ชุดตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม (ข้อสอบสนามหลวงปีเก่า) กลับหน้าฝึกแต่งกระทู้
ชั้น: นักธรรมชั้นตรี ๑๐นักธรรมชั้นโท ๑๐นักธรรมชั้นเอก ๑๐ธรรมศึกษาชั้นตรี ประถม ๖ธรรมศึกษาชั้นตรี มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นตรี อุดม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท ประถม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นโท อุดม ๔ธรรมศึกษาชั้นเอก ประถม ๕ธรรมศึกษาชั้นเอก มัธยม ๕ธรรมศึกษาชั้นเอก อุดม ๕
ภาษา: ไทย EnglishIndonesia中文DeutschDanskहिन्दी日本語नेपाली
ซ่อนป้ายโครงสร้าง ในหน้าต่างพิมพ์ ให้เลือกปลายทาง "บันทึกเป็น PDF" และเปิด "กราฟิกพื้นหลัง" เพื่อให้เห็นแถบสี
ตัวอย่างสำหรับฝึกหัด ไม่ใช่เฉลยของสนามหลวง

ตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม

นักธรรมชั้นเอก

จากข้อสอบสนามหลวงปีเก่า ๑๐ ข้อ
ข้อพ.ศ.กระทู้ตั้งบทเชื่อม
๑๒๕๖๘ น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ๓
๒๒๕๖๗ อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา๓
๓๒๕๖๕ โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา วิริยารมฺภญฺจ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี๓
๔๒๕๖๔ วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี๓
๕๒๕๖๓ ปรสฺส วา อตฺตโน วาปิ เหตุ น ภาสติ อลิกํ ภูริปญฺโญ โส ปูชิโต โหติ สภาย มชฺเฌ ปจฺฉาปิ โส สุคฺคติคามิ โหติ๓
๖๒๕๖๑ อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ สุสํวิหิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตึ วเส๓
๗๒๕๖๐ ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ๓
๘๒๕๕๙ อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท๓
๙๒๕๕๘ อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ๓
๑๐๒๔๙๒ นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา๓

วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย

ประโยคสะพานบทเชื่อมและคำอธิบายตัวอย่างในชีวิตสรุปและปิดท้าย

ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง

ฉบับทดลอง — มี ๑๐ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้

พิมพ์จากระบบสนับสนุนการออกข้อสอบ · 01/10/2569

ข้อ ๑ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๘ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๕๙๑ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: นฺ ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโร กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ. บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ (แต่) เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ (พุทฺธ) ขุ.สุ.๒๕/๓๕๒. แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกิบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่ขะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษใบตอบตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป .
น ชจฺจา วสโล โหติน ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติกมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ
บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ ( แต่ ) เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ
(ขุ. สุ. ๒๕/๓๕๒)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ชาติ” ในที่นี้หมายถึงชาติกำเนิดหรือตระกูลที่เกิดมา ส่วนคำว่า “พราหมณ์” ซึ่งแปลในที่นี้ว่า “ผู้ประเสริฐ” เป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในความหมายของผู้ลอยบาปได้แล้ว ไม่ใช่ในความหมายทางวรรณะ สุภาษิตนี้สอนว่า ความดีหรือความเลวของคนตัดสินด้วยการกระทำ คือกรรมทางกาย วาจา และใจ มิได้ตัดสินด้วยชาติกำเนิด ฐานะ หรือตระกูล

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในวสลสูตร ซึ่งมีเรื่องว่า พระพุทธองค์เสด็จบิณฑบาตไปถึงที่อยู่ของพราหมณ์ผู้บูชาไฟชื่ออัคคิกภารทวาชะ พราหมณ์นั้นเห็นพระองค์แล้วร้องห้ามและเรียกพระองค์ว่าคนถ่อย พระองค์มิได้ตอบโต้ด้วยความโกรธ แต่ทรงถามว่าท่านรู้จักคนถ่อยและธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อยหรือไม่ แล้วทรงแสดงลักษณะของคนถ่อยว่าเกิดจากการกระทำ เช่น ความมักโกรธ การเบียดเบียน การลักขโมย และการหลอกลวง พร้อมทั้งตรัสคาถานี้

ขยายความบทตั้งข้อสำคัญของคาถานี้คือการชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของคนอยู่ที่ความประพฤติที่ตนเลือกได้ มิใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่วก็เป็นคนเลวได้ ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำแต่ประพฤติดีก็เป็นผู้ประเสริฐได้ หลักนี้สอดคล้องกับหลักกรรมที่ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตน ทั้งนี้พึงเข้าใจว่า สุภาษิตนี้มุ่งสอนเรื่องความประพฤติ มิใช่ให้ดูแคลนผู้ที่เคยถือคติเรื่องชาติกำเนิด การแสดงของพระองค์เองก็เป็นแบบอย่างของการชี้แจงด้วยเหตุผลและความเมตตา

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑บุคคลไม่ควรทำบาปซึ่งเป็นเครื่องกังวลใจ ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือใจ แต่ควรมีสติสัมปชัญญะ ละความใคร่ที่พาไปสู่ทุกข์อันไร้ประโยชน์เสีย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เว้นบาปทั้งทางกาย วาจา และใจ คำว่า “เครื่องกังวล” ในที่นี้แปลจากคำว่า “กิญฺจน” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เป็นเครื่องผูกพันหรือเครื่องกังวลใจ ผู้ทำบาปแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมมีเครื่องกังวลติดอยู่ในใจ “สติสัมปชัญญะ” คือความระลึกได้และความรู้ตัวทั่วพร้อม ส่วน “ทุกข์อันประกอบด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์” หมายถึงความลำบากที่ไม่นำไปสู่ประโยชน์หรือความพ้นทุกข์

อธิบายบทเชื่อม ๑เนื้อความของคาถานี้แสดงหลักปฏิบัติไว้เป็นลำดับ คือ เว้นบาปในทวารทั้งสาม มีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องกำกับ ละกามทั้งหลาย และไม่ประกอบตนในความลำบากที่ไร้ประโยชน์ ข้อความส่วนท้ายนี้ชวนให้นึกถึงหลักทางสายกลาง ที่ทรงแสดงว่าบรรพชิตไม่ควรเสพที่สุดสองอย่าง คือ การหมกมุ่นในกาม และการทรมานตนให้ลำบากเปล่า ซึ่งไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ทางที่ถูกคือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘

อธิบายบทเชื่อม ๑ข้อควรเข้าใจคือ การละกามในความหมายสูงสุดเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ซึ่งละได้เด็ดขาดด้วยอริยมรรค แต่ในระดับที่คฤหัสถ์นำมาใช้ คือไม่ปล่อยใจให้หมกมุ่นในกามจนเสียหน้าที่หรือทำผิดศีล อีกประการหนึ่ง คำว่า “ไม่ควรเสพทุกข์” มิได้หมายความว่าให้หลีกเลี่ยงความเพียรหรือความอดทน เพราะความเพียรที่ถูกทางย่อมเป็นประโยชน์ แต่หมายถึงไม่ควรสร้างความลำบากที่ไม่มีเหตุผล หรือทรมานตนด้วยความเข้าใจผิดว่าจะทำให้บริสุทธิ์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลตั้งใจฝึกตนและสงบระงับกิเลสได้ ชาติตระกูลสูงหรือต่ำย่อมไม่เป็นเครื่องกีดกั้น เพราะทางพ้นทุกข์เปิดไว้แก่ทุกคนที่ปฏิบัติตามธรรม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ปกิณฺณกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงว่า ความหลุดพ้นในพระพุทธศาสนาไม่จำกัดด้วยชาติกำเนิดหรือวรรณะ คำว่า “กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร” คือวรรณะทั้งสี่ในสังคมอินเดียสมัยพุทธกาล ส่วน “จัณฑาล” และ “ปุกกุสะ” คือคนชั้นต่ำที่สังคมสมัยนั้นรังเกียจ “สงบเสงี่ยม” หมายถึงความสงบเรียบร้อยด้วยศีล “ฝึกตนแล้ว” หมายถึงฝึกอินทรีย์และจิตใจจนมั่นคง และ “ปรินิพพาน” หมายถึงดับกิเลสและกองทุกข์ได้สิ้นเชิง

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในคัมภีร์ชาดก ใจความของบทอาจเข้าใจได้ด้วยอุปมาที่พบในพระสูตรทั่วไปว่า ไฟที่ติดขึ้นจากไม้ต่างชนิดกัน ย่อมมีความร้อนและแสงสว่างเสมอกัน ไม่ว่าไม้นั้นจะเป็นไม้ชั้นดีหรือไม้ธรรมดา ฉันใด ผู้ที่ฝึกตนจนบรรลุธรรม ไม่ว่ามาจากตระกูลใด ย่อมถึงความดับทุกข์เสมอกัน ฉันนั้น แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีผู้มาจากตระกูลต่ำแต่ได้บวชและบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หลายรูป

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรเข้าใจคือ บทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความแตกต่างทางหน้าที่ในสังคม แต่ชี้ว่าคุณค่าทางธรรมและความสามารถบรรลุธรรมขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ มิใช่ชาติกำเนิด การปรินิพพานเป็นผลระดับโลกุตตระที่ต้องอาศัยศีล สมาธิ ปัญญา อย่างบริบูรณ์ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับที่เคารพคุณค่าของทุกคนอย่างเท่าเทียม และมั่นใจว่าตนเองก็สามารถพัฒนาได้ด้วยความเพียร ไม่ว่าจะมีต้นทุนชีวิตเช่นไร

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓สัตบุรุษย่อมสละสิ่งที่ให้ได้ยากและทำกรรมดีที่ทำได้ยาก ซึ่งอสัตบุรุษไม่อาจทำตามได้ เพราะความดีของคนดีนั้น คนไม่ดีย่อมประพฤติตามได้ยากยิ่ง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทุกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงความต่างระหว่างสัตบุรุษกับอสัตบุรุษ คำว่า “สิ่งที่ให้ยาก” หมายถึงสิ่งที่คนทั่วไปหวงแหนหรือสละได้ยาก เช่น ทรัพย์ที่หามาด้วยความลำบาก หรือของที่ตนเองก็ต้องการใช้ ส่วน “กรรมที่ทำได้ยาก” หมายถึงความดีที่ต้องอาศัยความเสียสละ ความอดทน และความตั้งใจจริง คำว่า “ธรรมของสัตบุรุษ” จึงหมายถึงแนวประพฤติของคนดี ซึ่งอสัตบุรุษผู้ยังติดอยู่ในความเห็นแก่ตัวยากจะทำตามได้

อธิบายบทเชื่อม ๓ใจความของคาถานี้ชี้ให้เห็นว่า ความดีบางอย่างมิใช่เพียงเรื่องที่รู้แล้วทำได้ทันที เพราะต้องอาศัยคุณธรรมภายในเป็นพื้นฐาน ผู้ที่ยังมีความตระหนี่ (มัจฉริยะ) หนาแน่น แม้เห็นผู้อื่นให้ทานก็ไม่อาจให้ตามได้ ผู้ที่ยังขาดขันติ แม้เห็นผู้อื่นอดทนต่อคำด่าว่าก็ไม่อาจอดทนตามได้ บทนี้มีเนื้อความต่อเนื่องไปยังคาถาที่ว่า เพราะเหตุนั้น คติที่ไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษจึงต่างกัน

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อควรระวังคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้มุ่งให้เราดูแคลนผู้อื่นว่าเป็นอสัตบุรุษ แต่มุ่งให้เห็นคุณค่าของความดีที่ทำได้ยาก และให้ตรวจดูตนเองว่ายังมีความเห็นแก่ตัวข้อใดขัดขวางอยู่ ในหมวดธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมา ทาน ศีล ขันติ และบารมีต่าง ๆ ล้วนเป็นความดีที่ต้องฝึกด้วยการสละ ความยากจึงเป็นเครื่องวัดความมั่นคงของใจ มิใช่เหตุให้ท้อถอย

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนไม่ควรดูถูกเพื่อนเพราะฐานะทางบ้านหรือถิ่นกำเนิด คนทำงานควรยกย่องผู้ร่วมงานจากความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ มิใช่จากนามสกุลหรือเส้นสาย ในวัดก็เช่นกัน พระภิกษุสามเณรมาจากครอบครัวที่ต่างกัน แต่เมื่อบวชแล้วย่อมได้รับความเคารพตามคุณธรรมและตามพรรษา มิใช่ตามฐานะเดิมของครอบครัว

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรตรวจดูการกระทำของตนเองมากกว่าภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้มาโดยกำเนิด และไม่ตัดสินผู้อื่นจากภายนอก ฝึกละความมักโกรธ การพูดเท็จ และการเบียดเบียน แล้วเพียรทำความดีด้วยกาย วาจา ใจ เพราะความประเสริฐเป็นสิ่งที่สร้างได้ด้วยตนเอง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

น ชจฺจา วสโล โหติน ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติกมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ
บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ ( แต่ ) เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๒ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๗ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๓๐๑ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: อจินฺติตมฺปิ ภวติ, จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา. สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ ย่อมมีได้, สิ่งที่คิดไว้ ก็เสียหายได้, โภคะของสตรีหรือบุรุษที่สำเร็จได้ด้วยนึกเอาไม่มีเลย. แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า 2 ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ 4 หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
อจินฺติตมฺปิ ภวติจินฺติตมฺปิ วินสฺสติ
น หิ จินฺตามยา โภคาอิตฺถิยา ปุริสสฺส วา
สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ ย่อมมีได้. สิ่งที่คิดไว้ ก็เสียหายได้, โภคะ ของสตรีหรือบุรุษที่สำเร็จได้ด้วยนึกเอาไม่มีเลย
(ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๑๖๗)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้สอนให้เห็นความไม่แน่นอนของชีวิตและสมบัติ สิ่งที่ไม่ได้คาดไว้อาจเกิดขึ้นได้ สิ่งที่วางแผนไว้อย่างดีก็อาจผิดพลาดหรือสูญเสียไปได้ และทรัพย์สมบัติ (โภคะ) ไม่ว่าของผู้หญิงหรือผู้ชาย ย่อมไม่สำเร็จได้เพียงเพราะนึกหรือปรารถนาเอาเอง แต่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยและความเพียรที่ถูกต้อง

