิพพานสมบัติ เพราะศีลทำให้ใจไม่เดือดร้อน เมื่อใจไม่เดือดร้อนก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย และสมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา อย่างไรก็ดี ไม่ควรเข้าใจว่ารักษาศีลแล้วจะได้ทรัพย์สมบัติทุกอย่างทันที แต่ศีลเป็นเหตุสำคัญที่เกื้อหนุนให้ความดีงามเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ความรู้ ชาติกำเนิด หรือพวกพ้อง ไม่อาจนำความสุขไปให้ในสัมปรายภพได้ มีเพียงศีลที่ตนรักษาไว้บริสุทธิ์ดีแล้วเท่านั้นที่ติดตัวไปเป็นที่พึ่งได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ปญฺจกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบสิ่งที่คนทั่วไปมักยกย่องว่าเป็นเครื่องประกันความดีงามของชีวิต กับคุณธรรมที่ติดตัวไปได้จริง คำว่า “เวทมนตร์” (เวท) หมายถึงความรู้ในคัมภีร์ที่พราหมณ์ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ “ชาติกำเนิด” หมายถึงวรรณะหรือตระกูลที่เกิดมา “พวกพ้อง” หมายถึงญาติมิตรผู้เกื้อหนุน ส่วน “สัมปรายภพ” หมายถึงภพหน้าหรือโลกหน้าหลังจากตายแล้ว สุภาษิตสอนว่า สิ่งเหล่านี้แม้มีประโยชน์ในโลกนี้ แต่ติดตามไปให้ความสุขในภพหน้าไม่ได้ สิ่งที่นำสุขไปได้คือศีลที่ตนรักษาไว้บริสุทธิ์
อธิบายบทเชื่อม ๒ในสมัยพุทธกาล สังคมอินเดียยกย่องความรู้ในพระเวทและความเป็นผู้เกิดในวรรณะสูงว่าเป็นเครื่องวัดความประเสริฐของคน พระพุทธศาสนาไม่ถือเอาชาติกำเนิดเป็นเกณฑ์ แต่ถือเอาการกระทำ คือกรรมทางกาย วาจา ใจ เป็นเครื่องจำแนกคนว่าดีหรือเลว คาถานี้จึงชี้ว่า ความรู้ ตระกูล และพวกพ้อง เป็นของภายนอกที่อาศัยผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ส่วนศีลเป็นกรรมดีที่ตนทำเอง จึงเป็นของตนโดยแท้ และเป็นที่พึ่งเมื่อต้องจากโลกนี้ไป
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษาควรเข้าใจว่า พุทธภาษิตบทนี้มิได้ดูแคลนการศึกษา หรือสอนให้ละทิ้งญาติมิตร ความรู้ยังเป็นเครื่องมือในการทำประโยชน์ และญาติมิตรที่ดีก็เป็นกำลังในชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจทำแทนกันได้ในเรื่องกรรม ผู้ใดทำกรรมใดไว้ย่อมเป็นทายาทของกรรมนั้น ศีลที่ “บริสุทธิ์ดีแล้ว” คือศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นกรรมดีฝ่ายกุศล จึงเป็นเหตุให้ได้สุขในภพหน้า ทั้งเป็นพื้นฐานของสมาธิและปัญญาในไตรสิกขาต่อไป
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่เพิ่งบวชใหม่ ถ้าตั้งใจรักษาสิกขาบทและปฏิบัติกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ การเรียนและการนั่งสมาธิก็จะมีกำลัง เพราะใจไม่ต้องกังวลกับความผิดที่ทำไว้ นักเรียนที่ซื่อสัตย์ไม่ทุจริตในการสอบ ย่อมมีใจมั่นคงและภูมิใจในความรู้ของตน ส่วนคนทำงานที่ยึดความสุจริตเป็นหลัก ย่อมสร้างความไว้วางใจ อันเป็นพื้นฐานให้ความก้าวหน้าอื่น ๆ ตามมา
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นสำรวจศีลของตนอยู่เสมอ เริ่มจากศีลที่เหมาะกับภาวะของตน คฤหัสถ์รักษาศีล ๕ เป็นปกติ และรักษาศีล ๘ ในวันอุโบสถตามโอกาส ส่วนพระภิกษุสามเณรรักษาสิกขาบทตามภูมิของตน เมื่อพบว่าบกพร่องก็รีบแก้ไข ไม่ปล่อยให้เป็นความเคยชิน เมื่อศีลบริสุทธิ์ ความดีอื่นย่อมตั้งอยู่ได้มั่นคง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงว่า บุคคลผู้มีคุณธรรมแม้เพียงคนเดียว ก็สามารถเป็นที่พึ่งและนำประโยชน์มาสู่ญาติพวกพ้องได้ คุณสมบัติที่กล่าวไว้มี ๔ ประการ คือ ศรัทธา (ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล เช่น เชื่อกรรมและผลของกรรม) ปัญญา (ความรู้ทั่วถึงเหตุผล) ตั้งในธรรม (ประพฤติตามธรรม) และถึงพร้อมด้วยศีล (รักษากายวาจาให้เรียบร้อย) ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นแบบอย่างและเป็นกำลังแก่ญาติผู้ยังไม่มีศรัทธา
