| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | อตฺตนา โจทยตฺตานํ | ๑ |
| ๒ | ๒๕๖๗ | วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ | ๑ |
| ๓ | ๒๕๖๖ | ขนฺติ หิตสุขาวหา | ๑ |
| ๔ | ๒๕๖๕ | ททมาโน ปิโย โหติ | ๑ |
| ๕ | ๒๕๖๓ | จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา | ๑ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๔ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้แต่ละคนเป็นผู้ตักเตือนตนเอง ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว คำว่า “เตือน” (โจทนา) หมายถึงการกระตุ้นตนให้เห็นข้อบกพร่อง แล้วรีบแก้ไขและเร่งทำความดี เพราะผู้ที่อยู่กับเราตลอดเวลาและรู้ใจเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้อยู่ในภิกขุวรรค แห่งธรรมบท มีใจความเต็มว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาตนด้วยตนเอง ภิกษุ เธอนั้นคุ้มครองตนได้แล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข พระคาถาจึงตรัสกับภิกษุโดยตรง อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า ตรัสปรารภพระนังคลกูฏเถระ ซึ่งเดิมเป็นคนยากจนรับจ้างไถนา เมื่อออกบวชได้นำไถและผ้าเก่าไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ เมื่อใดเกิดความเบื่อหน่ายอยากลาสิกขา ท่านก็ไปดูของเหล่านั้นแล้วเตือนตนให้ระลึกถึงชีวิตเดิม จนใจกลับมามั่นคง ท่านเตือนตนเช่นนี้เรื่อยมาจนได้บรรลุอรหัตตผล
ขยายความบทตั้งการเตือนตนเป็นคุณธรรมที่ต้องอาศัยสติและความซื่อตรงต่อตนเอง เพราะคนมักเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่เห็นความผิดของตนได้ยาก อย่างไรก็ดี การเตือนตนไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำแนะนำของครูอาจารย์และกัลยาณมิตร ผู้ที่เตือนตนเป็นย่อมรับฟังคำเตือนของผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย และการเตือนตนก็ต่างจากการตำหนิตนจนหมดกำลังใจ แต่คือการมองตนตามความเป็นจริงเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น แม้พระคาถาจะตรัสกับภิกษุ คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ความประพฤติดีมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกตนอยู่เนือง ๆ และแม้ผู้ที่ประพฤติดีแล้วก็ยังไม่หยุดฝึก หากหมั่นขัดเกลาตนต่อไปอยู่เสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ผู้ประพฤติดี” แปลจากคำว่า สุพพตะ หมายถึงผู้มีวัตรงาม คือมีข้อปฏิบัติดี ตั้งใจรักษาศีลและทำหน้าที่ของตนโดยสม่ำเสมอ พุทธภาษิตบทนี้ชี้ว่า ความประพฤติดีมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกตนอยู่เนือง ๆ และผู้ที่ประพฤติดีแล้วก็ยังไม่หยุดฝึก หากหมั่นขัดเกลาตนต่อไปอยู่เสมอ
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้อยู่ในทัณฑวรรค แห่งธรรมบท มีข้อความตอนต้นเหมือนพระคาถาในบัณฑิตวรรค คือ คนไขน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างถากย่อมถากไม้ ต่างกันที่ท่อนท้ายว่า ผู้ประพฤติดีย่อมฝึกตน อรรถกถาธรรมบทเล่าเรื่องสุขสามเณร ศิษย์ของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งมีเรื่องในทำนองเดียวกับบัณฑิตสามเณร คือได้เห็นการไขน้ำ การดัดศร และการถากไม้ แล้วน้อมนำมาพิจารณาฝึกจิตของตนจนได้บรรลุอรหัตตผล อุปมาทั้งสามนี้แสดงว่า แม้วัสดุที่ไม่มีใจ เมื่อได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีก็ใช้ประโยชน์ได้ มนุษย์ผู้มีใจย่อมฝึกตนได้ยิ่งกว่านั้น
