| ข้อ | พ.ศ. | กระทู้ตั้ง | บทเชื่อม |
|---|---|---|---|
| ๑ | ๒๕๖๘ | อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ ทุสฺสีโล ลภเต นโร วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ สทา ลภติ สีลวา | ๒ |
| ๒ | ๒๕๖๗ | ตเมว วาจํ ภาเสยฺย ยายตฺตานํ น ตาปเย ปเร จ น วิหึเสยฺย สา เว วาจา สุภาสิตา | ๒ |
| ๓ | ๒๕๖๖ | อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย | ๒ |
| ๔ | ๒๕๖๕ | ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ | ๒ |
วิธีใช้: อ่านกระทู้ตั้งแล้วลองวางโครงเรื่องด้วยตนเองก่อน จึงเปิดดูตัวอย่าง สังเกตลำดับ: บทตั้ง → อารัมภบท → อธิบายบทตั้ง → ขยายความ → ประโยคสะพานและบทเชื่อม (บอกคัมภีร์ที่มา) → อธิบายบทเชื่อม → ตัวอย่างในชีวิต → สรุปพร้อมยกบทตั้ง → ปิดท้าย
ตัวอย่างเรียบเรียงโดยระบบจากคำอธิบายพุทธศาสนสุภาษิต บทเชื่อมเลือกจากสุภาษิตที่โจทย์กำหนดให้ (ธรรมศึกษา) หรือจากสุภาษิตในหนังสือของชั้นนั้นที่เนื้อความเข้ากัน (นักธรรม) ผู้สอบควรเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง และจำบาลีกับคัมภีร์ที่มาให้ถูกต้อง
ฉบับทดลอง — มี ๔ ข้อที่ใช้คำอธิบายหรือประโยคสะพานซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจทาน อาจมีการปรับแก้
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า คำว่า “ทุศีล” หมายถึงผู้มีความประพฤติทางกายและวาจาเสียหาย ไม่ตั้งอยู่ในศีล ส่วน “ผู้มีศีล” หมายถึงผู้ประพฤติเรียบร้อย เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น สุภาษิตนี้เปรียบเทียบผลที่เห็นได้ในปัจจุบันของบุคคลสองประเภท คือ ผู้ทุศีลได้รับคำติเตียนและความเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลได้รับเกียรติคุณและคำสรรเสริญ
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในเถรคาถา ในหมวดคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ใจความของคาถาชี้ให้เห็นผลของศีลในระดับที่ทุกคนสังเกตได้ในโลกนี้ ไม่ต้องรอถึงโลกหน้า เพราะความประพฤติของบุคคลย่อมปรากฏแก่ผู้อยู่ใกล้ และเป็นที่รู้กันในหมู่คนทั้งหลาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักที่ว่า ศีลวิบัติมีโทษคือเสียชื่อเสียง ส่วนศีลสมบัติมีอานิสงส์คือเกียรติศัพท์อันดีงามย่อมฟุ้งไป
ขยายความบทตั้งอย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าผู้มีศีลจะไม่มีใครตำหนิเลย เพราะโลกธรรมย่อมมีนินทาและสรรเสริญคู่กันเสมอ บางครั้งผู้ทำดีก็อาจถูกเข้าใจผิด แต่คำติเตียนที่ไม่มีมูลย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ต่างจากคำติเตียนที่เกิดจากความผิดจริง คำว่า “ทุกเมื่อ” จึงหมายถึงว่า ศีลเป็นเหตุแห่งการสรรเสริญอยู่เสมอ ผู้มีศีลไม่ควรรักษาศีลเพียงเพื่อหวังคำชม แต่เพราะเห็นว่าการไม่เบียดเบียนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชื่อเสียงเป็นเพียงผลพลอยได้