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มาในเถรคาถา ใจความชี้ให้เห็นว่า ความดีของคนหนึ่งคนไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวเขาเท่านั้น แต่แผ่ไปถึงผู้ใกล้ชิดด้วย ผู้มีศรัทธาและศีลย่อมเป็นเหมือนแสงสว่างในครอบครัว ญาติผู้ยังไม่เลื่อมใสอาจเห็นความประพฤติดีงามแล้วค่อย ๆ เกิดความเลื่อมใส หรือได้รับการชักนำให้รู้จักทำความดี ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีคุณธรรมนั้นในยามจำเป็นด้วย
ขยายความบทตั้งข้อควรสังเกตคือ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยปัญญาเสมอ จึงมีทั้ง “ผู้มีศรัทธา” และ “มีปัญญา” อยู่คู่กันในบทนี้ ศรัทธาที่ปราศจากปัญญาอาจกลายเป็นความงมงาย ส่วนปัญญาที่ปราศจากศรัทธาอาจไม่มีกำลังให้ลงมือทำความดี อนึ่ง การเป็นประโยชน์แก่ญาติมิได้หมายถึงการบังคับให้ผู้อื่นเชื่อตาม แต่เป็นการทำตนให้เป็นแบบอย่าง ให้คำแนะนำด้วยเมตตา และช่วยเหลือเกื้อกูลตามสมควร
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีศรัทธา มีศีล และถึงพร้อมด้วยยศและโภคะ จะไปสู่ถิ่นใด ก็ย่อมมีผู้เคารพนับถือในถิ่นนั้น เพราะคุณความดีที่มีอยู่ในตน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณสมบัติของบุคคลผู้ควรแก่การเคารพบูชา คือ มีศรัทธา (ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล โดยเฉพาะความเชื่อในพระรัตนตรัยและเชื่อกรรมและผลของกรรม) มีศีล (ความประพฤติเรียบร้อยทางกายและวาจา) และเพียบพร้อมด้วยยศ (เกียรติและบริวาร) กับโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) บุคคลเช่นนี้ไปที่ใดย่อมได้รับการต้อนรับด้วยความเคารพ เพราะคุณธรรมภายในกับความพร้อมภายนอกประกอบกันอย่างเหมาะสม
อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า จิตตคหบดี อุบาสกผู้มีศรัทธามั่นคง เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันพร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก และได้รับการต้อนรับบูชาอย่างยิ่งตลอดเวลาที่พำนักอยู่ พระอานนท์ทูลถามว่า ท่านได้รับสักการะเช่นนี้เฉพาะเมื่อมาเฝ้าพระองค์ หรือไปที่อื่นก็ได้รับเช่นกัน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ผู้มีศรัทธาและศีลเช่นนี้ ไปที่ใดก็ย่อมได้รับการบูชาในที่นั้น แล้วทรงแสดงพระคาถานี้
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรสังเกตคือ ในบทนี้ศรัทธาและศีลตั้งอยู่เป็นลำดับแรก ส่วนยศและโภคะตามมาภายหลัง แสดงว่าการบูชาที่แท้จริงเกิดจากคุณธรรมเป็นหลัก ยศและโภคะที่ไม่มีศรัทธาและศีลกำกับ อาจทำให้คนเกรงกลัวหรือเอาใจ แต่ไม่ใช่ความเคารพจากใจ ทั้งไม่ควรตีความว่าผู้ไม่มีทรัพย์หรือตำแหน่งจะไม่มีคุณค่า เพราะศรัทธาและศีลเป็นสิ่งที่ทุกคนสร้างได้ด้วยตนเอง และเป็นเหตุให้ผู้อื่นไว้วางใจ ส่วนยศและโภคะเมื่อได้มาโดยชอบ ก็เป็นเครื่องมือให้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นได้กว้างขวางขึ้น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ย่อมอยากเข้าใกล้คนดี อยากฟังธรรม และพร้อมจะเสียสละแบ่งปัน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวอีกต่อไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงเครื่องหมายของผู้มีศรัทธาไว้ ๓ ประการ คือ ใคร่เห็นผู้มีศีล ปรารถนาฟังพระสัทธรรม และกำจัดมลทินคือความตระหนี่ได้ คำว่า “ศรัทธา” ในที่นี้หมายถึงความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยที่ประกอบด้วยเหตุผล ส่วน “มลทินคือความตระหนี่” (มัจเฉรมละ) หมายถึงความหวงแหนไม่อยากแบ่งปัน ซึ่งเป็นเหมือนคราบสกปรกที่ทำให้ใจเศร้าหมอง พุทธภาษิตบทนี้ชี้ว่า ศรัทธาที่แท้ย่อมปรากฏออกมาเป็นการกระทำ