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อที่ควรสังเกตคือ ความประพฤติดีกับการฝึกตนเกื้อหนุนกันเป็นเหตุและผล ผู้ฝึกตนย่อมมีความประพฤติดีขึ้น และผู้ประพฤติดีก็ย่อมรู้ว่ายังต้องฝึกต่อไป ไม่หลงคิดว่าตนดีพร้อมแล้ว การฝึกตนตามหลักพระพุทธศาสนาเริ่มจากศีลอันเป็นความประพฤติภายนอก แล้วประณีตขึ้นเป็นการฝึกจิตด้วยสมาธิ และฝึกปัญญาให้เห็นตามความเป็นจริง ความประพฤติดีจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ภาพภายนอกที่ผู้อื่นเห็น แต่ต้องรวมถึงความตั้งใจภายในที่ผู้อื่นมองไม่เห็นด้วย
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่รู้สึกเกียจคร้านในการท่องหนังสือ อาจเตือนตนว่า ได้บวชมาเพื่อศึกษา จึงไม่ควรปล่อยเวลาให้เสียไป พระภิกษุที่เกิดความท้อในการปฏิบัติ อาจระลึกถึงเหตุที่ตนออกบวช นักเรียนที่ผัดผ่อนการอ่านหนังสือ อาจเตือนตนว่าวันสอบใกล้เข้ามา คนทำงานที่กำลังจะพูดด้วยความโกรธ อาจเตือนตนให้หยุดคิดก่อน และการทบทวนก่อนนอนว่าวันนี้ได้ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง ก็เป็นการเตือนตนที่ทุกคนทำได้
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกมีสติรู้ทันตนเองอยู่เสมอ เมื่อเห็นว่ากำลังจะหลงผิดก็เตือนตนให้กลับมา เมื่อเห็นว่าทำดีได้ก็ให้กำลังใจตนเองให้ทำต่อไป ผู้ที่เตือนตนได้ย่อมเป็นผู้คุ้มครองตนได้ และอยู่เป็นสุขตามที่พระคาถาแสดงไว้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “วิริยะ” หมายถึงความเพียร ความแกล้วกล้าที่ไม่ท้อถอยในการทำความดีและละความชั่ว ส่วน “ล่วงทุกข์” หมายถึงก้าวพ้นความทุกข์ไปได้ สุภาษิตนี้แสดงว่า ความเพียรเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้บุคคลผ่านพ้นความยากลำบากได้ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต หรือความทุกข์ที่เกิดจากกิเลสในใจ
ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มีมาในอาฬวกสูตร ซึ่งแสดงเรื่องที่อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหาแด่พระพุทธเจ้าว่า คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามทะเลได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร และบริสุทธิ์ได้อย่างไร พระองค์ตรัสตอบว่า คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามทะเลได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร และบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา คำตอบนี้แสดงว่า ความเพียรเป็นธรรมข้อหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกับศรัทธา ความไม่ประมาท และปัญญา มิใช่ธรรมที่แยกอยู่โดดเดี่ยว
ขยายความบทตั้งในระดับโลกิยะ ความเพียรช่วยให้คนผ่านพ้นความยากจน ความไม่รู้ และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ ส่วนในระดับโลกุตตระ ความเพียรที่ท่านหมายถึงคือสัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) ได้แก่ เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น ความเพียรเช่นนี้เมื่อประกอบด้วยปัญญา ย่อมเป็นองค์หนึ่งของมรรคที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ข้อควรระวังคือ ความเพียรที่ใช้ผิดทาง เช่น เพียรทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือทรมานตนเกินพอดี ไม่นับเป็นความเพียรชอบ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อกิจที่ควรทำปรากฏอยู่ตรงหน้า บุคคลก็ควรลงมือด้วยความเพียรในวันนี้ทันที เพราะวันพรุ่งนี้เป็นสิ่งไม่แน่นอนสำหรับทุกคน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์มชฺฌิมนิกาย อุปริปณฺณาสก ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “อชฺช” แปลว่า วันนี้ “กิจฺจ” แปลว่า กิจที่ควรทำ ส่วน “อาตปฺป” หมายถึงความเพียรที่แผดเผากิเลส คือความเพียรอย่างแรงกล้าที่ไม่ปล่อยให้กิเลสครอบงำ พุทธภาษิตบทนี้สอนให้ทำความเพียรเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่รอวันหน้า เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าชีวิตจะดำรงอยู่ไปถึงเมื่อใด
อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มีมาในภัทเทกรัตตคาถา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ผู้ใดเห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างมั่นคงไม่คลอนแคลน ควรเจริญธรรมนั้นไว้ แล้วตรัสต่อว่า ควรทำความเพียรเสียในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าความตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ เพราะการผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนามากย่อมไม่มี บริบทนี้แสดงว่า ความเพียรที่ตรัสถึงมุ่งการปฏิบัติธรรมในปัจจุบันเป็นสำคัญ
อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรเข้าใจคือ การเร่งทำความเพียรในวันนี้มิได้หมายถึงความรีบร้อนหรือความกระวนกระวาย แต่หมายถึงการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่หมกมุ่นกับอดีตหรือฝันถึงอนาคตจนละเลยสิ่งที่ควรทำตรงหน้า ในระดับสูง คือการเจริญสติและปัญญาพิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพื่อละกิเลส ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการไม่ผัดการทำความดี และระลึกถึงความตายเพื่อกระตุ้นให้ไม่ประมาท มิใช่เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่เพียรท่องบ่นและทำความเข้าใจบทเรียนทีละน้อย ย่อมผ่านพ้นความยากของการศึกษาได้ ผู้ที่เพียรสำรวมใจเมื่อความโกรธเกิดขึ้น ก็ค่อย ๆ ลดความทุกข์จากความขุ่นเคืองลงได้ นักเรียนที่เรียนไม่ทันเพื่อน หากเพียรถามครูและฝึกทำแบบฝึกหัด ก็สามารถตามทันได้ ครอบครัวที่ประสบปัญหาการเงิน หากทุกคนร่วมกันทำงานและประหยัด ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้
สรุปสรุปความว่า เราจึงไม่ควรยอมแพ้ต่อความยากลำบากโดยง่าย แต่ควรตั้งใจทำความเพียรในทางที่ถูก คือเพียรละสิ่งไม่ดี และเพียรเจริญสิ่งดีงาม พร้อมทั้งใช้ปัญญาพิจารณาหาวิธีที่เหมาะสม เมื่อความเพียรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกทาง ความทุกข์ย่อมบรรเทาลงตามลำดับ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ประโยชน์” หมายถึงสิ่งที่เกื้อกูล ทำให้ชีวิตดีงามขึ้น ส่วน “สุข” หมายถึงความสบายกายสบายใจ สุภาษิตนี้ชี้ว่า ความอดทนมิใช่เพียงการฝืนทนความลำบากอย่างเดียว แต่เป็นคุณธรรมที่ให้ผลเป็นความเกื้อกูลและความสงบสุข ทั้งแก่ผู้อดทนเองและแก่ผู้คนรอบข้าง
ขยายความบทตั้งในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พระพุทธองค์ตรัสอานิสงส์ของขันติไว้ ๕ ประการ คือ เป็นที่รักที่พอใจของชนเป็นอันมาก ไม่มีเวรมาก ไม่มีโทษมาก ไม่หลงตาย และเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อานิสงส์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ขันติให้ผลทั้งในปัจจุบัน คือความสัมพันธ์ที่ดีและการไม่ก่อศัตรู และให้ผลในภายหน้า คือจิตที่ไม่เศร้าหมองและคติที่ดี ประโยชน์สุขที่สุภาษิตกล่าวถึงจึงครอบคลุมกว้างกว่าความสะดวกเฉพาะหน้า