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีศีลย่อมสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่เบียดเบียนใคร จึงเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่นและมีมิตรมาก ส่วนผู้ประพฤติชั่วย่อมทำให้คนหวาดระแวง จนมิตรที่เคยมีห่างเหินไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของศีลในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น คำว่า “ความสำรวม” (สญฺญม) หมายถึงการระวังกาย วาจา ใจ ไม่ให้ล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนผู้อื่น ผู้มีศีลย่อมเป็นที่ไว้วางใจ จึงได้มิตรมาก ส่วน “ผู้ไม่มีศีล” (ทุสฺสีโล) ที่ประพฤติชั่ว ย่อมทำให้ผู้อื่นหวาดระแวงและเสื่อมศรัทธา จนมิตรที่เคยมีห่างเหินไป คำว่า “แตกจากมิตร” (ธํสเต) หมายถึงเสื่อมหรือพลัดพรากจากมิตร
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในคัมภีร์เถรคาถา อยู่ในชุดคาถาที่พระเถระแสดงคุณของศีลต่อเนื่องกันหลายบท บทนี้ชี้ให้เห็นว่า ศีลมิใช่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นรากฐานของความไว้วางใจระหว่างคน ศีลแต่ละข้อล้วนเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน คู่ครอง ความจริง และสติสัมปชัญญะ ผู้รักษาศีลจึงเป็นเหมือนผู้ให้ความปลอดภัยแก่คนรอบข้าง ความเป็นมิตรจึงเกิดขึ้นได้โดยง่าย
อธิบายบทเชื่อม ๑มิตรในที่นี้ควรเข้าใจว่าหมายถึงกัลยาณมิตรที่คบกันด้วยความเคารพและไว้วางใจ มิใช่พวกพ้องที่รวมกันด้วยผลประโยชน์หรือชวนกันทำผิด ผู้ไม่มีศีลอาจมีพรรคพวกห้อมล้อมอยู่บ้าง แต่มักเป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบาง เมื่อหมดประโยชน์หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนก็แตกแยกกัน ความข้อนี้สอดคล้องกับหลักสาราณียธรรมที่เรียนในชั้นโท ซึ่งมีข้อว่าด้วยการมีศีลเสมอกัน เป็นเหตุให้ระลึกถึงกันและอยู่ร่วมกันโดยสามัคคี
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลตั้งตนไว้ในศีลอย่างบริสุทธิ์แล้ว ความดีงามอื่น ๆ ย่อมเกิดขึ้นและเจริญงอกงามต่อไปได้ เพราะศีลเป็นรากฐานของธรรมทั้งปวง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงความสำคัญของศีลด้วยการเปรียบ ๓ อย่าง คือ ศีลเป็นเบื้องต้นและเป็นที่พึ่ง (ปติฏฐา คือที่ตั้งมั่น) ศีลเป็นมารดาของกัลยาณธรรม (ธรรมอันดีงาม) และศีลเป็นประมุข (ผู้นำหน้า) ของธรรมทั้งปวง แล้วสรุปว่าเพราะศีลมีความสำคัญเช่นนี้ จึงควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
อธิบายบทเชื่อม ๒พุทธภาษิตบทนี้มาในเถรคาถา เป็นคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ความหมายของการเปรียบแต่ละข้อพอเข้าใจได้ว่า ศีลเป็นเบื้องต้นเพราะเป็นข้อแรกของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นที่พึ่งเพราะเป็นพื้นให้คุณธรรมอื่นตั้งอยู่ได้ เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งหลาย เป็นมารดาเพราะเป็นแหล่งให้ความดีอื่นเกิดขึ้นและเติบโต และเป็นประมุขเพราะนำหน้าการปฏิบัติธรรมทั้งหมด