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้มาในหมวดสามแห่งอังคุตตรนิกาย ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสพึงทราบได้ด้วยฐานะ ๓ ประการ คือ เป็นผู้ใคร่เห็นผู้มีศีล ใคร่ฟังพระสัทธรรม และมีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ ยินดีในการสละ ความสำคัญของพระสูตรนี้อยู่ที่การให้หลักสังเกตศรัทธาจากความประพฤติ มิใช่จากคำกล่าวอ้างว่าตนเลื่อมใส
อธิบายบทเชื่อม ๒ทั้งสามประการนี้เกื้อหนุนกัน การใคร่เห็นผู้มีศีลทำให้ได้คบหากัลยาณมิตร การได้ฟังพระสัทธรรมทำให้เกิดปัญญา และการละความตระหนี่ทำให้ใจกว้างขวาง พร้อมจะเสียสละ ข้อควรระวังคือ การใคร่เห็นผู้มีศีลมิได้หมายถึงการแสวงหาผู้มีชื่อเสียงหรือมุ่งหวังลาภ แต่หมายถึงการเข้าหาเพื่อเรียนรู้และถือเป็นแบบอย่าง การละความตระหนี่ก็มิใช่การให้จนตนเดือดร้อน แต่เป็นการรู้จักแบ่งปันตามกำลังด้วยใจยินดี
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่ตั้งใจศึกษาและรักษาศีลอย่างดี ย่อมเป็นที่ภาคภูมิใจและเป็นเหตุให้ญาติโยมหันมาสนใจธรรม เข้าวัดฟังธรรมมากขึ้น ในครอบครัว ลูกที่ขยัน ซื่อสัตย์ และไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข อาจเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องปรับปรุงตน คนทำงานที่มีศีลธรรมก็อาจเป็นที่พึ่งของญาติเมื่อเกิดปัญหา และชักชวนกันทำบุญในโอกาสสำคัญได้โดยไม่ต้องบังคับใคร
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองให้มีศรัทธาที่ถูกต้อง มีปัญญา ตั้งมั่นในธรรม และรักษาศีล แล้วแสดงความดีผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด ปฏิบัติต่อญาติด้วยความอ่อนโยนและอดทน ไม่ดูแคลนผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ความดีที่มั่นคงของเราย่อมค่อย ๆ เป็นประโยชน์แก่คนรอบข้างได้เอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สึกหรอลงไปทุกขณะที่วันและคืนผ่านไป คำว่า “มัจจะ” หรือ “สัตว์” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ต้องตายเป็นธรรมดา ส่วน “แม่น้ำน้อย ๆ” หมายถึงลำธารหรือแม่น้ำสายเล็กที่มีน้ำไม่มาก เมื่อไม่มีน้ำใหม่ไหลมาเติม ย่อมงวดลงจนแห้งได้โดยเร็ว อายุของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ไม่มีวันเพิ่มขึ้น มีแต่ลดลงทุกวัน
ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ตามเรื่องว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้เห็นว่าอายุของมนุษย์มีน้อย มารผู้มีบาปได้เข้ามากล่าวคาถาแย้งว่า วันคืนมิได้ล่วงไป ชีวิตมิได้หมดไป เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความประมาท พระองค์จึงตรัสคาถานี้ตอบ ยืนยันความจริงตรงกันข้าม คำสอนนี้จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า ความคิดว่า “ยังมีเวลาอีกมาก” เป็นความคิดที่ชักนำไปสู่ความประมาท