ขยายความบทตั้งผู้ที่ไม่มีความอดทน เมื่อเผชิญความขัดแย้งมักตอบโต้จนเรื่องเล็กบานปลาย เมื่องานยากก็มักละทิ้งกลางคัน ประโยชน์ที่ควรได้จึงหลุดมือไป ส่วนผู้อดทนย่อมรักษาความสัมพันธ์และทำงานให้สำเร็จได้มากกว่า แต่พึงเข้าใจว่า ขันติที่นำประโยชน์สุขมานั้นต้องประกอบด้วยปัญญา คืออดทนในสิ่งที่ควรอดทน เพื่อจุดหมายที่ดีงาม ไม่ใช่อดทนต่อการทำผิดศีล หรือทนอยู่ในสภาพที่เป็นอันตรายโดยไม่หาทางแก้ไข ความอดทนที่ปราศจากปัญญาอาจกลายเป็นความดื้อดึงหรือการเพิกเฉย ซึ่งไม่นำประโยชน์สุขมาอย่างแท้จริง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่มีความอดทนย่อมห้ามตนไว้ได้จากความผลุนผลัน ไม่คิด พูด หรือทำไปโดยหุนหันขาดการยั้งคิด สมดังนัยภาษิตของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ผลุนผลัน” หมายถึงการคิด พูด หรือทำไปโดยหุนหัน ขาดการยั้งคิด มักเกิดขึ้นเมื่อใจถูกความโกรธ ความอยาก หรือความตื่นตกใจครอบงำ ส่วน “ห้ามไว้ได้” หมายถึงการยับยั้งหรือกั้นไว้ไม่ให้ล่วงเลยออกไป ภาษิตบทนี้จึงสอนว่า ความอดทนเป็นเสมือนเครื่องยับยั้งที่ทำให้เราไม่ทำสิ่งใดลงไปตามแรงอารมณ์ชั่ววูบ
อธิบายบทเชื่อม ๑ความหมายของบทนี้อาจเข้าใจได้ด้วยอุปมาในพระธรรมบท ซึ่งตรัสว่า ผู้ใดยับยั้งความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วไว้ได้ เหมือนสารถียับยั้งรถที่กำลังแล่นไปผิดทาง ผู้นั้นพระองค์ตรัสเรียกว่าเป็นสารถีที่แท้ ส่วนคนนอกนั้นเป็นเพียงผู้ถือเชือกไว้เท่านั้น ใจที่กำลังเดือดด้วยอารมณ์ก็เหมือนรถที่ม้าตื่นแล้วพาวิ่งไป ขันติคือกำลังที่ดึงรั้งไว้ได้ทัน ทำให้เรายังเป็นผู้ควบคุมตนเอง มิใช่ถูกอารมณ์ลากพาไป
อธิบายบทเชื่อม ๑ความผลุนผลันมักนำมาซึ่งคำพูดที่ทำร้ายใจผู้อื่น การตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการกระทำที่แก้ไขภายหลังได้ยาก ขันติจะช่วยให้มีช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างอารมณ์กับการกระทำ ในช่วงนั้นสติจะได้ระลึกรู้ และปัญญาจะได้พิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ อย่างไรก็ตาม การห้ามความผลุนผลันมิได้หมายความว่าต้องชักช้าหรือนิ่งเฉยในทุกเรื่อง เมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ก็ต้องลงมือทันที แต่ลงมือด้วยสติ มิใช่ด้วยแรงโกรธหรือความตกใจ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่อดทนศึกษาพระธรรมวินัยอย่างต่อเนื่อง แม้บางช่วงจะรู้สึกยากและเหนื่อยล้า ย่อมได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่การเผยแผ่พระศาสนา การอยู่ร่วมในวัดอย่างอดทนต่อความแตกต่างของกันและกัน ก็ทำให้หมู่คณะสงบเรียบร้อย ฝ่ายคฤหัสถ์ นักเรียนที่อดทนฝึกฝนวิชาที่ยาก คนทำงานที่อดทนสะสมประสบการณ์ และคู่สามีภรรยาที่อดทนรับฟังกันเมื่อเห็นต่าง ย่อมได้รับผลเป็นความก้าวหน้าและความอบอุ่นในครอบครัว
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรมองความอดทนว่าเป็นการลงทุนเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืน เมื่อพบความยากลำบากหรือความไม่พอใจ ให้พิจารณาว่า การอดทนในครั้งนี้จะเกื้อกูลตนและผู้อื่นอย่างไร แล้วค่อย ๆ ฝึกทีละเรื่อง ทั้งการอดทนทำความดีและการอดกลั้นไม่ทำความชั่ว ผลดีที่ได้รับจะเป็นกำลังใจให้รักษาขันติไว้ได้ต่อไป สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้ให้” ในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ หมายถึงผู้ที่มีความเสียสละเป็นนิสัย พร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ส่วนคำว่า “ย่อมเป็นที่รัก” หมายความว่าย่อมได้รับความรักใคร่ ความเอ็นดู และความปรารถนาดีจากผู้คนรอบข้าง พุทธภาษิตนี้ชี้ให้เห็นกฎธรรมชาติข้อหนึ่งว่า ความรักของผู้อื่นไม่อาจเรียกร้องหรือบังคับเอาได้ แต่ย่อมเกิดขึ้นเองต่อผู้ที่ให้