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมทราบว่า ศีลเป็นเหตุให้เกิดความไม่เดือดร้อนใจ เมื่อใจไม่เดือดร้อนก็เกิดปีติปราโมทย์ จิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย และสมาธิเป็นฐานของปัญญา ศีลจึงมิใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ คำว่า “ชำระศีลให้บริสุทธิ์” หมายถึงการรักษาไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย และเมื่อพลั้งพลาดก็รีบแก้ไขตามวิธีที่ถูกต้อง สำหรับพระภิกษุคือการแสดงอาบัติและสำรวมระวังต่อไป สำหรับคฤหัสถ์คือการตั้งใจสมาทานใหม่และระวังไม่ให้ผิดซ้ำ
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่ประพฤติไม่สำรวม ย่อมทำให้ญาติโยมเสื่อมศรัทธา ทั้งต่อตนเองและต่อวัดที่อยู่อาศัย ส่วนผู้ที่สำรวมระวังย่อมได้รับความเคารพ นักเรียนที่เคยลอกข้อสอบแล้วถูกจับได้ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับความไว้วางใจคืน ขณะที่คนทำงานที่ซื่อสัตย์ไม่แตะต้องเงินที่ไม่ใช่ของตน ย่อมได้รับการยกย่องและมอบหมายงานสำคัญ
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรระลึกว่า ชื่อเสียงสร้างได้ยากแต่เสื่อมได้ง่าย การรักษาศีลให้มั่นคงเป็นวิธีรักษาชื่อเสียงที่ดีที่สุด เมื่อถูกติเตียนก็ควรพิจารณาว่ามีมูลหรือไม่ ถ้ามีก็แก้ไข ถ้าไม่มีก็วางใจเป็นกลาง และทำความดีต่อไปโดยไม่หวั่นไหว สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้ให้หลักตรวจสอบวาจาอย่างง่ายแต่ครอบคลุม คือ วาจาที่ดีต้องไม่เป็นเหตุให้ “ตนเดือดร้อน” (น ตาปเย) และไม่เป็นเหตุ “เบียดเบียนผู้อื่น” (น วิหึเสยฺย) คำว่า “สุภาษิต” (สุภาสิตา) แปลว่า คำที่กล่าวดีแล้ว คือถ้อยคำที่ผู้รู้ยอมรับว่าถูกต้องดีงาม ไม่มีโทษ วาจาที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสองข้อนี้ได้ จึงชื่อว่าเป็นสุภาษิตอย่างแท้จริง
ขยายความบทตั้งคาถานี้มาในสุภาษิตสูตร ในสุตตนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นสุภาษิต คือ กล่าวแต่คำสุภาษิต ไม่กล่าวทุพภาษิต กล่าวแต่ธรรม ไม่กล่าวอธรรม กล่าวแต่คำน่ารัก ไม่กล่าวคำไม่น่ารัก กล่าวแต่คำจริง ไม่กล่าวคำเท็จ ครั้งนั้นพระวังคีสเถระผู้มีปฏิภาณในการประพันธ์คาถา ได้กล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าต่อหน้าพระพักตร์ โดยพรรณนาองค์แห่งวาจาดีเหล่านั้น และคาถาบทนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของคาถาชุดดังกล่าว