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงสุภาษิตนี้กับมรณัสสติ คือการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ และกับไตรลักษณ์ในส่วนอนิจจัง ความไม่เที่ยง การพิจารณาว่าอายุสิ้นไปทุกวันมิได้มุ่งให้หดหู่หรือหวาดกลัว แต่มุ่งให้เกิดสังเวช คือความรู้สึกตื่นตัวอันเป็นกุศล แล้วเร่งทำความเพียร ในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้เป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า ส่วนในระดับสูงขึ้นไป การเห็นความเสื่อมสิ้นของชีวิตย่อมเป็นบาทแห่งการคลายความยึดมั่นในขันธ์ ๕
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อกระแสแห่งความแก่และความตายไหลมาถึง ไม่มีผู้ใดยึดเหนี่ยวตนให้อยู่ได้ ผู้ไม่ประมาทจึงรีบสร้างที่พึ่งคือความดีไว้ตั้งแต่ยังมีกำลัง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบความแก่และความตายกับห้วงน้ำหลากที่ไหลแรงจนเต็มฝั่ง ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมตลิ่งย่อมถูกกระแสน้ำเซาะรากและพัดพาไปได้โดยง่าย คำว่า “ห้วงน้ำ” หมายถึงกระแสน้ำใหญ่ ส่วน “ต้นไม้ซึ่งเกิดที่ตลิ่ง” หมายถึงต้นไม้ที่ตั้งอยู่ในที่ล่อแหลม รากยึดดินได้ไม่มั่นคง สัตว์ทั้งหลายก็เหมือนต้นไม้ริมฝั่งนั้น ตั้งอยู่ในที่ที่พร้อมจะถูกกระแสแห่งชราและมรณะพัดไปได้ทุกเมื่อ
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในชาดก หมวดมหานิบาต เนื้อความในบทแสดงความจริงของชีวิตผ่านภาพธรรมชาติที่คนในสมัยนั้นคุ้นเคย คือแม่น้ำในฤดูน้ำหลาก ซึ่งมีกำลังมากจนสิ่งที่ตั้งอยู่ริมตลิ่งไม่อาจต้านทานได้ อุปมานี้ชี้ว่า ความแก่และความตายมิได้มาอย่างช้า ๆ ให้เราเตรียมตัวได้เสมอไป บางครั้งมาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และไม่มีสัตว์ใดยืนต้านกระแสนั้นได้ด้วยกำลังของตน
อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า สุภาษิตใช้คำว่า “สัตว์มีชีวิตทั้งปวง” แสดงว่ากฎนี้ครอบคลุมทุกชีวิตโดยไม่เลือก ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับโอฆะ ๔ คือห้วงน้ำที่ท่วมทับสัตว์ ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ต้องเวียนเกิด แก่ และตายอยู่ร่ำไป อย่างไรก็ตาม คาถานี้กล่าวถึงชราและมรณะโดยตรง จึงไม่พึงตีความเกินตัวบท แต่อาจนำหลักเรื่องโอฆะมาช่วยให้เห็นว่า การข้ามพ้นกระแสแห่งชรามรณะโดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องของการดับกิเลส ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้เป็นเครื่องเตือนให้ไม่ประมาทและหาที่พึ่งทางใจไว้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ความแก่และความตายย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายให้เคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ทุกขณะ เหมือนคนเลี้ยงโคถือพลองต้อนฝูงโคไปสู่ทุ่งหญ้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ใช้ภาพของคนเลี้ยงโคที่ถือไม้พลองต้อนฝูงโคไปยังทุ่งหญ้า เปรียบกับความแก่และความตายที่ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายให้เคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา คำว่า “พลอง” หมายถึงไม้ท่อนยาวสำหรับต้อนสัตว์ ส่วน “อายุ” หมายถึงความเป็นไปแห่งชีวิต ฝูงโคไม่อาจหยุดอยู่กับที่ได้เมื่อถูกต้อนฉันใด ชีวิตของสัตว์ก็ถูกความแก่และความตายผลักดันไปโดยไม่อาจขัดขืนได้ฉันนั้น