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในมหานิบาตชาดก ใจความของบทเป็นการเตือนสติว่า การนึกคิดหรือความหวังเพียงอย่างเดียวมิใช่เหตุให้สิ่งทั้งหลายสำเร็จ อุปมาเหมือนชาวนาที่นั่งนึกถึงข้าวเต็มยุ้งโดยไม่ไถหว่าน ย่อมไม่อาจได้ผลผลิต หรือแม้ไถหว่านแล้ว ฝนแล้ง น้ำท่วม ก็อาจทำให้ผลที่หวังไว้เสียหายได้ ผู้มีปัญญาจึงไม่ประมาทในความคิดของตน

ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความ คือสุภาษิตนี้มิได้สอนให้ท้อถอยว่าคิดไปก็ไร้ประโยชน์ หรือให้ปล่อยชีวิตตามโชคชะตา แต่สอนให้ยอมรับหลักอนิจจตาและเหตุปัจจัย การวางแผนยังเป็นสิ่งจำเป็น เพียงแต่ต้องลงมือทำด้วยความเพียร และเผื่อใจไว้ว่าผลอาจไม่เป็นไปตามที่คิดทุกอย่าง สอดคล้องกับหลักอิทธิบาท ๔ ที่ความสำเร็จต้องอาศัยทั้งฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา มิใช่ความอยากอย่างเดียว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลปล่อยตนให้เป็นนักเลงในทางอบายมุข หาทรัพย์ได้มาเท่าใดก็ย่อมผลาญหมดไปเท่านั้น ชีวิตจึงมีแต่จะเสื่อมลงไม่อาจตั้งตัวได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงเหตุแห่งความเสื่อม (ปราภวะ) อย่างหนึ่ง คือการเป็นนักเลง (ธุตฺต หมายถึงผู้หมกมุ่น มัวเมา จนเสียการงาน) ใน ๓ เรื่อง ได้แก่ นักเลงหญิง คือผู้ประพฤติเจ้าชู้ไม่รู้จักพอ นักเลงสุรา คือผู้ดื่มน้ำเมาจนเป็นนิสัย และนักเลงการพนัน คือผู้หมกมุ่นในการเล่นเสี่ยงโชคด้วยทรัพย์ ผู้เช่นนี้หาทรัพย์ได้มาเท่าใดก็ผลาญหมดไปเท่านั้น คำว่า “ปากทาง” หรือเหตุแห่งความเสื่อม (ปราภวโต มุขํ) หมายถึงช่องทางที่ความฉิบหายไหลเข้ามาในชีวิต

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในปราภวสูตร สุตตนิบาต ต้นเรื่องกล่าวว่า เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี แล้วทูลถามถึงเหตุแห่งความเสื่อมของคนทีละข้อ พระพุทธองค์ทรงตอบเป็นลำดับ ข้อที่ยกมานี้เป็นหนึ่งในเหตุแห่งความเสื่อมเหล่านั้น เช่น การไม่ใคร่ธรรม การคบคนชั่ว การไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา

อธิบายบทเชื่อม ๑เมื่อเทียบกับอบายมุข ซึ่งผู้ศึกษานักธรรมได้เรียนมาแล้ว จะเห็นว่าสามเรื่องนี้ตรงกับอบายมุขหลายข้อ และมีโทษทำนองเดียวกัน คือทำลายทรัพย์ ทำลายสุขภาพ ทำลายเกียรติและความไว้วางใจ และเป็นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท ข้อที่ควรสังเกตคือ ตัวบทใช้คำว่า “ได้แล้ว ๆ” แสดงว่าปัญหามิใช่อยู่ที่การหาทรัพย์ไม่ได้ แต่อยู่ที่ทรัพย์ซึ่งหามาได้โดยชอบก็ยังรั่วไหลไปไม่หยุด

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และไม่ใฝ่หาสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยสติ ย่อมมีใจสงบ และผิวพรรณผ่องใสเพราะใจที่สงบนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงเหตุแห่งความผ่องใสของผิวพรรณ ว่ามาจากใจที่ไม่เศร้าโศกถึงอดีต ไม่เพ้อหวัง (ปชัปปนะ) ถึงอนาคต แต่ดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยสติ คำว่า “ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า” หมายถึงการเป็นอยู่ด้วยปัจจัยที่ได้มาตามมีตามได้ และการทำกิจในปัจจุบันอย่างเต็มที่

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในอรัญญสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวดาองค์หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในป่า ประพฤติพรหมจรรย์ และฉันภัตตาหารหนเดียว เหตุไรผิวพรรณจึงผ่องใส พระองค์ตรัสตอบด้วยพระคาถานี้ และตรัสต่อไปว่า ผู้ที่เศร้าโศกถึงอดีตและเพ้อหวังถึงอนาคต ย่อมเหี่ยวแห้งไปเหมือนต้นอ้อสดที่ถูกตัดทิ้งไว้กลางแดด

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรระวังในการตีความ คือพุทธภาษิตบทนี้มิได้ห้ามการทบทวนบทเรียนจากอดีตหรือการวางแผนเพื่ออนาคต แต่ห้ามการปล่อยใจจมอยู่กับความเสียดาย ความอาลัย และการเพ้อฝันด้วยตัณหา ซึ่งทำให้ใจเศร้าหมอง การอยู่กับปัจจุบันจึงเป็นการมีสติรู้สิ่งที่กำลังทำ ความผ่องใสของผิวพรรณเป็นผลของใจที่สงบ และความสันโดษในปัจจัยสี่ อันเป็นข้อปฏิบัติของบรรพชิตในอริยวงศ์ ส่วนคฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้ในการรักษาใจให้ปลอดโปร่ง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อใจถูกความอยากครอบงำ แม้ได้มามากเพียงใดก็ไม่รู้จักอิ่ม ผู้ที่ละความต้องการได้แล้วจึงเป็นผู้มีใจเต็มอิ่ม ควรแก่การนอบน้อมยิ่งนัก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก ทุกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ชี้ให้เห็นธรรมชาติของความอยาก (อิจฉา) ว่าไม่มีที่สิ้นสุด คำว่า “อนันตโคจร” แปลว่า มีอารมณ์หรือที่เที่ยวไปไม่มีที่สุด คือเมื่อได้สิ่งหนึ่งมาแล้วก็ไม่อิ่ม ใจกลับวิ่งไปหาสิ่งใหม่ และมองสิ่งที่ได้มาแล้วว่าด้อยค่า ส่วน “ผู้ปราศจากความต้องการ” หมายถึงผู้ที่ละความอยากได้แล้ว ซึ่งในความหมายสูงสุดคือพระอรหันต์ผู้สิ้นตัณหา บุคคลเช่นนี้ควรแก่การนอบน้อมเพราะมีใจเต็มอิ่ม ไม่ถูกความอยากบังคับ

อธิบายบทเชื่อม ๓ที่มาของพระคาถานี้อยู่ในชาดก หมวดทุกนิบาต เนื้อความในบทแสดงเป็นลำดับให้เห็นวงจรของความอยาก คือ ได้มาแล้วไม่ยินดี ปรารถนาสิ่งใหม่ แล้วดูหมิ่นของที่มีอยู่ วนซ้ำเช่นนี้ไปไม่รู้จบ จึงสรรเสริญผู้ที่หลุดจากวงจรนี้ได้ ว่าความสุขแท้อยู่ที่ใจไม่ถูกความอยากครอบงำ

อธิบายบทเชื่อม ๓ในทางหลักธรรม ความอยากในที่นี้ตรงกับตัณหา ซึ่งในอริยสัจ ๔ ทรงแสดงว่าเป็นสมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ การละความอยากได้เด็ดขาดเป็นเรื่องระดับโลกุตตระ สำหรับผู้ศึกษาทั่วไปยังมีความต้องการในสิ่งจำเป็นอยู่ ซึ่งไม่ผิด เพราะการแสวงหาปัจจัยสี่และความรู้โดยชอบธรรมเป็นหน้าที่ที่ควรทำ สิ่งที่ควรฝึกคือสันโดษ ได้แก่ ยินดีตามที่ได้ ยินดีตามกำลัง และยินดีตามสมควร ไม่ปล่อยให้ความอยากลุกลามจนดูแคลนสิ่งที่มี หรือแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตั้งใจจะสอบนักธรรมให้ได้ หากเพียงแต่คิดโดยไม่ท่องบ่นทบทวน ก็ยากจะสอบผ่าน พระภิกษุที่วางแผนสร้างศาลาไว้พร้อม ก็อาจพบอุปสรรคที่ไม่คาดคิดจนต้องเลื่อนออกไป คนทำงานที่คาดว่ากิจการจะรุ่งเรือง อาจประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขณะที่บางครอบครัวซึ่งไม่ได้คาดหวังมาก กลับได้รับโอกาสดีจากความขยันและความซื่อสัตย์ที่สั่งสมไว้

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรคิดวางแผนด้วยความรอบคอบ แล้วลงมือทำด้วยความเพียรสม่ำเสมอ ไม่ฝากความหวังไว้กับการนึกฝัน เมื่อสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จก็ไม่ประมาท เมื่อผิดหวังก็ไม่ท้อแท้จนเกินไป เพราะเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย การรักษาใจให้มั่นคงเช่นนี้ย่อมช่วยให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีสติและปัญญา สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อจินฺติตมฺปิ ภวติจินฺติตมฺปิ วินสฺสติ
น หิ จินฺตามยา โภคาอิตฺถิยา ปุริสสฺส วา
สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ ย่อมมีได้. สิ่งที่คิดไว้ ก็เสียหายได้, โภคะ ของสตรีหรือบุรุษที่สำเร็จได้ด้วยนึกเอาไม่มีเลย

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๓ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๕ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๗,๑๑๔ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา อารทฺธวิริยา โหถ วิริยารมฺภญฺจ เขมโต เอสา พุทฺธานุสาสนี. ท่านทั้งหลายเห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัย และเห็น การปรารภความเพียรโดยความปลอดภัยแล้ว จงปรารภความเพียร เถิด นี้เป็นพุทธานุศาสนี. (พุทฺธ) ขุ. จริยา. ๓๓/๕๙๕. แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื ่นมาประกอบ ไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื ่อคัมภีร์ที ่มาแห่งสุภาษิตนั ้นด้วย ห้ามอ้าง สุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที ่อ้างมานั ้น ต้อง เรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง. ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวาวิริยารมฺภญฺจ เขมโต
อารทฺธวิริยา โหถเอสา พุทฺธานุสาสนี
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย และเห็นการปรารภ ความเพียรเป็นความปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นพุทธานุศาสนี
(ขุ. จริยา. ๒๒/๕๙๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความเกียจคร้าน” (โกสัชชะ) หมายถึงความหดหู่ท้อถอย ไม่ยอมลงมือทำสิ่งที่ควรทำ ส่วน “การปรารภความเพียร” (วิริยารัมภะ) หมายถึงการเริ่มต้นลงมือและพากเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คำว่า “พุทธานุศาสนี” แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สุภาษิตนี้จึงสอนให้เปลี่ยนมุมมองต่อความขี้เกียจ จากที่คนทั่วไปมักเห็นว่าเป็นความสบาย ให้เห็นว่าเป็นภัย และเห็นว่าความเพียรเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิต

ขยายความบทตั้งคาถานี้ปรากฏในตอนท้ายของคัมภีร์จริยาปิฎก ซึ่งว่าด้วยจริยาหรือบารมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาติ คำว่า “ท่านทั้งหลาย” ในบทนี้เป็นพระดำรัสที่ทรงสอนพระภิกษุ ให้เห็นโทษของความเกียจคร้านและตั้งใจปฏิบัติ พระพุทธองค์เองก็ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีมายาวนานกว่าจะได้ตรัสรู้ คำสอนนี้จึงเป็นทั้งคำเตือนและแบบอย่าง แม้คฤหัสถ์ก็นำมาปฏิบัติได้ในการทำหน้าที่ การงาน และการทำความดีทุกระดับ

ขยายความบทตั้งที่ว่าความเกียจคร้านเป็นภัย เพราะความเกียจคร้านมักมาในรูปของข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุผล เช่น ยังเร็วเกินไป ยังเหนื่อยอยู่ หรือไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ แล้วค่อย ๆ ทำให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไป ความเสื่อมที่เกิดจากความเกียจคร้านจึงมักเกิดอย่างช้า ๆ จนไม่ทันรู้ตัว ส่วนความเพียรเป็นความปลอดภัย เพราะทำให้คนพึ่งตนเองได้และมีกำลังรับมือกับปัญหา ทั้งนี้ความเพียรที่ถูกต้องต้องประกอบด้วยปัญญา คือ เพียรละสิ่งไม่ดี เพียรทำสิ่งดี ตามหลักสัมมัปปธาน มิใช่ความพยายามในทางที่ผิดหรือการหักโหมจนเสียสุขภาพ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑พระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์จึงต้องทำความเพียรด้วยตนเอง ผู้ที่ปฏิบัติตามอย่างมีสติเพ่งพินิจ ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมารได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง คำว่า “ความเพียร” ในที่นี้หมายถึงความเพียรที่เผากิเลส “ผู้มีปกติเพ่งพินิจ” (ฌายี) หมายถึงผู้เจริญสมถะและวิปัสสนา คือฝึกจิตให้สงบและพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง ส่วน “เครื่องผูกของมาร” หมายถึงกิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ คือการเวียนว่ายตายเกิด

