| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา | ๒ |
| ๒ | ๒๕๖๗ | อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเฏน วิจกฺขโณ สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุํ อคฺคึว สนฺธมํ | ๒ |
| ๓ | ๒๕๖๖ | อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย อตฺตทตฺถมภิญฺญาย สทตฺถปสุโต สิยา | ๒ |
| ๔ | ๒๕๖๕ | ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ อนตฺถํ จรติ อตฺตโน อตฺตโน จ ปเรสญฺจ หึสาย ปฏิปชฺชติ | ๒ |
| ๕ | ๒๕๖๓ | อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต | ๒ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๔ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ให้กำลังใจว่า แม้ผู้ใดเคยประมาทมาก่อน ก็ยังเปลี่ยนแปลงตนเองได้ เมื่อกลับตัวมาเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ ตั้งใจทำความดี ชีวิตของเขาย่อมงดงามและเป็นประโยชน์แก่โลก คำว่า “ประมาท” หมายถึงการอยู่ปราศจากสติ ปล่อยใจให้ไหลไปในทางเสื่อม ส่วนความไม่ประมาทคือการมีสติกำกับการกระทำ พูด และคิดอยู่เสมอ อุปมาว่า ดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆย่อมส่องสว่างเต็มที่ ความดีที่ถูกความประมาทบดบังไว้ก็ฉายแสงออกมาได้เมื่อความประมาทนั้นหมดไป
ขยายความบทตั้งคาถานี้ปรากฏในอังคุลิมาลสูตร เป็นคาถาที่พระอังคุลิมาลเถระกล่าวหลังจากบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านเคยเป็นโจรร้ายที่ทำร้ายผู้คนมาก ต่อมาได้พบพระพุทธเจ้า กลับใจออกบวช และบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรม ชีวิตของท่านจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า อดีตที่ผิดพลาดไม่ได้ปิดกั้นทางแห่งความดีไว้ตลอดไป หากผู้นั้นหยุดทำชั่วและตั้งใจเดินในทางที่ถูกอย่างแท้จริง
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการกลับตัวแล้วจะลบล้างผลของกรรมเก่าได้ทั้งหมด ในเรื่องพระอังคุลิมาลเองก็ปรากฏว่า ท่านยังต้องรับผลกรรมเก่าบางส่วน สุภาษิตนี้จึงเน้นที่ปัจจุบันและอนาคตว่า ความไม่ประมาทที่เริ่มขึ้นในวันนี้ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนทิศไปสู่ความดีได้ ในระดับสูงสุด ความไม่ประมาทนำไปสู่ความสิ้นกิเลส ส่วนในระดับทั่วไป คือการเลิกนิสัยเสีย และสร้างความดีใหม่ให้มากขึ้นจนความดีนั้นปรากฏแก่ผู้อื่น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ทอดทิ้งกิจที่ควรทำ แล้วไปขวนขวายในกิจที่ไม่ควรทำ ทั้งยังถือตัวและมัวประมาท ย่อมเป็นผู้ที่ปล่อยให้กิเลสที่หมักดองอยู่ในใจพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ชี้ถึงลักษณะของผู้ประมาทว่า ทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ แล้วไปขวนขวายในสิ่งที่ไม่ควรทำ คำว่า “ถือตัว” แปลจากศัพท์ว่า อุนนฬะ ซึ่งมีความหมายว่าผู้ชูไม้อ้อคือมานะขึ้น ได้แก่ความเย่อหยิ่งลำพองใจ ส่วน “อาสวะ” หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน ที่เรียนในชั้นโทมี ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อผู้ใดถือตัวและประมาท อาสวะเหล่านี้ย่อมพอกพูนขึ้นแทนที่จะลดลง
อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุกลุ่มหนึ่งพำนักอยู่ที่เมืองภัททิยะ แทนที่จะขวนขวายในการศึกษาและบำเพ็ญเพียร กลับมัวตกแต่งรองเท้าด้วยวัสดุต่าง ๆ ให้สวยงาม พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงติเตียน และแสดงพระคาถานี้ว่า กิจของบรรพชิตคือการรักษาศีล เจริญสมาธิและปัญญา การละกิจนั้นไปทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ย่อมทำให้กิเลสเจริญขึ้น