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในธรรมบท ทัณฑวรรค อรรถกถาเล่าว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ถามหญิงหลายวัยที่มารักษาอุโบสถว่า รักษาเพื่ออะไร ผู้สูงวัยตอบว่าเพื่อสมบัติในสวรรค์ ผู้อยู่ในวัยกลางคนตอบเพื่อพ้นจากความเดือดร้อนในครอบครัว ส่วนผู้ยังเยาว์ก็ตอบตามความปรารถนาทางโลกของตน นางวิสาขาจึงนำความกราบทูลพระพุทธองค์ พระองค์ตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายถูกชาติ ชรา พยาธิ และมรณะต้อนไปอยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่ปรารถนาความพ้นทุกข์ แล้วทรงแสดงคาถานี้
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า อุปมานี้แสดงทั้งความไม่อาจหยุดยั้งและความไม่มีอิสระ ชีวิตถูกต้อนไปทีละวัน จากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว สู่วัยชรา และสู่ความตาย โดยที่เจ้าของชีวิตมิได้เป็นผู้กำหนด ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับทุกขอริยสัจที่ว่า ชาติ ชรา มรณะ เป็นทุกข์ และกับอนัตตา คือความไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ข้อคิดจากเรื่องในอรรถกถาคือ แม้การทำบุญรักษาศีลเพื่อผลทางโลกจะเป็นกุศล แต่ผู้มีปัญญาพึงตั้งจุดมุ่งหมายให้สูงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงความพ้นจากการถูกต้อนไปเช่นนี้
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่คิดว่ายังมีเวลาเรียนบาลีอีกหลายปี จึงผัดการท่องจำไว้ก่อน เมื่อถึงคราวสอบก็พบว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พระภิกษุที่ตั้งใจว่าจะเจริญภาวนาจริงจังเมื่อพรรษามากขึ้น อาจพบว่าสังขารร่างกายไม่อำนวยเหมือนเมื่อยังหนุ่ม คนทำงานที่ตั้งใจว่าจะหาเวลาอยู่กับพ่อแม่เมื่อหมดภาระ ก็อาจพบว่าท่านชราลงมากแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้แสดงว่าเวลาที่ล่วงไปแล้วย่อมไม่หวนกลับมา
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรพิจารณาเป็นประจำว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ แล้วจัดเวลาให้แก่สิ่งที่มีคุณค่า คือการศึกษา การทำหน้าที่ การดูแลผู้มีพระคุณ และการฝึกจิตของตน ไม่ปล่อยให้วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ การไม่ประมาทในเวลาย่อมทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีสาระ แม้อายุจะสั้นลงทุกวันก็ตาม สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ทุศีล” หมายถึงผู้มีความประพฤติทางกายและวาจาเสียหาย ไม่ตั้งอยู่ในศีล ส่วน “ผู้มีศีล” หมายถึงผู้ประพฤติเรียบร้อย เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น สุภาษิตนี้เปรียบเทียบผลที่เห็นได้ในปัจจุบันของบุคคลสองประเภท คือ ผู้ทุศีลได้รับคำติเตียนและความเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลได้รับเกียรติคุณและคำสรรเสริญ
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในเถรคาถา ในหมวดคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ใจความของคาถาชี้ให้เห็นผลของศีลในระดับที่ทุกคนสังเกตได้ในโลกนี้ ไม่ต้องรอถึงโลกหน้า เพราะความประพฤติของบุคคลย่อมปรากฏแก่ผู้อยู่ใกล้ และเป็นที่รู้กันในหมู่คนทั้งหลาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักที่ว่า ศีลวิบัติมีโทษคือเสียชื่อเสียง ส่วนศีลสมบัติมีอานิสงส์คือเกียรติศัพท์อันดีงามย่อมฟุ้งไป