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้อยู่ในมัคควรรค คัมภีร์ธรรมบท ซึ่งว่าด้วยทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ คำว่า “ท่านทั้งหลาย” เป็นพระดำรัสที่ตรัสกับพระภิกษุ อรรถกถาเล่าไว้โดยย่อว่า ภิกษุกลุ่มหนึ่งกลับจากการจาริกแล้วนั่งสนทนากันถึงหนทางที่ตนเดินผ่านมาว่าราบเรียบหรือขรุขระ พระศาสดาจึงทรงเตือนว่าทางนั้นเป็นเพียงทางภายนอก ภิกษุควรใส่ใจทางอันประเสริฐคืออริยมรรค และทรงแสดงคาถาในหมวดนี้ อุปมาให้เข้าใจง่ายคือ ผู้บอกทางชี้ได้ว่าทางไปอยู่ทางไหน แต่ผู้ที่จะถึงจุดหมายต้องออกเดินด้วยเท้าของตน

อธิบายบทเชื่อม ๑หลักนี้แสดงว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้รอความช่วยเหลือจากอำนาจภายนอก แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่อาจปฏิบัติแทนผู้ใดได้ การพ้นจากเครื่องผูกของมารในความหมายสูงสุดคือการบรรลุนิพพาน ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติตามอริยมรรคอย่างจริงจัง ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับที่ใกล้ตัว คือ ลดความโลภ ความโกรธ ความหลงที่ผูกมัดใจทีละน้อย ด้วยการรักษาศีลและฝึกสติ แต่ไม่ควรเข้าใจว่าการฟังหรือการรู้ธรรมเพียงอย่างเดียวจะทำให้พ้นทุกข์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้าน แม้อายุยืนยาวก็หาประโยชน์ได้น้อย แต่เมื่อตั้งใจทำความดีด้วยความเพียรอย่างจริงจัง แม้เวลาเพียงสั้นก็มีคุณค่ามากกว่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ปรารภความเพียรมั่นคง” หมายถึงการตั้งใจทำความดีและฝึกตนอย่างจริงจังไม่ย่อหย่อน พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบให้เห็นว่า คุณค่าของชีวิตมิได้วัดที่ความยาวนานของอายุ แต่วัดที่การใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ ผู้ที่มีอายุยืนแต่เกียจคร้าน ปล่อยวันเวลาให้ล่วงไปโดยไม่ทำความดี ย่อมมีชีวิตที่มีคุณค่าน้อยกว่าผู้ที่มีชีวิตเพียงวันเดียว แต่ใช้วันนั้นทำความเพียรอย่างเต็มที่

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้อยู่ในสหัสสวรรค คัมภีร์ธรรมบท ซึ่งเป็นหมวดที่เปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีสาระ แม้เพียงน้อย ว่าประเสริฐกว่าสิ่งไร้สาระแม้จำนวนมาก เช่น ถ้อยคำที่มีประโยชน์เพียงบทเดียว ประเสริฐกว่าถ้อยคำไร้ประโยชน์นับพัน คาถาในหมวดนี้หลายบทใช้รูปแบบเดียวกัน คือเปรียบชีวิตร้อยปีของผู้ประมาท กับชีวิตวันเดียวของผู้มีศีล มีปัญญา หรือมีความเพียร สุภาษิตบทนี้จึงเน้นด้านความเพียรโดยตรง

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อที่ควรเข้าใจคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ดูแคลนชีวิตของผู้ใด หรือเห็นว่าอายุยืนไม่มีค่า แต่ชี้ว่าชีวิตที่มีคุณค่าคือชีวิตที่ได้ใช้ทำประโยชน์ ความเพียรในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงความเพียรที่ถูกทาง คือเพียรละความชั่ว เพียรทำความดี และเพียรชำระใจให้บริสุทธิ์ มิใช่เพียงความขยันหาทรัพย์หรือแสวงหาชื่อเสียงเท่านั้น และคำว่า “วันเดียว” ก็เป็นการเปรียบให้เห็นคุณค่า มิได้หมายความว่าผู้เพียรจะต้องมีอายุสั้น ผู้ศึกษาจึงควรนำมาเป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าทุกวัน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ปฏิบัติย่อมต้องอาศัยความเพียรขับไล่ความง่วงเหงา ความเกียจคร้าน ความอืดอาด ความไม่ยินดี และความเมาอาหาร ทางแห่งอริยมรรคจึงจะบริสุทธิ์ได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงอุปสรรคของการปฏิบัติ ๕ ประการ คือ ความหลับหรือความง่วงเหงา ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจคือความอืดอาดไม่กระปรี้กระเปร่า ความไม่ยินดีคือความเบื่อหน่ายในการทำความดี และความเมาอาหารคือความง่วงซึมหลังจากรับประทานอาหารมากเกินไป ส่วน “อริยมรรค” หมายถึงทางอันประเสริฐที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เมื่อบรรเทาสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยความเพียร ทางปฏิบัตินั้นก็ย่อมแจ่มแจ้งและบริสุทธิ์

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในเทวตาสังยุต สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีเนื้อความว่า เทวดาองค์หนึ่งกล่าวต่อพระพุทธเจ้าว่า อริยมรรคย่อมไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ ความไม่ยินดี และความเมาอาหาร พระพุทธองค์จึงตรัสตอบด้วยคาถานี้ว่า สิ่งเหล่านี้ขับไล่ได้ด้วยความเพียร พระดำรัสนี้จึงไม่เพียงชี้โทษ แต่ชี้ทางแก้ไขไว้ด้วย

อธิบายบทเชื่อม ๓อุปสรรคทั้ง ๕ นี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยทางกาย แต่ส่งผลต่อจิตใจโดยตรง เพราะทำให้จิตหดหู่ ขาดกำลัง และไม่พร้อมจะทำความดี ในทางปฏิบัติ ความเพียรที่ใช้ขับไล่สิ่งเหล่านี้ต้องประกอบด้วยปัญญาและความพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภค เปลี่ยนอิริยาบถ ตั้งสติ และทำกิจอย่างสม่ำเสมอ มิใช่การอดนอนหรือทรมานร่างกาย ส่วนความบริสุทธิ์ของอริยมรรคในความหมายสูงสุดเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติจนบรรลุธรรม ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการทำหน้าที่และทำความดีให้มีคุณภาพ ไม่ปล่อยให้ความง่วงเหงาและความเบื่อหน่ายครอบงำ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน นักเรียนที่ผัดการทบทวนบทเรียนไว้เรื่อย ๆ อาจพบว่าเนื้อหาสะสมจนตามไม่ทัน ขณะที่ผู้ที่ทบทวนวันละเล็กละน้อยย่อมมีความพร้อมในการสอบ คนทำงานที่ปล่อยให้งานคั่งค้าง ย่อมเสียความไว้วางใจจากผู้ร่วมงาน ส่วนผู้ที่ขยันรับผิดชอบก็มักได้รับโอกาสมากขึ้น ในครอบครัว หากสมาชิกทุกคนช่วยกันทำหน้าที่ของตน บ้านก็เป็นระเบียบและน่าอยู่

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกสังเกตความเกียจคร้านที่เกิดขึ้นในใจ แล้วเตือนตนว่าสิ่งนี้เป็นภัยต่อชีวิต จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำทันทีแม้เพียงเล็กน้อย ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แบ่งงานเป็นขั้นตอน และทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำจนเป็นนิสัยก็จะเห็นคุณค่าของความเพียรที่คุ้มครองรักษาตนได้จริง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวาวิริยารมฺภญฺจ เขมโต
อารทฺธวิริยา โหถเอสา พุทฺธานุสาสนี
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย และเห็นการปรารภ ความเพียรเป็นความปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นพุทธานุศาสนี

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๔ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๔ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๗,๐๘๙ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา|อวิวาทญฺจ เขมโต สมคฺคา สขิลา โหถ|เอสา พุทฺธานุสาสนี. ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด.นี้เป็นพนะพุทธานุศาสนี. แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง. ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
วิวาทํ ภยโต ทิสฺวาอวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถเอสา พุทฺธานุสาสนี
ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด. นี้เป็นพระพุทธานุศาสนี
(ขุ. จริยา. ๓๓/๕๙๕)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ความวิวาท” หมายถึงการทะเลาะเบาะแว้ง โต้เถียงกันด้วยความขัดเคืองจนแตกแยก ส่วน “ความพร้อมเพรียง” (สมัคคะ) หมายถึงความสามัคคีปรองดอง และ “ความประนีประนอม” (สขิละ) หมายถึงความมีน้ำใจอ่อนโยน พูดจากันด้วยไมตรี ไม่หยาบกระด้าง สุภาษิตนี้สอนให้มองความขัดแย้งว่าเป็นภัยที่นำความเสื่อมมาสู่หมู่คณะ และมองความไม่วิวาทว่าเป็นความปลอดภัย

ขยายความบทตั้งคาถานี้ปรากฏในตอนท้ายของคัมภีร์จริยาปิฎก ร่วมกับคาถาที่มีรูปแบบเดียวกัน ซึ่งสอนให้เห็นโทษของความประมาทและความเกียจคร้าน คำว่า “ท่านทั้งหลาย” เป็นพระดำรัสที่ทรงสอนพระภิกษุ เพราะความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของสงฆ์ หากภิกษุวิวาทกัน การศึกษาและการปฏิบัติก็ย่อมเสื่อมลง และทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา คฤหัสถ์ก็นำหลักนี้มาใช้ได้เช่นกัน ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน

ขยายความบทตั้งการเห็นความวิวาทเป็นภัย มิได้หมายความว่าห้ามมีความเห็นต่าง ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา และหากพูดคุยกันด้วยเหตุผลก็อาจช่วยให้เกิดทางออกที่ดีกว่า แต่เมื่อความเห็นต่างกลายเป็นการยึดมั่นว่าตนถูกเพียงฝ่ายเดียว มีความโกรธ การดูหมิ่น และการกล่าวร้ายกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งก็จะกลายเป็นการวิวาทที่ทำลายความสัมพันธ์ ความประนีประนอมก็มิใช่การยอมตามในสิ่งที่ผิด แต่เป็นการพูดจากันด้วยเมตตา รับฟังกัน และหาทางออกที่ถูกต้องร่วมกัน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อสมาชิกในหมู่คณะร่วมใจกันและช่วยส่งเสริมความสามัคคีของกันและกัน ความสุขย่อมเกิดขึ้นทั่วทั้งหมู่ และทุกคนย่อมได้รับความปลอดภัยอันเกิดจากการตั้งอยู่ในธรรม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “หมู่” ในที่นี้มาจากคำบาลีว่า สงฺฆ ในบริบทเดิมหมายถึงหมู่ภิกษุสงฆ์ และขยายความให้ครอบคลุมหมู่คณะทั่วไปได้ “การสนับสนุนคนผู้พร้อมเพรียงกัน” หมายถึงการส่งเสริม ช่วยเหลือ และเกื้อกูลให้ผู้ที่สามัคคีกันอยู่แล้วคงความสามัคคีไว้ ส่วน “ธรรมอันเกษมจากโยคะ” (โยคักเขมะ) หมายถึงภาวะที่ปลอดภัยจากกิเลสเครื่องผูกมัด ในความหมายสูงสุดคือพระนิพพาน

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในคัมภีร์อิติวุตตกะ ในพระสูตรที่ว่าด้วยสังฆสามัคคี พระพุทธองค์ตรัสถึงคุณของผู้ทำสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับการทำสังฆเภท คือการทำสงฆ์ให้แตกกัน อันเป็นกรรมหนัก พระสูตรนี้แสดงว่า ผู้ทำหมู่คณะให้สามัคคีย่อมได้บุญมาก ความพร้อมเพรียงของสงฆ์จึงเป็นทั้งความสุขของสงฆ์เอง และเป็นเหตุให้พระศาสนาดำรงมั่นคงเป็นที่พึ่งแก่ผู้คน

อธิบายบทเชื่อม ๑ความสุขที่เกิดจากความสามัคคีมีหลายด้าน เมื่อหมู่คณะพร้อมเพรียงกัน สมาชิกก็ไม่ต้องหวาดระแวงกัน มีกำลังใจในการทำหน้าที่ และทำกิจส่วนรวมได้สำเร็จ ผู้ที่ยินดีในความสามัคคีจึงไม่ยุยงให้แตกแยก และคอยประสานให้ผู้อื่นปรองดองกัน อย่างไรก็ตาม ความพร้อมเพรียงที่ท่านสรรเสริญต้องประกอบด้วยการ “ตั้งอยู่ในธรรม” มิใช่การรวมกลุ่มกันทำสิ่งที่ผิด ส่วนการไม่คลาดจากโยคักเขมะในความหมายสูงสุดเป็นเรื่องของการปฏิบัติจนพ้นจากกิเลส ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับการสร้างความสงบร่มเย็นในหมู่คณะ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำความดีและการฝึกจิต

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ใฝ่ความเจริญย่อมศึกษาและฝึกฝนความสามัคคีซึ่งท่านผู้รู้สรรเสริญ ผู้ที่ยินดีในความสามัคคีและตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากความเกษมอันพ้นจากโยคะ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เตรสนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “สามัคคี” หมายถึงความพร้อมเพรียง ความปรองดองกัน ร่วมใจกันทำสิ่งที่ถูกต้อง คำว่า “ท่านผู้รู้ทั้งหลาย” ในคำแปลนี้มาจากคำบาลีว่า พุทฺเธหิ ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้รู้หรือบัณฑิตทั้งหลาย ส่วน “ธรรมอันเกษมจากโยคะ” (โยคักเขมะ) หมายถึงภาวะที่ปลอดภัยจากกิเลสเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในวัฏฏะ คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ในความหมายสูงสุดหมายถึงพระนิพพาน

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก ข้อที่น่าสังเกตคือ ท่านใช้คำว่า “พึงศึกษา” ซึ่งแสดงว่าความสามัคคีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน ต้องรู้จักลดความเห็นแก่ตัว รู้จักฟังผู้อื่น และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ ความสามัคคีที่ท่านสรรเสริญยังต้องควบคู่กับการ “ตั้งอยู่ในธรรม” คือเป็นความพร้อมเพรียงในทางที่ถูกต้องดีงาม