อธิบายบทเชื่อม ๑สิ่งที่ “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต้องพิจารณาตามฐานะและหน้าที่ของแต่ละบุคคล สำหรับบรรพชิต กิจที่ควรทำคือการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย สำหรับคฤหัสถ์ คือการประกอบอาชีพสุจริต การดูแลครอบครัว และการทำความดี พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้ห้ามการพักผ่อนหรือการทำสิ่งเล็กน้อยที่จำเป็น แต่เตือนว่าเมื่อความถือตัวและความประมาทมาประกอบกัน คนย่อมมองไม่เห็นว่าตนละเลยสิ่งสำคัญ และยิ่งปล่อยนานเท่าใด อาสวะก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น การสิ้นอาสวะโดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องของพระอรหันต์ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปเริ่มได้จากการไม่เพิ่มกิเลสด้วยความประมาทในชีวิตประจำวัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่ได้ทำความดีสิ่งใดเลย ชีวิตของเขาก็ย่อมพร่องจากประโยชน์ที่ควรได้ไปวันละน้อยโดยไม่อาจเรียกกลับคืน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนให้ใช้เวลาแต่ละวันให้มีคุณค่า ไม่ปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ คำว่า “ไม่ให้เปล่า” หมายถึงให้มีการทำความดีหรือทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะน้อยหรือมากก็ตาม ส่วนความว่า “ชีวิตย่อมพร่อง” หมายถึงทุกวันคืนที่ล่วงไป อายุของเราก็ลดน้อยลง เวลาที่จะทำความดีจึงเหลือน้อยลงตามไปด้วย
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้มาในเถรคาถา เป็นคำของพระเถระผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของชีวิต แล้วเตือนตนและผู้อื่นให้เร่งทำความเพียร ใจความสำคัญอยู่ที่การเห็นว่า กาลเวลามิได้หยุดรอผู้ใด วันคืนที่ผ่านไปแล้วไม่อาจนำกลับคืนมาได้ ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ย่อมไม่ผัดผ่อนการทำความดีไว้ในวันหน้า เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าชีวิตจะเหลืออยู่อีกเท่าใด
อธิบายบทเชื่อม ๒หลักนี้สัมพันธ์กับความไม่ประมาท ซึ่งพระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นที่รวมแห่งกุศลธรรมทั้งปวง และสัมพันธ์กับการเจริญมรณสติ คือระลึกว่าความตายจะมาถึงแน่นอน ผู้ศึกษาไม่ควรตีความว่าต้องทำงานตลอดเวลาจนไม่พักผ่อน เพราะการพักผ่อนพอเหมาะก็เป็นการรักษากำลังเพื่อทำความดีต่อไป ความหมายที่แท้คือไม่ให้ชีวิตหมดไปกับความเกียจคร้านหรือสิ่งไร้สาระ ในระดับสูง พระเถระมุ่งให้เร่งทำความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการทำหน้าที่ให้ดีและสั่งสมบุญกุศลทุกวัน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่เคยขาดการทำวัตรหรือเรียนไม่ตั้งใจ เมื่อหันมาตั้งใจศึกษาและปฏิบัติ ก็อาจเป็นที่พึ่งของเพื่อนสหธรรมิกได้ นักเรียนที่เคยเกเรแล้วกลับมาตั้งใจเรียนจนสอบผ่าน หรือผู้ที่เคยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแล้วหันมาทำงานอย่างรับผิดชอบดูแลครอบครัว ต่างเป็นตัวอย่างว่า เมฆที่เคยบดบังดวงจันทร์ย่อมผ่านพ้นไปได้
สรุปสรุปความว่า เราจึงไม่ควรท้อแท้เพราะความผิดพลาดในอดีต และไม่ควรตัดสินผู้อื่นจากอดีตของเขาเพียงอย่างเดียว ควรยอมรับความผิด ตั้งใจแก้ไข และเริ่มเป็นผู้ไม่ประมาทตั้งแต่วันนี้ ฝึกสติในกิจวัตรทุกวัน ทำความดีทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง แล้วชีวิตย่อมค่อย ๆ สว่างขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนว่า ผู้มีปัญญารู้จักใช้สิ่งเล็กน้อยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ แล้วค่อย ๆ สร้างฐานะของตนให้มั่นคงขึ้น คำว่า “ต้นทุน” หมายถึงทุนหรือสิ่งที่มีอยู่เป็นเบื้องต้น ส่วน “ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด” หมายถึงผู้รู้จักพิจารณาโอกาสและใช้ความเพียรอย่างถูกทาง อุปมาเหมือนคนก่อไฟ ที่เริ่มจากประกายไฟเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ เติมเชื้อและเป่าลมอย่างระมัดระวัง จนไฟลุกโพลงได้