ขยายความบทตั้งเกณฑ์สองข้อในบทนี้สัมพันธ์กัน คำพูดที่เบียดเบียนผู้อื่น เช่น คำส่อเสียด คำใส่ร้าย คำหยาบ ย่อมย้อนมาทำให้ผู้พูดเดือดร้อนด้วย ทั้งความไม่สบายใจเมื่อระลึกถึงภายหลัง ความหวาดระแวงว่าจะถูกเปิดโปง และโทษทางสังคม ขณะเดียวกัน ผู้ศึกษาพึงระวังไม่ตีความว่า “ไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน” คือห้ามพูดความจริงที่ผู้ฟังไม่ชอบ เพราะการตักเตือนด้วยเจตนาดี พูดตามจริง ในกาลอันควร แม้ผู้ฟังจะไม่สบายใจชั่วคราว ก็มิใช่การเบียดเบียน หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเขาเอง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลพูดด้วยถ้อยคำที่สุภาพ จริง และมีประโยชน์ งานย่อมสำเร็จและผู้คนย่อมยินดี แต่เมื่อปล่อยวาจาชั่วออกไปแล้ว ย่อมเรียกคืนไม่ได้และต้องเดือดร้อนภายหลัง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก เอกนิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนให้เลือกใช้วาจาอย่างมีสติ คำว่า “เปล่งวาจา” (มุญฺเจยฺย แปลตามศัพท์ว่า พึงปล่อย) หมายถึงการปล่อยถ้อยคำออกไปจากปาก ซึ่งเมื่อพูดออกไปแล้วย่อมเรียกคืนไม่ได้ “วาจางาม” (กลฺยาณี) คือถ้อยคำที่สุภาพ อ่อนโยน เป็นความจริง และมีประโยชน์ ส่วน “วาจาชั่ว” (ปาปิกา) คือคำหยาบ คำเสียดสี คำดูหมิ่น ที่ทำให้ผู้ฟังเจ็บช้ำ วาจางามจึงช่วยให้กิจการสำเร็จ ส่วนวาจาชั่วย่อมย้อนกลับมาทำให้ผู้พูดเดือดร้อนเอง
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในนันทิวิสาลชาดก พระพุทธเจ้าตรัสปรารภพระภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้มักกล่าวคำหยาบเสียดแทงผู้อื่น โดยทรงเล่าเรื่องในอดีตว่า พราหมณ์ผู้หนึ่งเลี้ยงโคชื่อนันทิวิสาลไว้ด้วยความเอ็นดู โคนั้นประสงค์จะตอบแทนคุณ จึงให้พราหมณ์ไปพนันกับเศรษฐีว่าตนลากเกวียนร้อยเล่มได้ แต่ในวันแข่ง พราหมณ์กลับร้องเรียกโคด้วยถ้อยคำหยาบคาย โคน้อยใจจึงยืนนิ่งไม่ยอมลาก พราหมณ์แพ้พนัน ภายหลังเมื่อพราหมณ์พูดกับโคด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน โคจึงลากเกวียนไปได้และชนะพนัน แม้สัตว์ยังไม่ชอบคำหยาบ มนุษย์ย่อมยิ่งกว่านั้น
อธิบายบทเชื่อม ๑ในหมวดธรรมที่ศึกษามา วาจาชั่วจัดเป็นวจีทุจริต คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ ส่วนวาจางามคือวจีสุจริต อันเป็นองค์แห่งสัมมาวาจาในมรรคมีองค์ ๘ พึงเข้าใจว่า วาจางามมิได้หมายถึงการพูดประจบหรือพูดแต่สิ่งที่คนอยากฟัง หากเป็นคำจริงที่พูดด้วยเมตตาในเวลาอันควร แม้คำตักเตือนก็เป็นวาจางามได้ ถ้าพูดด้วยเจตนาดีและใช้ถ้อยคำสุภาพ ผู้พูดคำชั่วย่อมเดือดร้อนทั้งในปัจจุบัน เช่น เสียมิตร และในฐานะเป็นอกุศลกรรม
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒ผู้ฉลาดในการพูดย่อมไม่พูดมากจนเกินกาล และไม่นิ่งเงียบเสมอไป แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรพูด ก็พูดแต่พอประมาณ ชัดเจน ไม่ฟั่นเฝือ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ชาตก มหานิปาต ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนความพอดีในการพูด คือไม่พูดมากจนเกินเวลาหรือเกินขอบเขต (นาติเวลํ) และไม่นิ่งเงียบตลอดเวลาจนไม่ทำหน้าที่ที่ควรพูด (น ตุณฺหี สพฺพทา) เมื่อถึงกาลที่ควรพูด ก็ให้พูดด้วยถ้อยคำที่ “ไม่ฟั่นเฝือ” (อวิกิณฺณํ คือไม่กระจัดกระจาย ไม่วกวน) และ “พอประมาณ” (มิตํ คือมีขอบเขต กระชับ) สรุปคือ พูดให้ถูกกาล ถูกประมาณ และตรงประเด็น