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าผู้มีศีลจะไม่มีใครตำหนิเลย เพราะโลกธรรมย่อมมีนินทาและสรรเสริญคู่กันเสมอ บางครั้งผู้ทำดีก็อาจถูกเข้าใจผิด แต่คำติเตียนที่ไม่มีมูลย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ต่างจากคำติเตียนที่เกิดจากความผิดจริง คำว่า “ทุกเมื่อ” จึงหมายถึงว่า ศีลเป็นเหตุแห่งการสรรเสริญอยู่เสมอ ผู้มีศีลไม่ควรรักษาศีลเพียงเพื่อหวังคำชม แต่เพราะเห็นว่าการไม่เบียดเบียนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชื่อเสียงเป็นเพียงผลพลอยได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่เป็นพหุสูต ได้ศึกษาธรรมมาก และตั้งมั่นอยู่ในศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญจากบัณฑิตด้วยคุณ ๒ ประการ คือทั้งศีลและสุตะ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงคุณสมบัติของบุคคลที่บัณฑิตยกย่องอย่างครบถ้วน คำว่า “พหุสูต” แปลตามศัพท์ว่า ผู้ได้ฟังมาก หมายถึงผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมมาก ทรงจำได้ และเข้าใจความหมาย ส่วน “สุตะ” คือความรู้ที่ได้จากการฟังและการศึกษา และ “มั่นคงดีในศีล” หมายถึงตั้งอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว เมื่อบุคคลมีทั้งความรู้และความประพฤติดีพร้อมกัน บัณฑิตย่อมสรรเสริญเขาด้วยเหตุทั้งสองประการ
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในพระสูตรที่ทรงจำแนกบุคคลโดยอาศัยสุตะและศีลเป็นเกณฑ์ ในสูตรนั้นทรงแสดงบุคคลไว้ ๔ จำพวก คือ ผู้มีสุตะน้อยและไม่มีศีล ผู้มีสุตะน้อยแต่มีศีล ผู้มีสุตะมากแต่ไม่มีศีล และผู้มีสุตะมากและมีศีล บุคคลจำพวกสุดท้ายนี้เท่านั้นที่ได้รับการสรรเสริญทั้งสองทาง บทนี้จึงเป็นคาถาสรุปยกย่องบุคคลผู้ถึงพร้อมทั้งความรู้และความประพฤติ
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรสังเกตคือ ความรู้กับศีลต่างเกื้อกูลกัน ความรู้ช่วยให้รู้ว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ รู้ขอบเขตของศีลและเหตุผลของสิกขาบท ส่วนศีลทำให้ความรู้นั้นเกิดผลจริงในชีวิต ไม่เป็นเพียงความรู้ที่จำไว้ ผู้รู้มากแต่ประพฤติไม่สมกับที่รู้ ย่อมถูกติเตียนในทางศีล ผู้มีศีลแต่ไม่ศึกษา ก็อาจปฏิบัติผิดทางเพราะไม่รู้ สำหรับผู้เรียนนักธรรม สุตะในที่นี้มิใช่เพียงการจำได้เพื่อสอบ แต่หมายถึงการศึกษาที่นำไปสู่ความเข้าใจและการปฏิบัติตามปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลเห็นคุณของศีลแล้วรักษาไว้อย่างมั่นคงไม่หวั่นไหว ผลดีแห่งศีลนั้นย่อมติดตามไปให้ความดีใจทั้งในปัจจุบันและภายหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ปรีชา” หมายถึงปัญญา ผู้มีปรีชาในที่นี้คือผู้รู้จักพิจารณาเห็นคุณของศีล ส่วน “มั่นคงดีแล้วในศีล” แปลจากคำว่า สุสมาหิโต หมายถึงตั้งอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของศีล ๓ ระดับ คือ ได้ชื่อเสียงในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมเบิกบานใจในสวรรค์ และจึงชื่อว่าเบิกบานใจในที่ทั้งปวง
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในเถรคาถา ในหมวดคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล และเป็นคาถาคู่กับบทที่กล่าวถึงคนเขลาผู้ไม่มั่นคงในศีล ซึ่งย่อมถูกติเตียนในโลกนี้และเสียใจในอบาย การวางคู่เช่นนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า ความต่างระหว่างความสุขกับความทุกข์ในทั้งสองโลก มีจุดเริ่มอยู่ที่ความมั่นคงในศีลหรือไม่