ขยายความบทตั้งในอรรถกถาจูฬเสฏฐิชาดก มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีผู้หนึ่งเห็นหนูตายตัวหนึ่งแล้วกล่าวว่า คนมีปัญญาอาจตั้งตัวได้แม้ด้วยหนูตายตัวนี้ ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่งได้ยินจึงนำหนูตายนั้นไปขายเป็นอาหารแมว ได้ทุนเล็กน้อยแล้วนำไปทำประโยชน์ต่อไปทีละขั้น ด้วยความขยันและรู้จักใช้โอกาส ในที่สุดก็ตั้งตัวได้มีทรัพย์มาก เรื่องนี้แสดงว่า ทุนน้อยมิใช่อุปสรรคสำคัญ หากผู้นั้นมีปัญญาและความเพียรประกอบกัน
ขยายความบทตั้งในหมวดความเพียร สุภาษิตนี้ชี้ว่า ความเพียรที่จะสำเร็จต้องมีปัญญากำกับ มิใช่เพียงทำงานหนักโดยไม่พิจารณา ผู้ศึกษาอาจโยงกับอิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งวิมังสา (การใคร่ครวญตรวจสอบ) ช่วยให้รู้ว่าควรลงทุนแรงที่ใด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าสุภาษิตนี้สอนให้แสวงหาทรัพย์โดยไม่เลือกวิธี การตั้งตนที่ดีต้องอาศัยสัมมาอาชีวะ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และคำว่า “ต้นทุน” ยังหมายรวมถึงความรู้ ความสามารถ และโอกาสเล็ก ๆ ที่มีอยู่ด้วย
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลที่เคยหลงผิดหันกลับมาดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ความดีของเขาย่อมปรากฏเด่นชัดขึ้น ประดุจพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอกแล้วส่องแสงสว่าง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ให้กำลังใจว่า แม้ผู้ใดเคยประมาทมาก่อน ก็ยังเปลี่ยนแปลงตนเองได้ เมื่อกลับตัวมาเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ ตั้งใจทำความดี ชีวิตของเขาย่อมงดงามและเป็นประโยชน์แก่โลก คำว่า “ประมาท” หมายถึงการอยู่ปราศจากสติ ปล่อยใจให้ไหลไปในทางเสื่อม ส่วนความไม่ประมาทคือการมีสติกำกับการกระทำ พูด และคิดอยู่เสมอ อุปมาว่า ดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆย่อมส่องสว่างเต็มที่ ความดีที่ถูกความประมาทบดบังไว้ก็ฉายแสงออกมาได้เมื่อความประมาทนั้นหมดไป
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้ปรากฏในอังคุลิมาลสูตร เป็นคาถาที่พระอังคุลิมาลเถระกล่าวหลังจากบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านเคยเป็นโจรร้ายที่ทำร้ายผู้คนมาก ต่อมาได้พบพระพุทธเจ้า กลับใจออกบวช และบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรม ชีวิตของท่านจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า อดีตที่ผิดพลาดไม่ได้ปิดกั้นทางแห่งความดีไว้ตลอดไป หากผู้นั้นหยุดทำชั่วและตั้งใจเดินในทางที่ถูกอย่างแท้จริง
อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการกลับตัวแล้วจะลบล้างผลของกรรมเก่าได้ทั้งหมด ในเรื่องพระอังคุลิมาลเองก็ปรากฏว่า ท่านยังต้องรับผลกรรมเก่าบางส่วน พุทธภาษิตบทนี้จึงเน้นที่ปัจจุบันและอนาคตว่า ความไม่ประมาทที่เริ่มขึ้นในวันนี้ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนทิศไปสู่ความดีได้ ในระดับสูงสุด ความไม่ประมาทนำไปสู่ความสิ้นกิเลส ส่วนในระดับทั่วไป คือการเลิกนิสัยเสีย และสร้างความดีใหม่ให้มากขึ้นจนความดีนั้นปรากฏแก่ผู้อื่น
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒คนเราคบคนเช่นใดเป็นมิตร ก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้ความคิด นิสัย และความประพฤติถ่ายทอดถึงกันอยู่เสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก วีสตินิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สรุปหลักของการคบหาไว้อย่างกระชับว่า มนุษย์ย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างคนที่ตนคบหาใกล้ชิด เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้ความคิดและนิสัยถ่ายทอดถึงกัน