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อควรระวังในการตีความคือ ความสามัคคีในพระพุทธศาสนามิใช่การรวมกลุ่มกันทำสิ่งที่ผิด การร่วมมือกันเบียดเบียนผู้อื่นหรือทุจริต แม้จะดูเหมือนพร้อมเพรียงกัน ก็ไม่ใช่สามัคคีที่ท่านสรรเสริญ เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนการไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะนั้น ในระดับสูงสุดหมายถึงการดำเนินอยู่บนทางที่นำไปสู่ความพ้นจากกิเลส ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับที่ว่า ผู้อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีและตั้งอยู่ในศีลธรรม ย่อมมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความดีและการฝึกจิตใจ ไม่ถูกความขัดแย้งฉุดให้เสื่อมถอย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลปล่อยให้ความเกียจคร้านครอบงำ สิ่งที่ควรทำย่อมไม่สำเร็จและภัยย่อมตามมา แต่เมื่อเริ่มลงมือทำความเพียรอย่างจริงจัง ย่อมพาตนไปสู่ความปลอดภัยและความเจริญได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏก ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า คำว่า “ความเกียจคร้าน” (โกสัชชะ) หมายถึงความหดหู่ท้อถอย ไม่ยอมลงมือทำสิ่งที่ควรทำ ส่วน “การปรารภความเพียร” (วิริยารัมภะ) หมายถึงการเริ่มต้นลงมือและพากเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คำว่า “พุทธานุศาสนี” แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พุทธภาษิตบทนี้จึงสอนให้เปลี่ยนมุมมองต่อความขี้เกียจ จากที่คนทั่วไปมักเห็นว่าเป็นความสบาย ให้เห็นว่าเป็นภัย และเห็นว่าความเพียรเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิต

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้ปรากฏในตอนท้ายของคัมภีร์จริยาปิฎก ซึ่งว่าด้วยจริยาหรือบารมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาติ คำว่า “ท่านทั้งหลาย” ในบทนี้เป็นพระดำรัสที่ทรงสอนพระภิกษุ ให้เห็นโทษของความเกียจคร้านและตั้งใจปฏิบัติ พระพุทธองค์เองก็ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีมายาวนานกว่าจะได้ตรัสรู้ คำสอนนี้จึงเป็นทั้งคำเตือนและแบบอย่าง แม้คฤหัสถ์ก็นำมาปฏิบัติได้ในการทำหน้าที่ การงาน และการทำความดีทุกระดับ

อธิบายบทเชื่อม ๓ที่ว่าความเกียจคร้านเป็นภัย เพราะความเกียจคร้านมักมาในรูปของข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุผล เช่น ยังเร็วเกินไป ยังเหนื่อยอยู่ หรือไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ แล้วค่อย ๆ ทำให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไป ความเสื่อมที่เกิดจากความเกียจคร้านจึงมักเกิดอย่างช้า ๆ จนไม่ทันรู้ตัว ส่วนความเพียรเป็นความปลอดภัย เพราะทำให้คนพึ่งตนเองได้และมีกำลังรับมือกับปัญหา ทั้งนี้ความเพียรที่ถูกต้องต้องประกอบด้วยปัญญา คือ เพียรละสิ่งไม่ดี เพียรทำสิ่งดี ตามหลักสัมมัปปธาน มิใช่ความพยายามในทางที่ผิดหรือการหักโหมจนเสียสุขภาพ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พี่น้องที่ทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สินจนไม่มองหน้ากัน ย่อมทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจและครอบครัวแตกแยก แต่ถ้ายอมพูดคุยกันด้วยใจเย็นก็อาจหาทางแบ่งปันที่เป็นธรรมได้ ทีมงานที่สมาชิกโต้เถียงกันด้วยอารมณ์ งานย่อมสะดุด ส่วนทีมที่รับฟังกันย่อมทำงานสำเร็จได้ง่ายกว่า ในชุมชน หากชาวบ้านร่วมมือกันแทนการกล่าวโทษกัน การพัฒนาหมู่บ้านก็ย่อมเป็นไปได้ด้วยดี

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกระงับอารมณ์เมื่อเกิดความขัดแย้ง ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายก่อนตัดสิน พูดด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่ซ้ำเติมหรือขุดคุ้ยเรื่องเก่า และพร้อมให้อภัยเมื่ออีกฝ่ายสำนึกผิด เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าความถูกใจของตน ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นและรักษาหมู่คณะให้ปลอดภัย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

วิวาทํ ภยโต ทิสฺวาอวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถเอสา พุทฺธานุสาสนี
ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด. นี้เป็นพระพุทธานุศาสนี

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๕ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๓ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๗๓๓ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: ปรสฺส วา อตฺตโน วาปิ เหตุ น ภาสติ อลิกํ ภูริปญฺโญ โส ปูชิโต โหติ สภาย มชฺเฌ ปจฺฉาปิ โส สุคติคามิ โหติ. ผู้มีภูมิปัญญา ย่อมไม่พูดพล่อยๆ เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชาในท่ามกลางชุมชน แม้ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ. (มโหสธโพธิสตฺต) ขุ. ชา. วีสติ. ๒๗/๔๒๗. ------------------- แต่งอธิบายเป็นทํานองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบ ไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วยห้ามอ้าง สุภาษิตซ้ําข้อกัน แต่จะซ้ําคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียง เชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง. ชั้นนี้ กําหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป. ให้เวลา ๓ ชั่วโมง
ปรสฺส วา อตฺตโน วาปิ เหตุ
น ภาสติ อลิกํ ภูริปญฺโญ
โส ปูชิโต โหติ สภาย มชฺเฌ
ปจฺฉาปิ โส สุคฺคติคามิ โหติ
ผู้มีภูมิปัญญา ย่อมไม่พูดพล่อย ๆ เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชาในท่ามกลางชุมชน แม้ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ
(ขุ. ชา. วีสติ. ๒๗/๔๒๗)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ผู้มีภูมิปัญญา” (ภูริปญฺโญ) หมายถึงผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ส่วน “อลิกํ” หมายถึงคำที่ไม่จริง คำเหลวไหลไร้หลักฐาน การไม่พูดพล่อย ๆ ในที่นี้จึงหมายถึงการไม่พูดเท็จและไม่พูดโดยไม่ไตร่ตรอง

ขยายความบทตั้งข้อความ “เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง” ชี้ให้เห็นเหตุที่คนมักพูดเท็จ คือพูดเพื่อประโยชน์ของตน เช่นเพื่อให้พ้นผิดหรือได้ลาภ หรือพูดเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เช่นช่วยปกปิดความผิดของญาติมิตร ในพระสูตรทั้งหลายก็ปรากฏคำสอนทำนองเดียวกันว่า ผู้ละมุสาวาท แม้ถูกเรียกไปถามในที่ประชุม ก็ไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ เพราะเหตุแห่งตนหรือเพราะเหตุแห่งผู้อื่น ผู้มีปัญญาเห็นว่าประโยชน์จากคำเท็จนั้นเล็กน้อย แต่โทษนั้นใหญ่หลวง

ขยายความบทตั้งผู้ศึกษาชั้นเอกย่อมเห็นว่า การไม่พูดเท็จเป็นส่วนหนึ่งของสัมมาวาจาในมรรคมีองค์ ๘ และเกี่ยวเนื่องกับการไม่ลุอคติ เพราะการพูดเท็จเพื่อคนอื่นมักเกิดจากความรักใคร่ลำเอียง ส่วนการพูดเท็จเพื่อตนมักเกิดจากความโลภหรือความกลัว ผลที่ตรัสไว้มีสองระดับ คือในปัจจุบันย่อมเป็นที่เคารพนับถือในท่ามกลางชุมชน เพราะคำพูดของเขาเชื่อถือได้ และในภายหน้าย่อมไปสู่สุคติด้วยกุศลกรรมคือวจีสุจริต ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าผู้พูดจริงจะไม่ประสบความยากลำบากเลย แต่ความยากลำบากนั้นไม่ทำให้เขาเสียศีลและเสียความเป็นคนที่เชื่อถือได้

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑คนเขลาพูดโดยไม่ไตร่ตรอง แม้ไม่มีเรื่องก็กลับก่อเรื่องให้ตนติดพัน ส่วนคนฉลาดพูดด้วยปัญญา แม้ตกอยู่ในความลำบากก็ชี้แจงจนพ้นจากเรื่องนั้นได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของวาจาของคนเขลาและคนฉลาด คำว่า “ผูก” ในที่นี้ใช้ได้ทั้งความหมายตรงคือการถูกจับกุมคุมขัง และความหมายเชิงอุปมาคือการติดขัดในเรื่องราว ปัญหา หรือโทษ คนเขลาพูดโดยไม่ไตร่ตรอง แม้เดิมไม่มีเรื่อง ก็กลับก่อเรื่องให้ตนและผู้อื่นติดพันอยู่ ส่วนคนฉลาดพูดด้วยปัญญา แม้ตกอยู่ในความลำบากหรือถูกกล่าวหา ก็ชี้แจงจนพ้นจากเรื่องนั้นได้

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในชาดก หมวดเอกนิบาต สาระสำคัญของบทอยู่ที่การเปรียบเทียบผลของถ้อยคำ วาจาเป็นเครื่องมือที่มีกำลังมาก คำพูดที่ขาดปัญญา เช่น กล่าวหาโดยไม่มีมูล พูดตามอารมณ์ หรือพูดเกินความจริง ย่อมทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกผูกมัดด้วยความเข้าใจผิดได้ ส่วนคำพูดที่ประกอบด้วยปัญญา อธิบายเหตุผลอย่างเที่ยงธรรม ย่อมคลายปมความเข้าใจผิด และปลดเปลื้องผู้ที่ถูกผูกมัดอยู่ให้พ้นได้

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้มิได้หมายความว่าคนฉลาดใช้วาทศิลป์หลบเลี่ยงความผิดที่ตนทำจริง ความฉลาดในที่นี้ต้องประกอบด้วยสัจจะและความเป็นธรรม คือพูดตามจริง พูดถูกกาล และพูดให้เกิดประโยชน์ ตรงกับลักษณะวาจาสุภาษิตที่พระพุทธองค์ทรงรับรอง คนเขลาแม้ไม่มีเจตนาร้าย แต่ขาดสติและปัญญากำกับวาจา ก็อาจสร้างโทษได้ไม่น้อย จึงควรพัฒนาทั้งเจตนาและปัญญาไปพร้อมกัน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลน้อมนำพระวาจาของพระพุทธเจ้ามาศึกษาและปฏิบัติตาม ย่อมได้ที่พึ่งอันปลอดภัย เพราะพระวาจานั้นมุ่งนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ ต่างจากวาจาทั่วไปที่อาจนำไปสู่ความเสื่อมได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ยกย่องพระวาจาของพระพุทธเจ้าว่าเป็นวาจาสูงสุด เพราะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ เป็นคำปลอดภัย (เขมะ) ไม่นำไปสู่อันตรายหรือความเสื่อม เป็นไปเพื่อการบรรลุพระนิพพาน และเป็นไปเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ คือไม่ต้องกลับมาเวียนเกิดเวียนตายในวัฏสงสารอีก

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้เป็นภาษิตของพระวังคีสเถระ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางมีปฏิภาณ ท่านมีความชำนาญในการประพันธ์คาถาสรรเสริญพระรัตนตรัย ในบทนี้ท่านกล่าวถึงความเป็นเลิศของพระพุทธพจน์ ซึ่งมิได้อยู่ที่ความไพเราะของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประโยชน์สูงสุดที่ผู้ฟังได้รับ คือความพ้นทุกข์ ความข้อนี้สอดคล้องกับที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า วาจาสุภาษิตย่อมเป็นคำจริง เป็นธรรม เป็นที่รัก และกล่าวดีแล้ว

อธิบายบทเชื่อม ๒ควรเข้าใจว่า ความสูงสุดของพระวาจาในที่นี้วัดด้วยจุดหมาย วาจาทั่วไปอาจมีประโยชน์ในทางโลก เช่น ให้ความรู้ ให้กำลังใจ หรือช่วยให้ทำมาหากินได้ อันเป็นประโยชน์ระดับโลกิยะ แต่พระพุทธพจน์ชี้ทางไปสู่ความดับทุกข์อันเป็นประโยชน์ระดับโลกุตตระ ผู้ศึกษาจึงควรศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพ และมุ่งนำไปปฏิบัติ มิใช่เพียงจดจำเพื่อสอบหรือเพื่อโต้วาทะ ดังที่ทรงเปรียบการเรียนธรรมผิดทางไว้ว่าเหมือนจับงูพิษทางหาง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓คำสัตย์เป็นวาจาที่ไม่เสื่อมค่า เป็นหลักที่สัตบุรุษถือปฏิบัติสืบกันมาแต่โบราณ ผู้ดีทั้งหลายจึงตั้งมั่นอยู่ในคำสัตย์ที่ประกอบด้วยประโยชน์และถูกต้องตามธรรม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้ยกย่องคำสัตย์ว่าเป็นวาจาที่มีคุณค่ายั่งยืน คำว่า “วาจาไม่ตาย” (อมตา วาจา) หมายถึงวาจาที่ไม่เสื่อมค่า เป็นที่พึ่งได้เสมอ และเป็นเหตุให้ถึงอมตธรรมคือนิพพาน ส่วน “ธรรมเก่า” (สนนฺตโน ธมฺโม) หมายถึงหลักที่บัณฑิตทั้งหลายถือปฏิบัติสืบกันมาแต่โบราณ มิใช่สิ่งที่เพิ่งบัญญัติขึ้นใหม่ และ “สัตบุรุษ” หมายถึงคนดีผู้สงบ ผู้ตั้งมั่นในคำสัตย์ที่ประกอบด้วยประโยชน์และถูกต้องตามธรรม