ขยายความบทตั้งเหตุที่ผู้ให้เป็นที่รัก เพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ ผู้ใดทำให้เขามีความสุข ช่วยให้เขาพ้นจากความลำบาก เขาย่อมรักผู้นั้น ตรงกันข้าม คนที่เอาแต่รับ ไม่เคยให้ และคอยเอาเปรียบผู้อื่น แม้จะมีทรัพย์หรืออำนาจมากเพียงใด ก็อาจมีคนอยู่รอบตัวเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์หมดไป คนเหล่านั้นก็จากไป ความรักที่เกิดจากการให้ด้วยใจจริงจึงมั่นคงกว่าความรักที่ซื้อด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลรู้จักเสียสละแบ่งปันสิ่งที่ตนมีแก่ผู้อื่น ย่อมได้มิตรไมตรีเป็นเครื่องตอบแทน ส่วนคนตระหนี่ย่อมยากที่จะมีใครอยากผูกมิตรด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ไมตรี” หมายถึงความเป็นมิตร ความรักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ คือการให้เป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ผู้ให้ย่อมมีเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็พร้อมจะช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ
อธิบายบทเชื่อม ๑การให้ที่ผูกไมตรีได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์สิ่งของเท่านั้น การให้คำพูดที่ดี การให้เวลา การให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกาย การให้อภัย และการให้กำลังใจ ล้วนเป็นการให้ที่ผูกใจคนได้ทั้งสิ้น หลักธรรมที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ก็ยกการให้ไว้เป็นข้อแรก แสดงว่าการให้เป็นหัวใจของการสร้างมิตรภาพ ตรงกันข้าม คนที่ตระหนี่ ไม่เคยแบ่งปัน และคิดแต่จะเอาจากผู้อื่น ย่อมหาเพื่อนแท้ได้ยาก เพราะไม่มีสิ่งใดผูกใจคนไว้
ตัวอย่างในชีวิตตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และการอบรมแก่ลูกมาตลอดชีวิต ย่อมเป็นที่รักของลูกยิ่งกว่าผู้ใด พี่ที่แบ่งของเล่นหรือขนมให้น้อง และคอยปกป้องน้องเมื่อมีภัย ย่อมเป็นที่รักของน้อง พนักงานที่ยิ้มแย้มและให้บริการด้วยน้ำใจ ย่อมเป็นที่รักของลูกค้า แม้เพียงการให้รอยยิ้มและคำพูดที่อ่อนโยน ก็ทำให้เราเป็นที่รักของผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเสียทรัพย์แม้แต่น้อย
สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ต้องการเป็นที่รักจึงควรถามตนเองอยู่เสมอว่า วันนี้เราได้ให้อะไรแก่ผู้อื่นบ้าง แล้วหมั่นให้ตามโอกาสและกำลังของตน การให้เช่นนี้เป็นทั้งบุญกุศลและเป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของมนุษย์ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงว่า สภาพของจิตเป็นเหตุสำคัญที่กำหนดทางไปของชีวิต คำว่า “จิตเศร้าหมอง” หมายถึงจิตที่ถูกกิเลสเครื่องทำใจให้มัวหมอง (อุปกิเลส) ครอบงำ ส่วน “สุคติ” หมายถึงคติที่ดีหรือภพภูมิที่ดีเบื้องหน้าหลังจากตาย เช่น ความเป็นมนุษย์และสวรรค์ และคำว่า “เป็นอันหวังได้” แสดงว่า เมื่อจิตผ่องใสปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ความเป็นไปที่ดีก็ย่อมคาดหมายได้ตามเหตุ
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในวัตถูปมสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี ทรงอุปมาด้วยผ้าว่า ผ้าที่เศร้าหมองเปื้อนมลทิน แม้ช่างย้อมจะนำไปย้อมสีใด สีก็ไม่งามไม่สดใส เพราะผ้าไม่บริสุทธิ์ ส่วนผ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ ย้อมสีใดก็ย่อมงาม ฉันใด เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติก็เป็นอันหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติก็เป็นอันหวังได้ ฉันนั้น ในพระสูตรเดียวกันทรงแสดงอุปกิเลส ๑๖ ประการ มีอภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภอยากได้ไม่เลือกทาง) พยาบาท โกธะ อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) เป็นต้น จนถึงมทะ (ความมัวเมา) และปมาทะ (ความประมาท)