อธิบายบทเชื่อม ๒คาถานี้มาในชาดก หมวดมหานิบาต เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนว่าด้วยการวางตนอย่างเหมาะสมของผู้มีปัญญา ใจความของบทนี้เทียบได้กับหลักกาลัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักกาล และมัตตัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักประมาณ ในสัปปุริสธรรม ๗ ซึ่งผู้ศึกษาชั้นโทคุ้นเคยดี ผู้ที่รู้จักกาลย่อมรู้ว่าเวลาใดควรพูด เวลาใดควรฟัง ผู้ที่รู้จักประมาณย่อมรู้ว่าควรพูดมากน้อยเพียงใด จึงจะพอดีแก่เรื่องและแก่ผู้ฟัง
อธิบายบทเชื่อม ๒การพูดมากเกินไปมักพาให้เกิดคำเพ้อเจ้อ (สัมผัปปลาปะ) คำพลั้งพลาด หรือคำที่ไม่ได้ไตร่ตรอง ส่วนการนิ่งตลอดเวลาก็อาจเป็นความบกพร่องได้เช่นกัน เช่น นิ่งเมื่อควรตักเตือน นิ่งเมื่อควรชี้แจงความจริง หรือนิ่งเพราะกลัวความรับผิดชอบ อนึ่ง พึงแยกให้ออกว่า การนิ่งเพื่อสำรวมหรือเพื่อรอเวลาที่เหมาะนั้นเป็นความดี แต่การนิ่งเพราะไม่ใส่ใจหน้าที่ไม่ใช่ความดี บทนี้จึงมิได้สรรเสริญการพูดหรือการนิ่งอย่างใดอย่างหนึ่ง หากสอนให้ใช้ปัญญาเลือกให้เหมาะแก่กาล
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่ถูกถามเรื่องความผิดของเพื่อน ก็ควรเล่าตามจริงอย่างเป็นกลาง ไม่เติมแต่งให้เพื่อนเสียหาย และไม่ปิดบังจนตนต้องพูดเท็จ คนทำงานที่ไม่พอใจเพื่อนร่วมงาน แทนที่จะนินทาลับหลัง ก็ควรพูดคุยกันตรง ๆ ด้วยถ้อยคำสุภาพ นักเรียนที่จะแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ควรตรวจดูก่อนว่าถ้อยคำนั้นเป็นความจริง ไม่ดูหมิ่นใคร และจะไม่ทำให้ตนต้องอับอายหรือถูกตำหนิในภายหลัง
สรุปสรุปความว่า ก่อนจะพูดสิ่งใด เราจึงควรถามตนเองสองข้อ คือ คำนี้จะทำให้เราต้องเดือดร้อนใจหรือเสียหายภายหลังหรือไม่ และคำนี้จะทำร้ายผู้อื่นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ทั้งสองข้อ และเป็นคำจริงมีประโยชน์ ก็พึงพูดด้วยความมั่นใจ หากยังไม่แน่ใจ การรอให้คิดรอบคอบก่อนย่อมดีกว่า สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้แสดงความสำคัญของศีลด้วยการเปรียบ ๓ อย่าง คือ ศีลเป็นเบื้องต้นและเป็นที่พึ่ง (ปติฏฐา คือที่ตั้งมั่น) ศีลเป็นมารดาของกัลยาณธรรม (ธรรมอันดีงาม) และศีลเป็นประมุข (ผู้นำหน้า) ของธรรมทั้งปวง แล้วสรุปว่าเพราะศีลมีความสำคัญเช่นนี้ จึงควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
ขยายความบทตั้งสุภาษิตนี้มาในเถรคาถา เป็นคาถาที่พระเถระกล่าวสรรเสริญคุณของศีล ความหมายของการเปรียบแต่ละข้อพอเข้าใจได้ว่า ศีลเป็นเบื้องต้นเพราะเป็นข้อแรกของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นที่พึ่งเพราะเป็นพื้นให้คุณธรรมอื่นตั้งอยู่ได้ เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งหลาย เป็นมารดาเพราะเป็นแหล่งให้ความดีอื่นเกิดขึ้นและเติบโต และเป็นประมุขเพราะนำหน้าการปฏิบัติธรรมทั้งหมด