อธิบายบทเชื่อม ๒การอยู่ร่วมกันทำให้เกิดการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เราซึมซับวิธีคิด วิธีพูด ค่านิยม และพฤติกรรมของคนที่อยู่ใกล้ชิดโดยไม่ต้องตั้งใจ เพื่อนที่ขยันย่อมพาให้ขยัน เพื่อนที่เกียจคร้านย่อมพาให้เกียจคร้าน เพื่อนที่มองโลกในแง่ดีย่อมทำให้เรามีกำลังใจ เพื่อนที่ชอบบ่นว่าย่อมทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ร้ายตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกคบคนจึงเท่ากับการเลือกว่าเราจะเป็นคนแบบไหนในอนาคต
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ไม่มีทางเลือกและต้องเปลี่ยนตามคนรอบข้างเสมอไป ผู้ที่มีสติและหลักใจมั่นคงสามารถรักษาความดีของตนได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี และยังอาจเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงได้ด้วย แต่สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ในวัยเรียนรู้ การเลือกคบคนดีเป็นทางที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุด
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่มีเวลาว่างเพียงวันละเล็กน้อย หากใช้ทบทวนบาลีหรือท่องธรรมสม่ำเสมอ ก็ย่อมสะสมความรู้จนสอบผ่านได้ นักเรียนที่มีอุปกรณ์การเรียนไม่มาก แต่ตั้งใจใช้สิ่งที่มีอย่างคุ้มค่า ก็ก้าวหน้าได้ไม่แพ้ผู้อื่น ผู้ที่เริ่มค้าขายด้วยทุนน้อย หากซื่อสัตย์ ประหยัด และค่อย ๆ ขยายกิจการตามกำลัง ก็อาจตั้งตัวได้มั่นคงกว่าผู้ที่มีทุนมากแต่ใช้จ่ายโดยประมาท
สรุปสรุปความว่า เราจึงไม่ควรท้อใจเพราะเห็นว่าตนมีทุนน้อย แต่ควรสำรวจว่ามีสิ่งใดอยู่ในมือบ้าง แล้วใช้ปัญญาพิจารณาหาทางทำให้งอกงาม เริ่มจากสิ่งเล็กอย่างรอบคอบ ไม่ใจร้อนจนไฟดับเสียก่อน และประคับประคองความเพียรอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่มั่นคงมักเกิดจากการสั่งสมทีละน้อยด้วยความขยันและความรู้จักประมาณ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “พล่า” หมายถึงทำให้เสียไปหรือละทิ้งไป ส่วน “ประโยชน์ของตน” ในที่นี้หมายถึงประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ สุภาษิตนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ไม่ทิ้งหน้าที่หลักของตนเพื่อไปทำเรื่องอื่นจนตนเองเสียหาย
ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท สุภาษิตนี้เกี่ยวกับพระอัตตทัตถเถระ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าจะปรินิพพาน ภิกษุจำนวนมากพากันมาห้อมล้อมเฝ้าพระองค์ แต่พระเถระตั้งใจเร่งปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลก่อน พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า การปฏิบัติตามธรรมนั้นเป็นการบูชาพระศาสดาอย่างแท้จริง เรื่องนี้แสดงว่า ประโยชน์ของตนที่สุภาษิตกล่าวถึง มิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุหรือความเห็นแก่ตัว แต่หมายถึงการทำหน้าที่สำคัญของตนให้สำเร็จ