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้เป็นภาษิตของพระวังคีสเถระ ผู้มีชื่อเสียงในการประพันธ์คาถา มีมาในสุภาสิตสูตรด้วย ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงลักษณะของวาจาสุภาษิตว่า เป็นคำที่กล่าวดี เป็นธรรม เป็นที่รัก และเป็นคำจริง พระวังคีสะจึงกล่าวคาถาสรรเสริญวาจาเช่นนั้น โดยชี้ว่าคำสัตย์เป็นรากฐานของวาจาที่ดีทั้งปวง เพราะถ้อยคำแม้ไพเราะ หากไม่จริงก็ย่อมไม่อาจเป็นที่พึ่งของผู้ฟังได้

อธิบายบทเชื่อม ๓คำว่า “ตั้งมั่นในคำสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม” ช่วยให้เข้าใจว่า สัจจะในความหมายนี้มิใช่เพียงพูดตรงตามข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ต้องเป็นคำที่มีประโยชน์และชอบธรรมด้วย ข้อนี้สอดคล้องกับวาจาสุจริต ๔ และสัมมาวาจาในมรรคมีองค์ ๘ ที่ผู้ศึกษาได้เรียนมาแล้ว ในระดับโลกิยะ คำสัตย์ทำให้เกิดความไว้วางใจและรักษาความสามัคคี ในระดับที่สูงขึ้น สัจจะเป็นบารมีข้อหนึ่ง และความจริงที่ลึกที่สุดคืออริยสัจ ๔ ซึ่งนำไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่พึงระวังว่า การพูดความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือพูดโดยไม่รู้กาล อาจก่อความเสียหายได้เช่นกัน

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ถูกขอให้เป็นพยาน หากพูดตามความจริงแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นเพื่อนสนิท ก็ย่อมรักษาความยุติธรรมไว้ได้ คนทำงานที่ไม่ยอมตกแต่งตัวเลขเพื่อให้ผลงานของตนหรือของหัวหน้าดูดี ย่อมได้รับความไว้วางใจในระยะยาว ภิกษุสามเณรที่อยู่ร่วมกันในวัด เมื่อถูกสอบถามเรื่องใดก็กล่าวตามจริงด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนเพื่อเข้าข้างฝ่ายใด ย่อมเป็นที่เคารพของหมู่คณะ

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อนพูดทุกครั้ง พิจารณาว่าคำนั้นจริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ และเหมาะแก่กาลหรือไม่ ไม่ยอมให้ความรัก ความกลัว หรือผลประโยชน์ชักนำให้พูดเท็จ ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น เมื่อรักษาวาจาเช่นนี้ได้ ย่อมเป็นที่ยกย่องของผู้คนในปัจจุบัน และมีสุคติเป็นที่ไปในภายหน้า สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ปรสฺส วา อตฺตโน วาปิ เหตุ
น ภาสติ อลิกํ ภูริปญฺโญ
โส ปูชิโต โหติ สภาย มชฺเฌ
ปจฺฉาปิ โส สุคฺคติคามิ โหติ
ผู้มีภูมิปัญญา ย่อมไม่พูดพล่อย ๆ เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชาในท่ามกลางชุมชน แม้ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๖ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๑ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๕,๗๔๘ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ สุสํวิหิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตึ วเส. ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย จึงควรอยู่ในราชการ. ------------------- แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบ ไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง. ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป. ------------------- ให้เวลา ๓ ชั่วโมง
อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุอปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ
สุสํวิหิตกมฺมนฺโตส ราชวสตึ วเส
ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงาน เรียบร้อย, จึงควรอยู่ในราชการ
(ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๓๓๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงคุณสมบัติของผู้ที่ควรรับราชการหรือทำงานรับใช้ส่วนรวม คือ ขยันหมั่นเพียรในการงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ (วิจักขณะ) รู้จักพิจารณาเหตุผล และจัดการงานได้เรียบร้อย ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ย่อมเหมาะที่จะอยู่ในราชการ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา

ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในวิธุรชาดก ในหมวดที่ว่าด้วยราชวสดี คือหลักการของผู้อยู่ในราชการ ซึ่งวิธุรบัณฑิตผู้เป็นพระโพธิสัตว์แสดงแก่ผู้ที่จะรับราชการ เพื่อให้รู้วิธีวางตนและทำหน้าที่อย่างถูกต้อง แม้เป็นคำสอนสำหรับข้าราชการในสมัยโบราณ แต่หลักที่กล่าวไว้ก็ยังใช้ได้กับผู้ทำงานในองค์กรทั่วไป

ขยายความบทตั้งคุณสมบัติในคาถานี้สอดคล้องกับหลักธรรมที่ผู้ศึกษาได้เรียนมา เช่น ความหมั่นตรงกับอุฏฐานสัมปทา ความไม่ประมาทคือการมีสติในหน้าที่ และความรอบคอบคือการใช้ปัญญาพิจารณาก่อนทำ ส่วนการจัดการงานเรียบร้อยแสดงถึงความเป็นระเบียบและความรับผิดชอบ คำว่า “ราชการ” ในที่นี้มิได้จำกัดเพียงการรับใช้พระราชา แต่อาจเข้าใจกว้างขึ้นถึงการทำงานเพื่อส่วนรวม อย่างไรก็ดี สุภาษิตนี้มุ่งถึงคุณธรรมในการทำงาน มิได้รับรองว่าผู้ขยันจะได้ตำแหน่งสูงเสมอไป

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ย่อมเห็นว่าชีวิตของผู้อื่นก็มีค่าเช่นเดียวกับชีวิตของตน จึงงดเว้นการเบียดเบียนและการทำร้ายสัตว์ทั้งปวง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนหลักการไม่เบียดเบียน โดยให้เอาตนเป็นเครื่องเปรียบ (อัตตูปมา) สัตว์ทั้งหลายย่อมหวาดกลัวต่ออาชญา คือการลงโทษหรือเครื่องทำร้าย และกลัวต่อความตายเช่นเดียวกับเรา เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ก็ไม่ควรฆ่าเอง และไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นฆ่า

อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์ที่วิวาทกับภิกษุกลุ่มสัตตรสวัคคีย์ แล้วลงมือทำร้ายอีกฝ่าย ผู้ถูกทำร้ายร้องขึ้นด้วยความกลัว พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามการทำร้ายกัน และตรัสสอนให้เอาตนเป็นเครื่องเปรียบก่อนที่จะทำร้ายผู้อื่น

อธิบายบทเชื่อม ๑พุทธภาษิตบทนี้สัมพันธ์กับศีลข้อที่หนึ่ง คือการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ซึ่งครอบคลุมทั้งการฆ่าเองและการใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เพราะเจตนาฆ่ามีอยู่เช่นเดียวกัน หลักการเอาตนเป็นเครื่องเปรียบยังเป็นรากฐานของเมตตาและกรุณาในพรหมวิหาร ๔ ผู้ศึกษาควรเข้าใจว่า พุทธภาษิตบทนี้มิได้กล่าวเพียงการฆ่า แต่ยังรวมถึงการทำร้ายให้ผู้อื่นหวาดกลัวด้วย ในระดับที่นำมาใช้ได้ทั่วไป คือการยับยั้งใจก่อนทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ย่อมหาผู้ช่วยเหลือได้ยาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนถึงโทษของความอกตัญญู คือผู้ที่ได้รับความดีและประโยชน์จากผู้อื่นมาก่อน แต่ไม่รู้คุณ ไม่สำนึกถึงบุญคุณนั้น เมื่อตนมีกิจธุระเกิดขึ้นในภายหลัง ก็ย่อมหาผู้ช่วยเหลือไม่ได้ คำว่า “กตัญญู” หมายถึงรู้คุณที่ผู้อื่นทำแก่ตน และ “กตเวที” หมายถึงการตอบแทนคุณนั้น

อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในชาดก ใจความสำคัญแสดงถึงเหตุและผลที่ตรงไปตรงมา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งอยู่บนความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผู้ที่รับความช่วยเหลือแล้วเพิกเฉย หรือหลงลืมผู้มีคุณ ย่อมทำให้ผู้อื่นหมดความเชื่อถือและไม่อยากช่วยเหลืออีก ผลเสียจึงเกิดขึ้นแก่ตนเองในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

อธิบายบทเชื่อม ๒พระพุทธศาสนาถือว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ดังที่ตรัสว่าบุคคลหาได้ยาก ๒ จำพวก คือ บุพการีผู้ทำอุปการะก่อน และกตัญญูกตเวที ผู้รู้คุณและตอบแทน พุทธภาษิตบทนี้กล่าวถึงผลที่เห็นได้ในโลก แต่เจตนาของการรู้คุณมิใช่เพียงเพื่อหวังให้ผู้อื่นช่วยในภายหน้า ผู้มีคุณธรรมย่อมรู้คุณเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และความกตัญญูยังเป็นพื้นฐานที่ทำให้จิตใจอ่อนโยน ไม่เห็นแก่ตัว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลพลาดพลั้งทำบาปไปครั้งหนึ่ง ควรสำนึกและหยุดเสีย มิให้กลายเป็นนิสัย เพราะความชั่วที่ทำบ่อย ๆ ย่อมพอกพูนเป็นความทุกข์ใหญ่ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เตือนว่า หากบุคคลเผลอทำบาปไปแล้ว ก็ไม่ควรทำซ้ำอีก และไม่ควรพอใจยินดีในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป (ปาปสฺส อุจฺจโย) นำทุกข์มาให้ คำว่า “บาป” หมายถึงความชั่ว คือการกระทำทางกาย วาจา และใจที่เป็นอกุศล ส่วน “ความพอใจ” (ฉันทะ) ในที่นี้หมายถึงความชอบใจ ความติดใจที่จะทำสิ่งนั้นอีก

อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระเสยยสกะ ผู้ล่วงสิกขาบทข้อเดียวกันซ้ำหลายครั้ง พระพุทธองค์ทรงตำหนิและทรงบัญญัติสิกขาบท แล้วตรัสสอนว่า การทำความผิดซ้ำ ๆ ย่อมเป็นการสั่งสมความชั่ว ซึ่งจะนำความทุกข์มาให้ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า

อธิบายบทเชื่อม ๓ข้อที่ควรเข้าใจคือ พุทธภาษิตบทนี้มิได้อนุญาตให้ทำบาปได้หนึ่งครั้ง แต่เป็นการสอนผู้ที่พลาดไปแล้วให้หยุดยั้ง ไม่ให้ความผิดกลายเป็นนิสัย เพราะกรรมที่ทำซ้ำบ่อย ๆ ย่อมมีกำลังมากขึ้น ดังที่ในหลักกรรมกล่าวถึงอาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำจนคุ้นเคย ความพอใจในบาปยิ่งทำให้ความชั่วฝังแน่นในจิต ส่วนผู้ที่สำนึกผิด ปลงอาบัติหรือตั้งใจสำรวมต่อไป ย่อมตัดวงจรนั้นได้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุผู้ได้รับมอบหมายงานในวัด เช่น ดูแลการศึกษาหรือเสนาสนะ หากทำด้วยความขยัน ไม่ประมาท และจัดการเป็นระเบียบ ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของเจ้าอาวาสและหมู่คณะ ข้าราชการที่ตรวจเอกสารอย่างรอบคอบ ย่อมป้องกันความผิดพลาดที่อาจกระทบประชาชนจำนวนมาก นักเรียนที่รับผิดชอบงานกลุ่มอย่างเป็นระบบ ก็ฝึกนิสัยที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต

สรุปสรุปความว่า ผู้ที่ปรารถนาจะทำงานให้เป็นประโยชน์จึงควรฝึกความขยันควบคู่กับความรอบคอบ วางแผนงานให้เป็นระเบียบ ตรวจสอบผลงานก่อนส่งมอบ และไม่ประมาทแม้ในงานเล็กน้อย เมื่อทำเช่นนี้สม่ำเสมอ ก็จะเป็นผู้ที่หมู่คณะไว้วางใจและทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุอปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ
สุสํวิหิตกมฺมนฺโตส ราชวสตึ วเส
ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงาน เรียบร้อย, จึงควรอยู่ในราชการ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๗ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๐ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๓๔๙ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ. ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชนะ และความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข. ------------------- แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบ ไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง. ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป. ------------------- ให้เวลา ๓ ชั่วโมง
ชยํ เวรํ ปสวติทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติหิตฺวา ชยปราชยํ
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชนะ และความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข
(ขุ. ธ. ๒๕/๔๒)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ชี้ให้เห็นโทษของการแข่งขันเอาชนะกันด้วยความพยาบาท ผู้ชนะย่อมก่อเวร คือทำให้ผู้แพ้ผูกใจเจ็บและคิดแก้แค้น ส่วนผู้แพ้ก็นอนเป็นทุกข์เพราะความขุ่นแค้นและความอับอาย คำว่า “สงบใจ” (อุปสันตะ) หมายถึงผู้ที่กิเลส โดยเฉพาะโทสะ สงบระงับแล้ว ผู้ที่ละทั้งความยินดีในการชนะและความทุกข์เพราะแพ้ได้ ย่อมอยู่เป็นสุข

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงครามกับพระเจ้าอชาตศัตรู และทรงพ่ายแพ้ถึงสามครั้ง จึงเสด็จกลับพระนครด้วยความละอายและเสียพระทัย บรรทมไม่เสวยพระกระยาหาร ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสพระคาถานี้ แสดงว่าทั้งฝ่ายชนะและฝ่ายแพ้ต่างก็ไม่พ้นทุกข์ มีแต่ผู้ที่สงบใจจากการแพ้ชนะเท่านั้นที่เป็นสุข