ขยายความบทตั้งผู้ศึกษานักธรรมชั้นโทย่อมทราบว่า ศีลเป็นเหตุให้เกิดความไม่เดือดร้อนใจ เมื่อใจไม่เดือดร้อนก็เกิดปีติปราโมทย์ จิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย และสมาธิเป็นฐานของปัญญา ศีลจึงมิใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ คำว่า “ชำระศีลให้บริสุทธิ์” หมายถึงการรักษาไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย และเมื่อพลั้งพลาดก็รีบแก้ไขตามวิธีที่ถูกต้อง สำหรับพระภิกษุคือการแสดงอาบัติและสำรวมระวังต่อไป สำหรับคฤหัสถ์คือการตั้งใจสมาทานใหม่และระวังไม่ให้ผิดซ้ำ
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑ผู้มีศีลย่อมสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่เบียดเบียนใคร จึงเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่นและมีมิตรมาก ส่วนผู้ประพฤติชั่วย่อมทำให้คนหวาดระแวง จนมิตรที่เคยมีห่างเหินไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงผลของศีลในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น คำว่า “ความสำรวม” (สญฺญม) หมายถึงการระวังกาย วาจา ใจ ไม่ให้ล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนผู้อื่น ผู้มีศีลย่อมเป็นที่ไว้วางใจ จึงได้มิตรมาก ส่วน “ผู้ไม่มีศีล” (ทุสฺสีโล) ที่ประพฤติชั่ว ย่อมทำให้ผู้อื่นหวาดระแวงและเสื่อมศรัทธา จนมิตรที่เคยมีห่างเหินไป คำว่า “แตกจากมิตร” (ธํสเต) หมายถึงเสื่อมหรือพลัดพรากจากมิตร
อธิบายบทเชื่อม ๑คาถานี้มาในคัมภีร์เถรคาถา อยู่ในชุดคาถาที่พระเถระแสดงคุณของศีลต่อเนื่องกันหลายบท บทนี้ชี้ให้เห็นว่า ศีลมิใช่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นรากฐานของความไว้วางใจระหว่างคน ศีลแต่ละข้อล้วนเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน คู่ครอง ความจริง และสติสัมปชัญญะ ผู้รักษาศีลจึงเป็นเหมือนผู้ให้ความปลอดภัยแก่คนรอบข้าง ความเป็นมิตรจึงเกิดขึ้นได้โดยง่าย
อธิบายบทเชื่อม ๑มิตรในที่นี้ควรเข้าใจว่าหมายถึงกัลยาณมิตรที่คบกันด้วยความเคารพและไว้วางใจ มิใช่พวกพ้องที่รวมกันด้วยผลประโยชน์หรือชวนกันทำผิด ผู้ไม่มีศีลอาจมีพรรคพวกห้อมล้อมอยู่บ้าง แต่มักเป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบาง เมื่อหมดประโยชน์หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนก็แตกแยกกัน ความข้อนี้สอดคล้องกับหลักสาราณียธรรมที่เรียนในชั้นโท ซึ่งมีข้อว่าด้วยการมีศีลเสมอกัน เป็นเหตุให้ระลึกถึงกันและอยู่ร่วมกันโดยสามัคคี