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม สุภาษิตนี้ไม่ได้สอนให้ละเลยการช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธศาสนาสอนทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น แต่ผู้ที่ยังไม่พัฒนาตนเองย่อมช่วยผู้อื่นได้จำกัด เหมือนผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นย่อมช่วยคนจมน้ำได้ยาก การพัฒนาตนจึงเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างได้ผลและยั่งยืน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ทอดทิ้งกิจที่ควรทำ แล้วไปขวนขวายในกิจที่ไม่ควรทำ ทั้งยังถือตัวและมัวประมาท ย่อมเป็นผู้ที่ปล่อยให้กิเลสที่หมักดองอยู่ในใจพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ชี้ถึงลักษณะของผู้ประมาทว่า ทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ แล้วไปขวนขวายในสิ่งที่ไม่ควรทำ คำว่า “ถือตัว” แปลจากศัพท์ว่า อุนนฬะ ซึ่งมีความหมายว่าผู้ชูไม้อ้อคือมานะขึ้น ได้แก่ความเย่อหยิ่งลำพองใจ ส่วน “อาสวะ” หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน ที่เรียนในชั้นโทมี ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อผู้ใดถือตัวและประมาท อาสวะเหล่านี้ย่อมพอกพูนขึ้นแทนที่จะลดลง
อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุกลุ่มหนึ่งพำนักอยู่ที่เมืองภัททิยะ แทนที่จะขวนขวายในการศึกษาและบำเพ็ญเพียร กลับมัวตกแต่งรองเท้าด้วยวัสดุต่าง ๆ ให้สวยงาม พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงติเตียน และแสดงพระคาถานี้ว่า กิจของบรรพชิตคือการรักษาศีล เจริญสมาธิและปัญญา การละกิจนั้นไปทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ย่อมทำให้กิเลสเจริญขึ้น
อธิบายบทเชื่อม ๑สิ่งที่ “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต้องพิจารณาตามฐานะและหน้าที่ของแต่ละบุคคล สำหรับบรรพชิต กิจที่ควรทำคือการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย สำหรับคฤหัสถ์ คือการประกอบอาชีพสุจริต การดูแลครอบครัว และการทำความดี พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้ห้ามการพักผ่อนหรือการทำสิ่งเล็กน้อยที่จำเป็น แต่เตือนว่าเมื่อความถือตัวและความประมาทมาประกอบกัน คนย่อมมองไม่เห็นว่าตนละเลยสิ่งสำคัญ และยิ่งปล่อยนานเท่าใด อาสวะก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น การสิ้นอาสวะโดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องของพระอรหันต์ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปเริ่มได้จากการไม่เพิ่มกิเลสด้วยความประมาทในชีวิตประจำวัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลเข้าใจว่าผลแห่งการกระทำย่อมตกแก่ผู้ทำเอง ก็ย่อมเลือกทำดีและละเว้นการทำชั่ว เพราะรู้ว่าดีหรือชั่วที่ได้รับนั้นล้วนมาจากตนเป็นผู้ก่อ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เป็นหลักกรรมที่รู้จักกันแพร่หลาย สอนว่าผลย่อมเป็นไปตามเหตุ ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว คำว่า “ดี” ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรม คือการกระทำที่เกิดจากเจตนาอันไม่ประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง ส่วน “ชั่ว” หมายถึงอกุศลกรรม คือการกระทำที่เกิดจากกิเลสเหล่านั้น
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถาเต็มขึ้นต้นด้วยอุปมาว่า “ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ หรเต ผลํ” แปลว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ข้อนี้ช่วยให้เข้าใจหลักกรรมได้ชัดเจน ผู้ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ไม่ใช่ได้ผลไม้อื่น เช่นเดียวกับผู้ทำกุศลย่อมได้รับผลที่น่าปรารถนา ผู้ทำอกุศลย่อมได้รับผลที่ไม่น่าปรารถนา และเมล็ดพืชต้องอาศัยเวลาและเหตุปัจจัยจึงจะงอกงามออกผล
อธิบายบทเชื่อม ๒มีผู้กล่าวว่า “ทำดีไม่ได้ดี” เพราะเห็นคนทำดีบางคนยังลำบาก หรือคนทำชั่วบางคนยังรุ่งเรือง ข้อนี้ต้องเข้าใจว่า กรรมให้ผลตามเวลาและเหตุปัจจัย บางกรรมให้ผลในชาตินี้ บางกรรมให้ผลในชาติหน้า บางกรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป อีกประการหนึ่ง “ได้ดี” มิได้หมายถึงทรัพย์หรือชื่อเสียงเสมอไป ผลดีขั้นแรกคือจิตที่ดีขึ้น มีความสบายใจ ไม่ร้อนใจ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น ส่วนทรัพย์ยศที่ได้มาด้วยความชั่วนั้น มิใช่ผลของความชั่ว แต่ความชั่วนั้นก็ยังรอให้ผลอยู่