ขยายความบทตั้งข้อควรระวังในการตีความคือ บทนี้มิได้สอนให้ละทิ้งความพยายามหรือไม่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่สอนให้ละการยึดมั่นในการชนะเพื่ออัตตาและการเอาชนะด้วยความพยาบาท ในระดับสูง การละความชนะและความแพ้ได้โดยสิ้นเชิงคือการละตัณหาและมานะของพระอริยะ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับรู้จักทำเต็มที่โดยไม่เหยียบย่ำผู้อื่น ชนะก็ไม่ทับถม แพ้ก็ไม่แค้นเคือง และเห็นว่าการระงับเวรเป็นประโยชน์กว่าการเอาชนะ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ตัดความข้องใจด้วยตัณหาได้ทั้งหมด และบรรเทาความกระวนกระวายใจลงได้ ย่อมถึงความสงบใจ และอยู่อย่างสงบระงับเป็นสุข สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า คำว่า “ความข้อง” (อาสตฺติ) หมายถึงตัณหาที่เกาะเกี่ยวใจไว้กับอารมณ์ต่าง ๆ ทำให้ใจติดข้องไม่เป็นอิสระ “ความกระวนกระวายใจ” (ทร) หมายถึงความเร่าร้อนกระสับกระส่ายที่เกิดจากกิเลส ส่วน “ความสงบใจ” หมายถึงความสงบที่เกิดเพราะกิเลสระงับไป พุทธภาษิตบทนี้แสดงเหตุและผลไว้ชัดว่า เมื่อตัดความติดข้องได้ ความกระวนกระวายย่อมหมดไป และความสุขที่สงบย่อมเกิดขึ้น

อธิบายบทเชื่อม ๑ในอังคุตตรนิกาย มีเรื่องว่า หัตถกอาฬวกะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งประทับบนเครื่องลาดใบไม้ในป่าใกล้เมืองอาฬวี ในคืนฤดูหนาวที่มีน้ำค้างแข็ง แล้วทูลถามว่าพระองค์บรรทมเป็นสุขหรือ พระองค์ตรัสว่าทรงอยู่เป็นสุข และทรงชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่นอนในเรือนอันสะดวกสบาย ถ้ายังมีไฟคือราคะ โทสะ โมหะ แผดเผาอยู่ ก็อาจนอนเป็นทุกข์ได้ ส่วนผู้ที่ละกิเลสได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข แล้วจึงตรัสคาถานี้

อธิบายบทเชื่อม ๑ความสงบระงับที่กล่าวไว้ในบทนี้ หมายถึงความสงบของผู้ตัดตัณหาได้หมดสิ้น ซึ่งเป็นระดับโลกุตตระ ผู้ศึกษาไม่ควรเข้าใจว่าเพียงหลีกหนีปัญหาหรือไม่รับรู้อะไรก็ได้ชื่อว่าสงบแล้ว ความสงบแท้อยู่ที่ใจไม่ติดข้อง แม้จะอยู่ท่ามกลางภาระก็ตาม ในระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปทำได้ คือการรู้ทันความอยากที่ทำให้ใจกระวนกระวาย และค่อย ๆ ลดความติดข้องลง ความสงบก็จะเพิ่มขึ้นตามส่วน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลรู้จักสำรวมตา หู และทวารอื่น ๆ ไม่ปล่อยใจให้ไหลไปตามสิ่งที่มากระทบ ย่อมล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง และละทุกข์ได้ทั้งหมด เป็นธีรชนผู้มีใจอิสระ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของธีรชน คือผู้มีปัญญามั่นคง คำว่า “อินทรีย์เหล่านั้น” หมายถึงทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ดังที่คำแปลระบุไว้ “รู้จักอินทรีย์” หมายถึงรู้เท่าทันการรับอารมณ์ทางอินทรีย์ “กิเลสเครื่องข้อง” (สังคะ) หมายถึงกิเลสที่ทำให้ใจติดข้อง เช่น ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และ “ไม่ติดในสิ่งที่เห็นแล้วและได้ฟังแล้ว” หมายถึงไม่ยึดติดทั้งในอารมณ์และในความเห็นที่ตนได้พบได้ฟังมา

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในสุตตนิบาต ใจความเรียงคุณธรรมไว้เป็นลำดับ คือ เริ่มจากการสำรวมอินทรีย์ อันเป็นด่านแรกที่อารมณ์เข้ามากระทบ ต่อด้วยการตั้งอยู่ในธรรม และความยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยน ซึ่งเป็นคุณทางกายวาจาใจ แล้วจึงถึงการก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและละทุกข์ได้ทั้งหมด

อธิบายบทเชื่อม ๒การละทุกข์ได้ทั้งหมดและไม่ติดในสิ่งที่เห็นและได้ฟังโดยสิ้นเชิง เป็นคุณของพระอรหันต์ ผู้ศึกษาทั่วไปจึงไม่ควรตีความว่าการไม่รับรู้หรือหลีกหนีทุกสิ่งคือความไม่ติด เพราะท่านยังเห็น ยังได้ยินอยู่ แต่ใจไม่ถูกอารมณ์นั้นผูกไว้ ส่วนระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ คือการสำรวมอินทรีย์ในชีวิตประจำวัน ไม่ปล่อยให้สิ่งที่เห็นที่ได้ยินปรุงแต่งเป็นความโลภหรือความโกรธจนเกินไป และไม่ยึดความเห็นของตนว่าถูกต้องแต่ฝ่ายเดียว

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓ผู้ที่หลุดพ้นจากราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีใจคงที่ ไม่มีเครื่องผูกรัด ไม่ติดข้องอยู่ในอารมณ์ใด ๆ ที่มากระทบ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงลักษณะของผู้หลุดพ้นแล้ว คำว่า “ราคะ” คือความกำหนัดยินดี “โทสะ” คือความขัดเคืองประทุษร้าย และ “อวิชชา” คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นรากของอกุศลทั้งปวง “ผู้คงที่” (ตาที) หมายถึงผู้ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม “สายล่าม” และ “เครื่องผูก” หมายถึงกิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพ ส่วน “ในที่นั้น” หมายถึงในเครื่องผูกหรืออารมณ์ที่เคยผูกใจไว้

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในเถรคาถา และกล่าวคู่กับคาถาที่ว่าคนเขลามีปัญญาทราม ถูกความหลงปกคลุม ย่อมติดเครื่องผูกที่มารทอดไว้ เมื่อพิจารณาคู่กันจะเห็นภาพเปรียบชัดเจน ฝ่ายหนึ่งถูกความหลงห่อหุ้มจึงติดบ่วง อีกฝ่ายหนึ่งตัดราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว บ่วงเดียวกันนั้นจึงไม่อาจผูกไว้ได้ เหมือนสัตว์ที่สายล่ามขาดแล้ว ย่อมไม่ถูกดึงกลับไปอีก

อธิบายบทเชื่อม ๓ความหลุดพ้นจากราคะ โทสะ และอวิชชาโดยสิ้นเชิงเป็นคุณของพระอรหันต์ ผู้ศึกษาชั้นเอกย่อมทราบว่ากิเลสเหล่านี้ละได้เป็นลำดับตามมรรค เช่น โทสะละได้เด็ดขาดด้วยอนาคามิมรรค ส่วนราคะในรูปภพอรูปภพและอวิชชาละได้ด้วยอรหัตตมรรค จึงไม่ควรตีความว่าเพียงสงบใจชั่วคราวก็ถึงความหลุดพ้นแล้ว อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาทั่วไปนำหลักนี้มาใช้ได้ด้วยการลดกำลังของกิเลสแต่ละตัวทีละน้อย อันเป็นเหตุให้ใจคงที่มากขึ้น

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่โต้แย้งกันเรื่องความเห็นในการเรียนหรือกิจของวัด หากมุ่งเอาชนะกันด้วยวาจา ก็อาจทำให้เกิดความบาดหมางในหมู่คณะ ควรสนทนาด้วยใจเป็นกลางเพื่อหาความถูกต้อง นักเรียนที่สอบแข่งขันได้ที่หนึ่งก็ไม่ควรโอ้อวดจนเพื่อนน้อยใจ พี่น้องในครอบครัวที่ทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สิน หากยอมลดความต้องการเอาชนะลง ก็อาจรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ยาวนาน

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกทำงานและทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แต่วางใจไม่ให้ยึดติดกับผลแพ้ชนะ ชนะก็รู้จักถ่อมตนและเห็นใจผู้แพ้ แพ้ก็ยอมรับและนำไปปรับปรุงตน ไม่ผูกใจเจ็บ ฝึกระงับโทสะด้วยเมตตาและขันติอยู่เสมอ ใจที่สงบเช่นนี้ย่อมเป็นสุขทั้งในยามตื่นและยามหลับ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

ชยํ เวรํ ปสวติทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติหิตฺวา ชยปราชยํ
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชนะ และความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๘ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๕๙ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๖๖๔ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท. ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ.
อนฺนโท พลโท โหติวตฺถโท โหติ วณฺณโท
ยานโท สุขโท โหติทีปโท โหติ จกฺขุโท
ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ
(สํ. ส. ๑๕/๔๔)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงคุณค่าของการให้สิ่งของแต่ละอย่าง โดยเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่ให้ไปนั้นช่วยเกื้อกูลผู้รับในด้านใด ข้าวหรืออาหารช่วยให้ร่างกายมีกำลัง ผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มช่วยให้มีผิวพรรณ คือปกป้องร่างกายจากความร้อนหนาวและทำให้ดูเรียบร้อยงดงาม ยานพาหนะช่วยให้เดินทางได้สะดวกสบาย ส่วนประทีปโคมไฟช่วยให้มองเห็นในที่มืด จึงเปรียบเหมือนการให้จักษุ (ดวงตา)

ขยายความบทตั้งพระคาถานี้มาในสังยุตตนิกาย หมวดที่ว่าด้วยเทวดา มีเรื่องว่า เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า บุคคลให้อะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้อะไรชื่อว่าให้ผิวพรรณ ให้อะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้อะไรชื่อว่าให้จักษุ พระองค์จึงตรัสตอบด้วยพระคาถานี้ และตรัสต่อไปว่า ผู้ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่ง ส่วนผู้พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมตะ แสดงว่าในบรรดาการให้ทั้งหลาย การให้ธรรมเป็นการให้ที่สูงสุด

ขยายความบทตั้งจากพระคาถานี้ ผู้ศึกษาจะเห็นว่าทานมีหลายระดับ อามิสทานเกื้อกูลร่างกายและความเป็นอยู่ ส่วนธรรมทานเกื้อกูลจิตใจและนำไปสู่ความพ้นทุกข์ จึงมีภาษิตว่า การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าอามิสทานไม่สำคัญ เพราะผู้ที่หิวโหยหรือขาดแคลนย่อมต้องได้รับการช่วยเหลือด้านปัจจัยก่อน จึงจะมีกำลังรับฟังธรรมได้ สิ่งสำคัญคือเจตนาที่บริสุทธิ์และการให้ที่เหมาะแก่ความต้องการของผู้รับ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลให้ในคนที่ควรให้ การให้นั้นย่อมเกิดประโยชน์และปลูกมิตรภาพไว้ ครั้นถึงคราวลำบาก ย่อมมีผู้พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตุกฺกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนเรื่องการให้ด้วยปัญญา คือรู้จักพิจารณาว่าผู้ใดควรให้ ผู้ใดไม่ควรให้ แล้วให้ในผู้ที่ควรให้ ผลที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้คือ เมื่อผู้ให้ประสบความเสื่อมหรือตกอยู่ในอันตราย ย่อมได้สหาย (เพื่อนผู้ช่วยเหลือ) คำว่า “ทาน” ในที่นี้จึงรวมถึงการสงเคราะห์ช่วยเหลือกันด้วยทรัพย์สิ่งของและน้ำใจ ส่วนคำว่า “ควรให้” หมายถึงผู้ที่ให้แล้วเกิดประโยชน์ ไม่นำไปใช้ในทางเสียหาย

อธิบายบทเชื่อม ๑พระคาถานี้มาในชาดก และคู่กับอีกบทหนึ่งที่กล่าวในทางตรงกันข้าม ใจความสำคัญคือ ผู้ที่เราเคยสงเคราะห์ไว้ด้วยความเหมาะสม ได้แก่ผู้มีความกตัญญู มีศีลธรรม หรือผู้ขาดแคลนจริง ย่อมระลึกถึงอุปการะนั้น และมักพร้อมจะเกื้อกูลเมื่อผู้ให้ตกอยู่ในความลำบาก ส่วนผู้ไม่ควรให้ ได้แก่ผู้ที่รับแล้วนำไปใช้ในทางทุจริต หรือผู้ไม่รู้คุณ การให้แก่เขาเช่นนั้นไม่ช่วยให้ใครดีขึ้น บางครั้งกลับเป็นการสนับสนุนความชั่ว

อธิบายบทเชื่อม ๑ควรเข้าใจให้ถูกว่า พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ให้ทานเพื่อหวังผลตอบแทนหรือหวังคนมาช่วยในภายหลัง ทานในพระพุทธศาสนามุ่งละความตระหนี่และเกื้อกูลผู้อื่นเป็นสำคัญ ความเป็นสหายที่เกิดขึ้นเป็นผลที่ตามมาเองจากความดีที่ทำไว้ ทั้งไม่ได้สอนให้ดูหมิ่นผู้ใดว่าไม่ควรได้รับความเมตตา ความเมตตากรุณาแผ่ไปได้ทั่วไป แต่การให้วัตถุหรือการสนับสนุนต้องใช้ปัญญาเลือกให้เหมาะ ดังที่ท่านสรรเสริญการเลือกให้ในที่ที่ให้แล้วมีผลมาก

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒การให้โดยขาดการพิจารณา คือให้ในผู้ที่ไม่ควรให้ แต่ละเลยผู้ที่ควรให้ ย่อมไม่ได้ปลูกมิตรภาพที่แท้ไว้ เมื่อประสบความเสื่อมจึงไม่ได้สหายช่วยเหลือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก จตุกฺกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เป็นคู่ตรงข้ามกับบทที่ว่าด้วยการให้ในคนที่ควรให้ ท่านชี้ให้เห็นโทษของการให้โดยขาดการพิจารณา คือไปให้ในผู้ที่ไม่ควรให้ แต่กลับละเลยผู้ที่ควรให้ ผลคือเมื่อผู้นั้นประสบความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมไม่ได้สหาย (ผู้ช่วยเหลือ) เพราะความช่วยเหลือที่เคยให้ไปนั้นไม่ได้ปลูกความรู้คุณและมิตรภาพที่แท้จริงไว้

อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้มาในชาดกคู่กับบทก่อน ใจความของคาถาชี้ว่า ผู้ไม่ควรให้ได้แก่ผู้ที่รับแล้วไม่รู้คุณ ผู้ที่คบหากันเพียงเพราะผลประโยชน์ หรือผู้ที่นำสิ่งที่ได้ไปใช้ก่อความเสียหาย คนเช่นนี้เมื่อผู้ให้ยังมีทรัพย์ก็ห้อมล้อมอยู่ แต่เมื่อผู้ให้หมดทรัพย์หรือตกอยู่ในความลำบากก็มักหลีกหนีไป ส่วนผู้ที่ควรได้รับการเกื้อกูลกลับถูกมองข้าม จึงไม่มีผู้ใดระลึกถึงอุปการะเมื่อถึงคราวคับขัน

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อนี้โยงกับหลักมิตรแท้และมิตรเทียมที่ผู้ศึกษาเคยเรียนมา มิตรเทียมบางจำพวกเป็นคนปอกลอก คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว หรือเป็นเพื่อนชักชวนในทางฉิบหาย การทุ่มเทให้คนเหล่านี้จึงเหมือนหว่านพืชลงบนที่ดินที่ไม่งอกงาม อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนให้ให้เพื่อหวังคนมาช่วยในภายหลัง และไม่ได้ห้ามการมีเมตตาต่อคนทั่วไป เพียงเตือนว่า การให้ที่ขาดปัญญาย่อมไม่เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลให้ด้วยใจที่ประณีต เลือกสิ่งที่ดีที่สุดมอบให้ผู้อื่น ความดีนั้นย่อมย้อนกลับมาเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ผู้ให้เอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของสิ่งที่ให้กับผลที่ผู้ให้ย่อมได้รับ คำว่า “ของชอบใจ” หมายถึงสิ่งที่เป็นที่พอใจ น่ารัก น่าใช้ “ของเลิศ” หมายถึงสิ่งที่ดีเยี่ยมในบรรดาสิ่งที่ตนมี “ของดี” หมายถึงสิ่งที่มีคุณภาพ และ “ของประเสริฐ” หมายถึงสิ่งที่ประเสริฐสุด ใจความคือ ผู้ที่เต็มใจสละสิ่งดีที่ตนมี ย่อมได้รับผลที่ดีงามสมควรแก่การให้นั้น

อธิบายบทเชื่อม ๓พระคาถานี้มาในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มีเรื่องว่า อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลีถวายสิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นที่ชอบใจแด่พระผู้มีพระภาค ด้วยความเชื่อว่าผู้ให้ของชอบใจย่อมได้ของชอบใจ พระองค์ทรงรับและทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถานี้ แสดงว่าการสละสิ่งที่ตนรักและพอใจด้วยศรัทธานั้นเป็นการให้ที่มีคุณค่ามาก เพราะต้องอาศัยการละความหวงแหนในใจของตน

อธิบายบทเชื่อม ๓ควรเข้าใจว่าพุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้การให้เป็นการค้าขายแลกเปลี่ยน หรือเป็นสูตรตายตัวว่าให้สิ่งหนึ่งแล้วจะได้สิ่งเดียวกันกลับมาทันที ผลของทานขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ ดังที่ท่านสอนให้มีใจผ่องใสในเจตนาทั้ง ๓ กาล คือก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ การให้ของดีจึงหมายถึงการให้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ตนให้ได้โดยชอบธรรม ไม่ใช่ทุ่มเทเกินกำลังจนครอบครัวเดือดร้อน และ “ฐานะอันประเสริฐ” ก็พึงเข้าใจทั้งในแง่ผลบุญและความประเสริฐแห่งจิตที่ละความตระหนี่ได้

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน การถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร หรือการแบ่งอาหารแก่ผู้ยากไร้ ย่อมช่วยให้ท่านมีกำลังกายสำหรับศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ การบริจาคเสื้อผ้าแก่ผู้ประสบภัยหนาวช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนพระภิกษุที่อธิบายบทเรียนให้สามเณร หรือครูที่สอนนักเรียนจนเข้าใจ ก็เหมือนจุดประทีปให้เขามองเห็นทางถูกผิดได้ด้วยตนเอง

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกให้ตามกำลังและตามความต้องการที่แท้จริงของผู้รับ ทั้งอามิสทานเพื่อเกื้อกูลความเป็นอยู่ และธรรมทานเพื่อเกื้อกูลจิตใจ ให้ด้วยความเคารพ ไม่ให้อย่างดูแคลน และไม่มุ่งหวังชื่อเสียง เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ให้ไปช่วยให้ผู้อื่นมีกำลัง มีความเป็นอยู่ที่ดี และมองเห็นทางชีวิตได้ชัดขึ้น ใจของผู้ให้ก็ย่อมเบิกบานและลดความตระหนี่ลงได้ สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อนฺนโท พลโท โหติวตฺถโท โหติ วณฺณโท
ยานโท สุขโท โหติทีปโท โหติ จกฺขุโท
ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๙ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๕๘ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๗๖๖ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ. เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท.
อุฏฺฐานวโต สตีมโตสุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโนอปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ
เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญ แล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท
(ขุ. ธ. ๒๕/๑๘)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงเหตุแห่งความเจริญของเกียรติยศ คำว่า “ยศ” ในที่นี้หมายถึงชื่อเสียง ความเป็นใหญ่ และความเป็นที่ยอมรับนับถือ เหตุมีเจ็ดประการ คือ ขยัน (อุฏฺฐานวา) ลุกขึ้นทำหน้าที่ไม่เกียจคร้าน มีสติ (สติมา) ระลึกรู้สิ่งที่ทำ มีการงานสะอาด (สุจิกมฺม) คือทำงานสุจริต ใคร่ครวญแล้วจึงทำ (นิสมฺมการี) สำรวม (สญฺญต) ระวังกาย วาจา ใจ เป็นอยู่โดยธรรม (ธมฺมชีวี) คือเลี้ยงชีพโดยชอบ และไม่ประมาท (อปฺปมตฺต)

ขยายความบทตั้งในอรรถกถาธรรมบท อัปปมาทวรรค มีเรื่องกุมภโฆสกะ บุตรของตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์ ซึ่งต้องหนีภัยโรคระบาดออกจากบ้านตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อกลับมาไม่มีใครจำได้ จึงยอมทำงานรับจ้างอย่างขยันขันแข็งโดยไม่เปิดเผยทรัพย์ที่มีอยู่ ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารทรงสดับเสียงของเขาแล้วทรงสังเกตว่าเป็นเสียงของผู้มีทรัพย์มาก เมื่อความจริงปรากฏ พระราชาทรงยกย่องเขาในฐานะเศรษฐี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระคาถานี้ เพื่อชี้ว่าผู้ขยันและเป็นอยู่โดยธรรมย่อมมียศเจริญ

ขยายความบทตั้งข้อควรพิจารณาคือ คุณธรรมทั้งเจ็ดข้อเป็นเหตุ ส่วนยศเป็นผลที่มักตามมา แต่ไม่ควรถือว่าเป็นผลตายตัวในทันที เพราะยังมีเหตุปัจจัยอื่นประกอบด้วย ทั้งยศยังเป็นโลกิยะ เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรม ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไปได้ ผู้ศึกษาจึงไม่ควรทำความดีเพียงเพื่อหวังยศ แต่ควรทำเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หลักนี้สอดคล้องกับทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ข้ออุฏฐานสัมปทา และคำว่า “ไม่ประมาท” ซึ่งเป็นหัวใจของวรรคนี้ ยังครอบคลุมถึงการไม่ประมาทในการบำเพ็ญกุศลเพื่อประโยชน์ที่สูงขึ้นด้วย

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้ที่ถูกความถือตัวหลอกลวง ใจเศร้าหมองเพราะติดข้องในสังขาร และหวั่นไหวไปตามลาภและความเสื่อมลาภ ย่อมไม่อาจทำใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงเหตุที่ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่อาจบรรลุสมาธิ คือ ถูกมานะหลอกลวงให้สำคัญตนผิดไปจากความจริง จิตเศร้าหมองเพราะติดข้องอยู่ในสังขาร และถูกลาภกับความเสื่อมลาภย่ำยีจนใจหวั่นไหว คำว่า “สังขาร” ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เช่น ร่างกาย ปัจจัย ๔ และสิ่งของเครื่องใช้ ส่วน “สมาธิ” คือความตั้งมั่นแห่งจิตที่เป็นฐานของปัญญา

อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในเถรคาถา อันเป็นภาษิตของพระเถระผู้บรรลุธรรม เนื้อความเป็นคำเตือนถึงลักษณะของผู้ปฏิบัติที่ย่อหย่อน ทั้งสามข้อเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน มานะทำให้คิดว่าตนดีแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพิ่ม ความติดข้องในสังขารทำให้ใจคอยกังวลกับสิ่งภายนอก ส่วนลาภและความเสื่อมลาภเป็นโลกธรรม ที่ทำให้ใจฟูเมื่อได้และแฟบเมื่อเสีย เมื่อจิตถูกกระทบไปมาเช่นนี้ ความสงบตั้งมั่นย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

อธิบายบทเชื่อม ๑ผู้ศึกษาชั้นเอกพึงเข้าใจว่า สมาธิที่กล่าวถึงนี้เป็นทั้งระดับโลกิยะ เช่นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ และเป็นองค์แห่งมรรคที่นำไปสู่โลกุตตระ พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธปัจจัยที่จำเป็นต่อชีวิต แต่สอนให้ใช้สอยด้วยการพิจารณา ไม่ให้ลาภสักการะกลายเป็นเครื่องผูกใจ สำหรับผู้ศึกษาทั่วไป อาจนำมาใช้ในระดับการสังเกตว่า อะไรที่ทำให้ใจไม่สงบเมื่อเรียนหรือทำงาน แล้วค่อย ๆ ลดเหตุเหล่านั้นลง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒คนทั่วไปมักปล่อยใจไหลไปตามความใคร่และความชั่วอย่างง่ายดาย แต่ผู้มีสติกลับยืนหยัดไม่เสพกามและบาป ความเพียรฝืนกระแสเช่นนี้เองที่พาให้พ้นจากทุกข์ได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิปาต ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า คำว่า “ผู้ไปทวนกระแส” (ปฏิโสตคามี) หมายถึงผู้ไม่ปล่อยตัวไหลไปตามกระแสแห่งกาม คือความใคร่ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา และไม่ไหลไปตามบาป คืออกุศลกรรม คำว่า “สติตั้งมั่น” (อุปัฏฐิตสติ) หมายถึงความระลึกได้ที่คอยกำกับใจอยู่เสมอ ส่วน “ในธรรมวินัยนี้” หมายถึงในพระศาสนานี้ พุทธภาษิตบทนี้ยกย่องผู้ที่ยอมฝืนความเคยชินของกิเลสเพื่อความบริสุทธิ์ของชีวิต

อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้เป็นส่วนหนึ่งของพระสูตรที่ทรงจำแนกบุคคลเป็น ๔ จำพวก คือ ผู้ไปตามกระแส ได้แก่ผู้เสพกามและทำบาป ผู้ไปทวนกระแส ได้แก่ผู้ไม่เสพกามไม่ทำบาป แม้มีทุกข์โทมนัสน้ำตานองหน้าก็ยังประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว และผู้ข้ามถึงฝั่งแล้ว คือพระอรหันต์ ข้อความว่า “พึงละกามพร้อมทั้งทุกข์ได้” จึงแสดงว่า การทวนกระแสนั้นในเบื้องต้นอาจต้องอดทนต่อความลำบากใจ แต่ผู้มีปัญญาก็ยอมอดทน เพราะเห็นว่าความลำบากนั้นนำไปสู่ความพ้นทุกข์

อธิบายบทเชื่อม ๒พึงเข้าใจว่า ในระดับสูงสุด การทวนกระแสหมายถึงการฝืนกระแสตัณหาจนละกามได้เด็ดขาดด้วยอริยมรรค ซึ่งเป็นเรื่องระดับโลกุตตระ แต่ในระดับที่ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ คือการไม่ปล่อยใจตามอารมณ์ที่ชวนให้หลงหรือชวนให้ทำผิด การสำรวมอินทรีย์ การรักษาศีล และการฝึกสติ ล้วนเป็นการทวนกระแสทีละขั้น ทั้งนี้การทวนกระแสไม่ได้หมายถึงการขัดแย้งกับผู้อื่นหรือทำตนแปลกแยกจากสังคม แต่หมายถึงการไม่ยอมให้กิเลสพาไป

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓บัณฑิตผู้พิจารณาเห็นว่าชราและมรณะเป็นทุกข์ และมีสติเพ่งพินิจทุกข์นั้นอยู่เสมอ ย่อมได้พบความยินดีอันประเสริฐ ซึ่งไม่มีความยินดีใดจะยิ่งกว่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงความยินดีอันประเสริฐของผู้มีปัญญา ซึ่งเกิดจากการเห็นทุกข์ตามความเป็นจริง บัณฑิตพิจารณาเห็นว่าชราและมรณะเป็นทุกข์ แล้วกำหนดรู้ทุกข์นั้น ซึ่งเป็นที่ที่ปุถุชนผู้ยังไม่รู้แจ้งอาศัยติดข้องอยู่ คำว่า “เพ่งพินิจ” (ฌายติ) หมายถึงการเพ่งด้วยสมาธิและพิจารณาด้วยปัญญา ส่วน “ความยินดีที่ยิ่งกว่านั้น” หมายความว่า ไม่มีความยินดีใดประณีตยิ่งกว่าความยินดีในการเห็นธรรมเช่นนี้

อธิบายบทเชื่อม ๓คาถานี้มาในเถรคาถา เป็นภาษิตของพระเถระผู้บรรลุธรรม กล่าวถึงประสบการณ์ภายในของผู้ปฏิบัติ ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า การพิจารณาทุกข์ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องหดหู่ กลับนำไปสู่ความยินดีอันประณีต เพราะเมื่อเห็นทุกข์ชัด ใจก็คลายความยึดมั่น และได้สัมผัสความสงบที่ไม่ขึ้นกับกามคุณภายนอก