อธิบายบทเชื่อม ๒ที่ว่า “ดีใจในที่ทั้งปวง” หมายความว่า ผู้มีศีลมั่นคงย่อมมีใจเบิกบานทั้งในปัจจุบันและภายหน้า เพราะไม่มีความเดือดร้อนใจจากการทำชั่ว ข้อนี้ตรงกับอานิสงส์ของศีลที่ว่า ผู้มีศีลไม่หลงตาย และเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ ควรเข้าใจว่า สวรรค์ในที่นี้เป็นผลระดับโลกิยะ ศีลเป็นเหตุให้ไปสุคติ แต่ถ้าจะให้ถึงความพ้นทุกข์ ต้องอาศัยศีลเป็นฐานของสมาธิและปัญญาต่อไป ผู้ศึกษาทั่วไปจึงรับเอาผลที่เห็นได้ในปัจจุบัน คือความไม่เดือดร้อนใจและความเป็นที่ไว้วางใจ เป็นเครื่องยืนยันคุณของศีลได้ก่อน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่ประพฤติไม่สำรวม ย่อมทำให้ญาติโยมเสื่อมศรัทธา ทั้งต่อตนเองและต่อวัดที่อยู่อาศัย ส่วนผู้ที่สำรวมระวังย่อมได้รับความเคารพ นักเรียนที่เคยลอกข้อสอบแล้วถูกจับได้ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับความไว้วางใจคืน ขณะที่คนทำงานที่ซื่อสัตย์ไม่แตะต้องเงินที่ไม่ใช่ของตน ย่อมได้รับการยกย่องและมอบหมายงานสำคัญ
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรระลึกว่า ชื่อเสียงสร้างได้ยากแต่เสื่อมได้ง่าย การรักษาศีลให้มั่นคงเป็นวิธีรักษาชื่อเสียงที่ดีที่สุด เมื่อถูกติเตียนก็ควรพิจารณาว่ามีมูลหรือไม่ ถ้ามีก็แก้ไข ถ้าไม่มีก็วางใจเป็นกลาง และทำความดีต่อไปโดยไม่หวั่นไหว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นต้นเหตุของความเสื่อมและความทุกข์ โดยเปรียบกับต้นไม้ “ทุคติ” หมายถึงคติที่ไม่ดี ความเป็นไปที่เลวร้าย ทั้งที่ประสบในชีวิตนี้และในภพหน้า “อวิชชา” หมายถึงความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง เช่น ไม่รู้อริยสัจ ๔ ส่วน “อิจฉา” ในที่นี้หมายถึงความอยาก ความปรารถนา มิใช่เพียงความริษยาตามความหมายในภาษาไทยปัจจุบัน และ “โลภะ” หมายถึงความอยากได้ ความติดใจในสิ่งทั้งหลาย
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มาในคัมภีร์อิติวุตตกะ อุปมาในบทนี้ชัดเจน คือ อวิชชาเปรียบเหมือนรากที่อยู่ใต้ดิน มองไม่เห็นแต่หล่อเลี้ยงต้นไม้ทั้งต้น ส่วนความอยากและความโลภเปรียบเหมือนลำต้นที่งอกงามขึ้นมาให้เห็น ความประพฤติชั่วและผลร้ายต่าง ๆ จึงเปรียบเหมือนกิ่งก้านและผลที่ตามมา ผู้ต้องการพ้นจากทุคติจึงไม่ควรตัดเพียงกิ่งใบ แต่ต้องพิจารณาไปถึงรากเหง้า
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษาชั้นโทพึงเทียบกับหลักปฏิจจสมุปบาทที่แสดงอวิชชาเป็นปัจจัยต้นสาย และตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานและภพต่อไป ในระดับสูงสุด การถอนรากคืออวิชชาได้เด็ดขาดต้องอาศัยปัญญาในอริยมรรค ส่วนในระดับที่ปฏิบัติได้ทั่วไป คือการฝึกรู้เท่าทันความอยากของตน ไม่ปล่อยให้ความไม่รู้ชักนำไปทำชั่ว ทั้งนี้ไม่ควรตีความว่าความปรารถนาทุกอย่างเป็นโทษ ความปรารถนาดีที่ประกอบด้วยปัญญา เช่น ความอยากศึกษาธรรม ย่อมต่างจากความโลภที่พาไปเบียดเบียน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลหลงใหลในกามโดยไม่เห็นโทษ ย่อมถูกความเร่าร้อนแผดเผาเหมือนผู้ที่ไปจับต้องงูพิษ ผู้มีปัญญาจึงพิจารณาเห็นภัยของกามแล้วไม่ปล่อยใจให้หมกมุ่นอยู่ในสิ่งนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของกาม คำว่า “กาม” หมายถึงทั้งวัตถุกาม คือสิ่งที่น่าใคร่ และกิเลสกาม คือความใคร่ในสิ่งเหล่านั้น ที่ว่า “เผ็ดร้อน” หมายความว่า แม้กามจะให้ความเพลิดเพลินในเบื้องต้น แต่ผลที่ตามมามักเป็นความเร่าร้อน ส่วนที่เปรียบ “เหมือนงูพิษ” เพราะเป็นของที่ดูน่าจับต้อง แต่อาจทำร้ายผู้ประมาทได้ ผู้โง่ที่หมกมุ่นจนประพฤติผิดย่อมได้รับทุกข์ยาวนาน