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่รับปากช่วยงานของเพื่อนทุกคน จนไม่มีเวลาทบทวนบทเรียนของตนเองและสอบไม่ผ่าน ย่อมเป็นการพล่าประโยชน์ของตน ผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมจนละเลยสุขภาพของตนเองหรือการดูแลครอบครัว ก็อาจทำให้ไม่สามารถทำประโยชน์ได้ต่อไปนาน ส่วนผู้ที่ตั้งใจเรียน ทำหน้าที่ของตนให้ดี แล้วแบ่งเวลาช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเหมาะสม ย่อมได้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาชีวิตที่มีคุณค่าจึงควรรู้ว่าอะไรคือหน้าที่และประโยชน์ที่แท้จริงของตน ตั้งใจทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ และช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ทิ้งหลักของตน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง และบริวาร สุภาษิตนี้เตือนว่า ยศที่ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ย่อมกลายเป็นเครื่องทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น
ขยายความบทตั้งยศและอำนาจเปรียบเหมือนเครื่องมือที่มีพลังมาก ในมือของผู้มีปัญญา ย่อมใช้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีปัญญาทราม ย่อมใช้เพื่อสนองความอยากของตน เช่น ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือหลงตัวจนไม่ฟังคำทักท้วง การกระทำเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่นโดยตรง และในที่สุดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะนำไปสู่การสูญเสียความเคารพ การถูกลงโทษ และการสูญเสียยศนั้นเอง
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้สอนให้เห็นว่า การได้ยศไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยปัญญาและคุณธรรมในการรักษา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญควรเตรียมตนให้พร้อม และผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาปัญญาและความประพฤติ มากกว่าเพียงความสามารถหรือความใกล้ชิด
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลใช้ชีวิตไปโดยปราศจากปัญญาและจิตที่ตั้งมั่น แม้อายุจะยืนยาวเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์ ต่างจากผู้มีปัญญาซึ่งทุกวันที่มีชีวิตอยู่ล้วนมีค่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่คุณภาพของชีวิต คือการมีปัญญาและมีจิตใจที่ตั้งมั่น
อธิบายบทเชื่อม ๑คำว่า “มีใจไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่มีสมาธิ ส่วนคำว่า “เพ่งพินิจ” หมายถึงการใช้จิตที่สงบตั้งมั่นพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปีโดยไม่มีปัญญาและจิตใจฟุ้งซ่าน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความหลงและความทุกข์โดยไม่เข้าใจชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาที่ได้เห็นความจริงของชีวิต แม้เพียงวันเดียว ก็ได้สิ่งที่มีค่ามากกว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อความนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเน้นคุณค่าของปัญญาและสมาธิ มิได้หมายความว่าชีวิตที่ยาวนานไม่มีค่า หรือส่งเสริมให้ปรารถนาชีวิตที่สั้น ตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าใจพุทธภาษิตบทนี้ย่อมเห็นว่าทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นโอกาสอันมีค่าในการพัฒนาปัญญาและฝึกจิต จึงไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ย่อมไม่ละทิ้งประโยชน์ของตน คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ เพียงเพราะมัวไปทำประโยชน์อื่นจนตนเองเสียหาย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “พล่า” หมายถึงทำให้เสียไปหรือละทิ้งไป ส่วน “ประโยชน์ของตน” ในที่นี้หมายถึงประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต คือการพัฒนาตนให้มีความรู้ ความดี และความพ้นทุกข์ พุทธภาษิตบทนี้สอนให้รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ไม่ทิ้งหน้าที่หลักของตนเพื่อไปทำเรื่องอื่นจนตนเองเสียหาย