อธิบายบทเชื่อม ๓ผู้ศึกษาชั้นเอกพึงโยงกับกิจในอริยสัจ ๔ ว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ (ปริญญา) มิใช่สิ่งที่ควรหนีหรือปฏิเสธ การกำหนดรู้ทุกข์อย่างสมบูรณ์เป็นเรื่องของมรรคญาณในระดับโลกุตตระ แต่ในระดับเบื้องต้น ผู้ศึกษาทั่วไปอาจฝึกด้วยการพิจารณาอภิณหปัจจเวกขณ์ว่า เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา การพิจารณานี้ต้องทำด้วยสติและใจที่มั่นคง ไม่ใช่เพื่อให้เศร้าหมองหรือท้อแท้ แต่เพื่อให้ไม่ประมาทและคลายความยึดติด

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ตั้งใจเรียน ทำกิจวัตรไม่ขาด และสำรวมกิริยา ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของครูอาจารย์และได้รับมอบหมายงานสำคัญ ภิกษุที่ดูแลงานของวัดด้วยความซื่อตรง รอบคอบ ย่อมเป็นที่เลื่อมใสของญาติโยม คนทำงานที่ขยันและสุจริต แม้ในระยะแรกอาจยังไม่มีใครสังเกต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความน่าเชื่อถือย่อมปรากฏเอง

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรฝึกคุณธรรมทั้งเจ็ดประการนี้ในงานทุกอย่างที่ทำ ลงมือด้วยความขยัน ทำด้วยสติ ใคร่ครวญก่อนตัดสินใจ รักษาความสุจริตในการเลี้ยงชีพ และไม่ประมาทในหน้าที่ของตน เมื่อได้รับการยกย่องก็ไม่หลงตน เมื่อยังไม่ได้รับก็ไม่ท้อ เพราะคุณธรรมที่สั่งสมไว้ย่อมเป็นหลักของชีวิตที่มั่นคง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

อุฏฺฐานวโต สตีมโตสุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโนอปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ
เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญ แล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๑๐ · ข้อสอบสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๙๒ นักธรรมชั้นเอก · บทเชื่อม ๓ บท · ประมาณ ๖,๗๐๐ ตัวอักษร · รอตรวจทานบางส่วน
โจทย์: ความรัก (อื่น) เสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์ (อื่น) เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่าง (อื่น) เสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนแลเป็นสระอย่างยิ่ง ฯ แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะอ้างซ้ำคัมภีร์ได้ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้นต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในกระดาษสอบตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป ฯ
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํนตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภาวุฏฺฐิ เว ปรมา สรา
สิ่งที่รัก ( อื่น ) เสมอด้วยตนไม่มี, ทรัพย์ ( อื่น ) เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี, แสงสว่าง ( อื่น ) เสมอด้วยปัญญาไม่มี, ฝนแล เป็นสระอย่างยิ่ง
(สํ. ส. ๑๕/๙)

อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เปรียบเทียบสิ่งที่มีค่าสี่ประการ คือ ไม่มีสิ่งใดเป็นที่รักเสมอด้วยตน ไม่มีทรัพย์ใดเสมอด้วยข้าวเปลือก ซึ่งเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีแสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญา และฝนเป็นแหล่งน้ำ (สระ) ที่ยิ่งกว่าแหล่งน้ำทั้งปวง เพราะแม่น้ำ บึง และสระทั้งหลายล้วนอาศัยน้ำฝน

ขยายความบทตั้งในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีเทวดาองค์หนึ่งกล่าวคาถาว่า ไม่มีที่รักเสมอด้วยบุตร ไม่มีทรัพย์เสมอด้วยโค ไม่มีแสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ และสมุทรเป็นยอดของแหล่งน้ำ พระพุทธองค์จึงตรัสคาถานี้ตอบ เพื่อชี้ให้เห็นสิ่งที่ลึกซึ้งและเป็นรากฐานยิ่งกว่า คือ ความรักบุตรยังมาจากความรักตน ทรัพย์คือปศุสัตว์ยังต้องอาศัยธัญญาหาร แสงอาทิตย์ส่องได้เพียงภายนอก แต่ปัญญาส่องให้เห็นความจริงภายใน และน้ำในสมุทรก็มาจากฝน

ขยายความบทตั้งคำว่า “ที่รักเสมอด้วยตนไม่มี” มิได้สอนให้เห็นแก่ตัว แต่ให้เข้าใจว่า เมื่อตนรักตนเช่นใด ผู้อื่นก็รักตนเช่นนั้น จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน และผู้ที่รักตนอย่างแท้จริงย่อมไม่ทำชั่ว ส่วน “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” สัมพันธ์กับหลักปัญญา ๓ คือ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ซึ่งเจริญขึ้นได้ด้วยการฟัง การคิดพิจารณา และการอบรมจิต ปัญญาในระดับสูงสุดย่อมส่องให้เห็นไตรลักษณ์และนำไปสู่ความพ้นทุกข์

ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลอบรมกาย วาจา และใจให้อยู่ในความควบคุมได้แล้ว ย่อมพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องคอยหวังพึ่งผู้อื่นซึ่งอาจไม่อยู่ช่วยเราได้ทุกเวลา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนว่า ที่พึ่งอันแท้จริงของแต่ละคนคือตนเอง คำว่า “ที่พึ่ง” (นาถะ) หมายถึงสิ่งที่อาศัยได้ ช่วยคุ้มครองให้พ้นจากความเสื่อมและความทุกข์ ส่วน “ตนที่ฝึกดีแล้ว” หมายถึงตนที่ได้อบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จนกาย วาจา และใจอยู่ในความควบคุม ผู้ที่ฝึกตนได้เช่นนี้ย่อมได้ที่พึ่งอันหาได้ยาก

อธิบายบทเชื่อม ๑ในอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า พระพุทธองค์ตรัสพระคาถานี้ปรารภมารดาของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี และมีความผูกพันห่วงใยบุตรมากจนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ภายหลังเมื่อท่านละความยึดติดนั้นได้ และหันมาอาศัยการฝึกตนเอง ก็ได้บรรลุธรรม เรื่องนี้ชี้ว่า แม้ผู้เป็นที่รักยิ่งก็ไม่อาจปฏิบัติแทนกันได้ แต่ละคนต้องพึ่งการฝึกของตนเอง

อธิบายบทเชื่อม ๑อย่างไรก็ตาม พุทธภาษิตบทนี้มิได้สอนให้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น พระพุทธเจ้า ครูอาจารย์ และกัลยาณมิตรเป็นผู้ชี้ทาง แต่ผู้เดินทางคือตนเอง ดังที่ในหลักนาถกรณธรรม ๑๐ ก็ประกอบด้วยทั้งการมีศีล การเป็นพหูสูต และการมีกัลยาณมิตร ในระดับโลกุตตระ ที่พึ่งที่ได้ยากหมายถึงมรรคผลนิพพาน ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติของตนเท่านั้น ส่วนในระดับโลกิยะ ผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ด้วยการพึ่งความรู้ ความขยัน และความประพฤติดีของตน

ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ความทุศีลอย่างยิ่งย่อมครอบงำชีวิตของผู้ประพฤติ เหมือนเถาย่านทรายที่เลื้อยพันจนต้นสาละหักโค่น ผู้ไร้ศีลจึงทำร้ายตนเองยิ่งกว่าศัตรูจะทำได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงโทษของความเป็นผู้ทุศีล คือไม่มีศีล มีความประพฤติทางกายและวาจาที่เสียหาย คำว่า “อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ” หมายถึงความทุศีลอย่างยิ่ง หรือทุศีลจนครอบงำตนไปทั้งหมด ส่วน “มาลุวา” คือเถาย่านทราย เป็นไม้เถาที่เลื้อยพันต้นไม้ใหญ่ เมื่อเติบโตขึ้นก็ปกคลุมจนต้นไม้นั้นหักโค่นลงในที่สุด ท่อนท้ายว่า “ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส” แปลตามศัพท์ว่า “เหมือนอย่างที่ศัตรูปรารถนาต่อเขา” คำว่า “ทิโส” หมายถึงผู้เป็นศัตรูหรือผู้คิดร้าย หนังสือแปลโดยใจความว่า “ถูกผู้ร้ายคุมตัว” เพื่อให้เห็นภาพว่า ผู้ทุศีลย่อมตกอยู่ในสภาพที่ศัตรูอยากเห็น คือถูกความชั่วของตนผูกมัดไว้ ไม่เป็นอิสระ ความหมายสำคัญของบทจึงอยู่ที่ว่า ผู้ทุศีลทำร้ายตนเองได้เท่ากับที่ศัตรูจะพึงทำร้าย

อธิบายบทเชื่อม ๒ในอรรถกถาธรรมบท พระคาถานี้ตรัสปรารภพระเทวทัต ผู้มีความริษยาและกระทำความชั่วหลายประการ ความชั่วเหล่านั้นสั่งสมขึ้นจนนำความพินาศมาสู่ตนเอง พระพุทธองค์จึงทรงเปรียบว่า ความทุศีลย่อมครอบงำผู้นั้นดุจเถาย่านทรายคลุมต้นสาละ ผู้ที่ทุศีลย่อมทำร้ายตนเองได้เท่ากับที่ศัตรูหรือผู้ร้ายปรารถนาจะทำแก่เขา โดยไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย

อธิบายบทเชื่อม ๒ข้อที่ควรสังเกตคือ อุปมาเรื่องเถาย่านทรายแสดงว่า ความชั่วมักเริ่มจากสิ่งเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ เลื้อยพันจนยากจะแก้ออก เช่นเดียวกับการล่วงศีลที่เริ่มจากความเผลอหรือความเคยชิน แต่หากปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นนิสัย พุทธภาษิตบทนี้มิได้ประณามผู้ที่เคยพลาด เพราะผู้ที่รู้ตัวแล้วกลับมารักษาศีลย่อมตัดเถานั้นได้ ในหมวดธรรม ศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิและปัญญา ผู้ที่ศีลบกพร่องจึงยากจะก้าวหน้าในธรรมขั้นสูง

ประโยคสะพาน + ที่มา ๓เมื่อบุคคลรู้ชัดตามเป็นจริงว่าสังขารทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ ย่อมไม่หลงยึดติด และเมื่อดับความยึดติดนั้นได้ ย่อมพบความสุขอันแท้จริงที่ไม่ต้องแสวงหาใหม่อยู่ร่ำไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า

อธิบายบทเชื่อม ๓อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบความทุกข์กับความสุขอย่างยิ่ง ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง เพราะเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นซ้ำอยู่เสมอ ต้องบำบัดด้วยอาหารทุกวันไม่มีที่สิ้นสุด “สังขาร” ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งต้องบริหารอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ผู้รู้ความจริงข้อนี้ตามที่เป็นจริงแล้ว ย่อมเห็นว่านิพพาน คือความดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นสุขอย่างยิ่ง

อธิบายบทเชื่อม ๓ในอรรถกถาธรรมบท มีเรื่องเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองอาฬวีเพื่อโปรดอุบาสกคนหนึ่ง แต่วันนั้นอุบาสกออกตามหาโคที่หายไปจนเหน็ดเหนื่อยและหิวโหย เมื่อมาถึงที่แสดงธรรม พระพุทธองค์โปรดให้จัดอาหารให้เขารับประทานก่อน เมื่อเขาอิ่มและใจสงบแล้วจึงทรงแสดงธรรม จนอุบาสกได้บรรลุโสดาปัตติผล ภิกษุบางรูปสงสัยในเรื่องนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง ผู้ถูกความหิวครอบงำย่อมรับธรรมได้ยาก

อธิบายบทเชื่อม ๓คำว่า “สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง” เป็นการกล่าวถึงทุกขลักษณะ คือความที่ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ถูกบีบคั้น และต้องแปรปรวนไป มิได้หมายความว่าชีวิตไม่มีความสุขใด ๆ เลย หรือสอนให้เบื่อหน่ายชีวิตจนละเลยหน้าที่ ส่วนนิพพานเป็นสุขในระดับโลกุตตระ ไม่ใช่ความสุขจากการได้รับสิ่งที่ชอบใจ ผู้ศึกษาทั่วไปนำบทนี้มาใช้ได้ด้วยการพิจารณาความไม่เที่ยงของร่างกายและชีวิต เพื่อลดความยึดติด และเห็นคุณค่าของความสงบใจ

ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน ภิกษุสามเณรผู้ศึกษาธรรมย่อมเห็นว่า ความรู้ธรรมเป็นดุจแสงสว่างที่ช่วยให้ปฏิบัติกิจวัตรและวินัยได้ถูกต้อง ชาวนาย่อมรู้คุณค่าของฝนและข้าวเปลือกที่หล่อเลี้ยงคนทั้งบ้าน นักเรียนหรือคนทำงานที่มีปัญญาย่อมแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้มีทรัพย์แต่ขาดความรู้ และสมาชิกในครอบครัวที่รักตนอย่างถูกต้อง ก็ย่อมรักษาสุขภาพและความประพฤติของตน ไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้อื่น

สรุปสรุปความว่า เราจึงควรรู้จักคุณค่าของสิ่งที่เป็นรากฐานของชีวิต รักตนด้วยการทำดีและไม่เบียดเบียนผู้อื่น เห็นคุณของอาหารและปัจจัยสี่ที่ได้มา ใช้อย่างประหยัดและรู้ประมาณ และหมั่นเพิ่มพูนปัญญาด้วยการศึกษาและพิจารณาอยู่เสมอ ไม่หลงชื่นชมเพียงสิ่งที่ปรากฏภายนอก สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํนตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภาวุฏฺฐิ เว ปรมา สรา
สิ่งที่รัก ( อื่น ) เสมอด้วยตนไม่มี, ทรัพย์ ( อื่น ) เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี, แสงสว่าง ( อื่น ) เสมอด้วยปัญญาไม่มี, ฝนแล เป็นสระอย่างยิ่ง

ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