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในเถรีคาถา เป็นคำของพระสุเมธาเถรี ซึ่งกล่าวแสดงโทษของกามเพื่อยืนยันความตั้งใจจะออกบวช แทนการครองเรือนตามที่ครอบครัวจัดไว้ ความหมายเชิงหลักธรรมคือ ผู้ที่เห็นโทษของกามอย่างแท้จริงย่อมไม่หลงไปกับความน่าใคร่ภายนอก แต่มองเห็นทุกข์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง เหมือนผู้รู้ว่างูพิษแม้มีลวดลายงามก็ไม่ควรเข้าใกล้โดยประมาท
อธิบายบทเชื่อม ๑ในการตีความควรระวังไม่ให้เกินตัวบท คำว่า “ต้องทุกข์ยากอยู่ในนรก” ในที่นี้กล่าวถึงผู้ที่ “หมกมุ่น” ในกามจนประพฤติผิดศีลผิดธรรม ไม่ได้หมายความว่าคฤหัสถ์ทุกคนที่ยังบริโภคกามโดยชอบธรรมจะต้องตกนรก สำหรับบรรพชิต การละกามเป็นทางตรงแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ส่วนคฤหัสถ์ใช้หลักนี้ในระดับการรู้จักประมาณ รักษาศีลโดยเฉพาะข้อกาเมสุมิจฉาจาร และพิจารณาโทษของกามเพื่อไม่ให้ความอยากครอบงำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของตนเอง ย่อมกลับมาเบียดเบียนผู้ที่ปล่อยใจให้ชั่ว เหมือนขุยไผ่ที่เกิดจากต้นไผ่แล้วกลับทำให้ต้นไผ่นั้นตาย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเป็นอกุศลมูล ๓ นั้น เกิดขึ้นในใจของบุคคลเอง แล้วกลับทำร้ายบุคคลนั้น “โลภะ” คือความอยากได้ “โทสะ” คือความขัดเคืองประทุษร้าย “โมหะ” คือความหลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง ส่วน “ผู้มีใจชั่ว” หมายถึงผู้ที่ปล่อยให้จิตถูกกิเลสเหล่านี้ครอบงำจนคิดทำความชั่ว
อธิบายบทเชื่อม ๒อุปมาในบทนี้เปรียบกับต้นไผ่ ธรรมดาต้นไผ่เมื่อออกขุยหรือออกดอกออกผลแล้ว ต้นนั้นมักแห้งตายไป สิ่งที่ทำให้ต้นไผ่ตายจึงมิได้มาจากภายนอก แต่เกิดจากต้นไผ่เอง ฉันใด อกุศลมูลทั้งสามก็เกิดจากใจของบุคคล แล้วย้อนกลับมาเบียดเบียนบุคคลนั้นเองฉันนั้น พระคาถานี้มาในคัมภีร์อิติวุตตกะ และแสดงความจริงที่ผู้ศึกษาสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตใจของตน
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษาชั้นโทได้เรียนอกุศลมูล ๓ และกุศลมูล ๓ มาแล้ว พึงเข้าใจว่า การเบียดเบียนในที่นี้มีทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า ในปัจจุบัน ความโลภทำให้ใจร้อนรน ความโกรธทำให้ใจเร่าร้อน ความหลงทำให้ตัดสินใจผิด ในภายหน้า กรรมที่ทำด้วยอกุศลมูลย่อมให้ผลเป็นทุกข์ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้มีกิเลสจะต้องพินาศทันทีทุกคน แต่หมายความว่ากิเลสที่ไม่ได้รับการขัดเกลาย่อมกัดกร่อนชีวิตจากภายใน สิ่งที่ควรทำจึงเป็นการเจริญกุศลมูล คืออโลภะ อโทสะ และอโมหะ ให้เข้มแข็งขึ้นแทน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน คนที่ไม่เข้าใจว่าทรัพย์สมบัติเป็นของไม่เที่ยง ย่อมโลภอยากได้จนยอมโกงผู้อื่น แล้วต้องเดือดร้อนเพราะความผิดนั้น สามเณรที่ไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา อาจอยากสบายจนละเลยกิจวัตรและการเรียน ทำให้ความรู้และความประพฤติเสื่อมลง ส่วนคนทำงานที่อยากได้ตำแหน่งจนใส่ร้ายเพื่อนร่วมงาน ก็ย่อมเสียทั้งความไว้วางใจและความสงบใจ ทุกกรณีล้วนเริ่มจากความไม่รู้เท่าทัน แล้วความอยากจึงเติบโตจนเกิดผลร้าย
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นศึกษาธรรมเพื่อให้รู้เหตุผลของชีวิต และฝึกสังเกตใจตนเมื่อความอยากเกิดขึ้นว่า สิ่งที่อยากได้นั้นชอบธรรมหรือไม่ จะเบียดเบียนใครหรือไม่ เมื่อความรู้ถูกต้องเกิดขึ้น ความโลภก็ขาดที่อาศัย เหมือนต้นไม้ที่รากถูกตัดย่อมเหี่ยวแห้งไป การบรรเทาความไม่รู้และความโลภจึงเป็นทางป้องกันทุคติทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