อธิบายบทเชื่อม ๒ในพระธรรมบท พุทธภาษิตบทนี้เกี่ยวกับพระอัตตทัตถเถระ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าจะปรินิพพาน ภิกษุจำนวนมากพากันมาห้อมล้อมเฝ้าพระองค์ แต่พระเถระตั้งใจเร่งปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลก่อน พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า การปฏิบัติตามธรรมนั้นเป็นการบูชาพระศาสดาอย่างแท้จริง เรื่องนี้แสดงว่า ประโยชน์ของตนที่สุภาษิตกล่าวถึง มิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุหรือความเห็นแก่ตัว แต่หมายถึงการทำหน้าที่สำคัญของตนให้สำเร็จ
อธิบายบทเชื่อม ๒อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนให้ละเลยการช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธศาสนาสอนทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น แต่ผู้ที่ยังไม่พัฒนาตนเองย่อมช่วยผู้อื่นได้จำกัด เหมือนผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นย่อมช่วยคนจมน้ำได้ยาก การพัฒนาตนจึงเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างได้ผลและยั่งยืน
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ได้เป็นหัวหน้าแล้วใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง ย่อมทำให้บรรยากาศการทำงานเสียหาย และในที่สุดก็ถูกต่อต้าน ผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์แล้วใช้ชื่อเสียงนั้นโฆษณาสิ่งที่หลอกลวง ย่อมทำร้ายผู้ติดตาม และสูญเสียความน่าเชื่อถือ นักเรียนที่ได้เป็นหัวหน้าห้องแล้ววางอำนาจกับเพื่อน ย่อมไม่ได้รับความร่วมมือ ส่วนผู้ที่ใช้ตำแหน่งด้วยความถ่อมตนและเป็นธรรม ย่อมได้รับความเคารพอย่างแท้จริง
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ได้รับยศหรือตำแหน่งจึงควรใช้ปัญญากำกับการใช้อำนาจ ระลึกถึงหน้าที่มากกว่าสิทธิ และใช้ยศนั้นเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “คุณอันสมควร” หมายถึงความประพฤติและคุณธรรมที่เหมาะแก่ฐานะและสิ่งที่ตนจะสอน ส่วน “ไม่มัวหมอง” หมายถึงไม่ถูกติเตียน ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง และไม่เดือดร้อนใจ สุภาษิตนี้สอนลำดับที่ถูกต้อง คือ ปรับปรุงตนก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่น
ขยายความบทตั้งในพระธรรมบท สุภาษิตนี้เกี่ยวกับพระอุปนันทะ ซึ่งเป็นผู้แสดงธรรมเรื่องความมักน้อยสันโดษได้ไพเราะ แต่ตนเองกลับมีความโลภในปัจจัย เมื่อความจริงปรากฏ จึงถูกติเตียน พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน เรื่องนี้ชี้ว่า ความสามารถในการพูดหรือการสอน หากไม่มีความประพฤติรองรับ ย่อมนำความมัวหมองมาสู่ผู้สอนเอง
ขยายความบทตั้งสุภาษิตบทนี้ใกล้เคียงกับบทที่สอนว่า “ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึงทำตนฉันนั้น” แต่เน้นเรื่องผลที่เกิดกับผู้สอน คือความมัวหมองหรือความบริสุทธิ์ใจของตน ผู้ที่ตั้งตนไว้ในความดีก่อน เมื่อสอนผู้อื่นย่อมพูดได้เต็มปาก ไม่ต้องกลัวว่าผู้ฟังจะย้อนถามถึงความประพฤติของตน และคำสอนนั้นก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ตักเตือนสั่งสอนผู้อื่น ควรประพฤติตนให้ได้อย่างที่ตนสอนด้วย คำสอนนั้นจึงจะมีน้ำหนักและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ที่ตักเตือนสั่งสอนผู้อื่น ควรประพฤติตนให้ได้อย่างที่ตนสอนด้วย คำสอนจึงจะมีน้ำหนักและเกิดประโยชน์จริง คำว่า “พร่ำสอน” (อนุสาสติ) หมายถึงการสั่งสอนตักเตือนอยู่เนือง ๆ พระคาถาเต็มในอัตตวรรค แห่งธรรมบท มีใจความต่อไปว่า ผู้ฝึกตนดีแล้วพึงฝึกผู้อื่น เพราะได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก
อธิบายบทเชื่อม ๑อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภพระปธานิกติสสเถระ ซึ่งพาภิกษุจำนวนหนึ่งไปจำพรรษาในป่า ท่านตักเตือนภิกษุเหล่านั้นให้เพียรภาวนา แต่ตนเองกลับนอนหลับ แล้วตื่นขึ้นมาปลุกผู้อื่นในยามต่าง ๆ ทำให้ภิกษุเหล่านั้นพักผ่อนไม่พอและปฏิบัติไม่ก้าวหน้า เมื่อเรื่องทราบถึงพระพุทธองค์ จึงทรงสอนให้ฝึกตนก่อนแล้วจึงสอนผู้อื่น ซึ่งสอดคล้องกับพระคาถาที่อยู่ใกล้กันว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วจึงพร่ำสอนผู้อื่นภายหลัง จึงจะไม่มัวหมอง
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรระวังในการตีความคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้ห้ามผู้ที่ยังไม่สมบูรณ์มิให้สั่งสอนผู้อื่น พ่อแม่ ครู และพระอุปัชฌาย์อาจารย์ยังมีหน้าที่ต้องอบรมผู้อยู่ในความดูแล แต่สอนให้ผู้สอนหันมาปฏิบัติตามคำสอนของตนด้วย และตระหนักว่าการฝึกตนเองนั้นยากกว่าการชี้ข้อบกพร่องของผู้อื่น เมื่อผู้สอนทำได้จริง ผู้ฟังย่อมเกิดศรัทธาและยินดีทำตาม ส่วนการสอนที่ผู้สอนเองไม่ปฏิบัติ ย่อมทำให้คำสอนเบาลงและอาจก่อความเสื่อมศรัทธา
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่ออำนาจและชื่อเสียงตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ยศนั้นย่อมไม่ได้นำความเจริญมาให้ แต่กลับเป็นดุจอาวุธที่ทำร้ายทั้งตัวผู้ถือเองและคนรอบข้าง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง และบริวาร พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า ยศที่ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีปัญญา ย่อมกลายเป็นเครื่องทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น
อธิบายบทเชื่อม ๒ยศและอำนาจเปรียบเหมือนเครื่องมือที่มีพลังมาก ในมือของผู้มีปัญญา ย่อมใช้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีปัญญาทราม ย่อมใช้เพื่อสนองความอยากของตน เช่น ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือหลงตัวจนไม่ฟังคำทักท้วง การกระทำเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่นโดยตรง และในที่สุดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะนำไปสู่การสูญเสียความเคารพ การถูกลงโทษ และการสูญเสียยศนั้นเอง
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เห็นว่า การได้ยศไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยปัญญาและคุณธรรมในการรักษา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญควรเตรียมตนให้พร้อม และผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาปัญญาและความประพฤติ มากกว่าเพียงความสามารถหรือความใกล้ชิด
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่รณรงค์ให้ผู้อื่นลดการใช้พลาสติก ควรเริ่มลดการใช้ของตนเองก่อน ผู้ที่สอนเรื่องการประหยัด ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยให้ผู้อื่นเห็น นักเรียนที่เป็นหัวหน้าห้องและต้องดูแลให้เพื่อนรักษาความสะอาด ควรเริ่มจากเก็บขยะบริเวณโต๊ะของตนเอง เมื่อทำได้เช่นนี้ การตักเตือนผู้อื่นย่อมได้รับการยอมรับ
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องทำหน้าที่แนะนำหรือสั่งสอนผู้อื่น จึงควรตรวจดูตนเองอยู่เสมอ และตั้งตนไว้ในความดีที่ตนสอนก่อน สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