ขยายความบทตั้งควรเข้าใจว่า คำว่า “เป็นอันหวังได้” มิใช่คำรับประกันแบบตายตัวจากพิธีกรรมหรือการนึกคิดเพียงชั่วขณะ แต่หมายถึงผลที่ย่อมเกิดตามเหตุ คือจิตที่ได้รับการชำระอยู่เป็นนิจด้วยทาน ศีล และภาวนา จนความโลภ ความโกรธ ความริษยา และความถือตัวเบาบางลง สุคติในที่นี้เป็นผลระดับโลกิยะ ส่วนในพระสูตรทรงแสดงต่อไปถึงการรู้จักอุปกิเลสว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองแล้วละเสีย อันเป็นทางดำเนินไปสู่ความบริสุทธิ์ที่สูงยิ่งขึ้นจนถึงความหลุดพ้น ผู้ศึกษาทั่วไปจึงนำมาใช้ได้ตั้งแต่การรักษาใจให้สะอาดในปัจจุบัน อันเป็นพื้นฐานของความเป็นไปที่ดีทั้งภพนี้และภพหน้า
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนที่มีสติย่อมได้รับความสุขที่เจริญงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสติช่วยปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดจากความประมาท และเปิดทางให้ความสุขที่ถูกต้องเข้ามา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า คนมีสติย่อมได้รับความสุข คำว่า “ได้รับความสุข” ในภาษาบาลีมีความหมายว่า ความสุขย่อมเจริญงอกงามขึ้น คือไม่ได้สุขเพียงชั่วครู่ แต่ความสุขนั้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่มีสติย่อมมีความสุขเพราะสติช่วยปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดจากความประมาท และช่วยเปิดทางให้ความสุขที่ถูกต้องเข้ามาในชีวิต
อธิบายบทเชื่อม ๑ความทุกข์ของมนุษย์จำนวนมากเกิดจากการขาดสติ เช่น พูดโดยไม่คิดจนทะเลาะกับผู้อื่น ใช้จ่ายโดยไม่ยั้งคิดจนเป็นหนี้ ทำงานโดยไม่ระวังจนเกิดความเสียหาย หรือปล่อยใจให้คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ทำให้เศร้าหมอง ผู้ที่มีสติย่อมรู้ทันความคิดและอารมณ์ของตน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ เมื่อความกังวลเกิดขึ้นก็รู้ และไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นครอบงำ ใจจึงสงบ และความสงบนั้นเองคือความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้มีสติยังรู้จักอยู่กับปัจจุบัน ได้รับความสุขจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ไม่จมอยู่กับอดีตหรือกังวลถึงอนาคตจนเกินไป
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่ทำกิจวัตรหรือทำวัตรสวดมนต์ด้วยใจขุ่นเคืองเพื่อนสหธรรมิก ย่อมไม่ได้รับความสงบจากกิจนั้นเต็มที่ แต่หากรู้ทันความผูกโกรธแล้วให้อภัย ใจก็กลับผ่องใสขึ้น นักเรียนที่ริษยาเพื่อนซึ่งสอบได้คะแนนดี อาจเปลี่ยนความริษยาเป็นความยินดีและตั้งใจเรียนของตน คนทำงานที่ถูกชักชวนให้ใช้เล่ห์กลเอาเปรียบผู้อื่น หากยับยั้งไว้ได้ ก็รักษาใจให้สะอาดและไม่ต้องหวาดระแวงภายหลัง ส่วนในครอบครัว การไม่เก็บความขุ่นเคืองไว้นาน ย่อมทำให้บ้านร่มเย็น
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นสำรวจใจของตนว่า มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองข้อใดครอบงำอยู่บ้าง เมื่อเห็นแล้วก็ไม่ปล่อยให้สะสมจนเคยชิน แต่ค่อย ๆ ชำระด้วยการให้อภัย การเจริญเมตตา การรักษาศีล และการฝึกสติ เหมือนหมั่นซักผ้าให้สะอาดพร้อมรับสีที่งดงาม เมื่อจิตผ่องใสอยู่เป็นนิจ การกระทำทางกายและวาจาก็ย่อมดีงามตาม ความเป็นไปที่ดีทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้าก็ย่อมคาดหมายได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