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒เมื่อบุคคลตั้งจิตให้มั่นคง ศึกษาพระสัทธรรมให้เข้าใจ และมีศรัทธาที่หนักแน่น ปัญญาจึงจะมีโอกาสเจริญเต็มที่ ต่างจากผู้ที่ใจโลเลเปลี่ยนไปตามอารมณ์ ซึ่งปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงเหตุที่ทำให้ปัญญาไม่อาจเจริญเต็มที่ “จิตไม่มั่นคง” หมายถึงจิตที่ไม่ตั้งมั่น เปลี่ยนแปลงง่าย ไม่มีความหนักแน่นในการปฏิบัติ “ไม่รู้พระสัทธรรม” หมายถึงไม่รู้จักธรรมที่ถูกต้องดีงาม คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ส่วน “ความเลื่อมใสเลื่อนลอย” หมายถึงศรัทธาที่ไม่มั่นคง ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามอารมณ์หรือตามคำพูดของผู้อื่น เมื่อมีลักษณะเหล่านี้ ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
อธิบายบทเชื่อม ๒พระคาถานี้อยู่ในจิตตวรรคแห่งคัมภีร์ธรรมบท อรรถกถาเล่าว่าตรัสปรารภพระจิตตหัตถเถระ ซึ่งเคยบวชแล้วลาสิกขา แล้วกลับมาบวชใหม่หลายครั้ง เพราะจิตยังไม่มั่นคง ภายหลังท่านได้เห็นความไม่งามของสังขารร่างกาย จึงเกิดความสังเวชและกลับมาบวชอีก แล้วตั้งใจปฏิบัติจนได้บรรลุพระอรหัต เรื่องนี้แสดงว่าจิตที่เคยโลเลก็ฝึกให้มั่นคงได้ หากตั้งใจจริงและได้รับการชี้แนะที่ถูกต้อง
อธิบายบทเชื่อม ๒ผู้ศึกษาชั้นโทพึงโยงกับหลักพละ ๕ ที่ต้องปรับให้สมดุลกัน คือศรัทธาต้องคู่กับปัญญา วิริยะต้องคู่กับสมาธิ และสติคอยกำกับอยู่ ความเลื่อมใสที่เลื่อนลอยคือศรัทธาที่ขาดปัญญารองรับ ส่วนจิตไม่มั่นคงคือขาดสมาธิและความเพียรที่สม่ำเสมอ ปัญญาในพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้เกิดจากการอ่านมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยศรัทธาที่ถูกทาง ความรู้ในพระสัทธรรม และจิตที่ตั้งมั่นพอจะพิจารณาได้ลึกซึ้ง
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน สามเณรที่เพิ่งบวชใหม่ ถ้าตั้งใจรักษาสิกขาบทและปฏิบัติกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ การเรียนและการนั่งสมาธิก็จะมีกำลัง เพราะใจไม่ต้องกังวลกับความผิดที่ทำไว้ นักเรียนที่ซื่อสัตย์ไม่ทุจริตในการสอบ ย่อมมีใจมั่นคงและภูมิใจในความรู้ของตน ส่วนคนทำงานที่ยึดความสุจริตเป็นหลัก ย่อมสร้างความไว้วางใจ อันเป็นพื้นฐานให้ความก้าวหน้าอื่น ๆ ตามมา
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรหมั่นสำรวจศีลของตนอยู่เสมอ เริ่มจากศีลที่เหมาะกับภาวะของตน คฤหัสถ์รักษาศีล ๕ เป็นปกติ และรักษาศีล ๘ ในวันอุโบสถตามโอกาส ส่วนพระภิกษุสามเณรรักษาสิกขาบทตามภูมิของตน เมื่อพบว่าบกพร่องก็รีบแก้ไข ไม่ปล่อยให้เป็นความเคยชิน เมื่อศีลบริสุทธิ์ ความดีอื่นย่อมตั้งอยู่ได้มั่นคง สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ
อารัมภบทบัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป
อธิบายบทตั้งอธิบายความว่า สุภาษิตนี้เปรียบจิตที่ไม่ได้อบรมเหมือนเรือนที่มุงหลังคาไม่ดี เมื่อฝนตกน้ำก็รั่วรดเข้ามาได้ง่าย ฉันใด เมื่อพบอารมณ์ที่น่าพอใจ ราคะคือความกำหนัดยินดีก็ย่อมรั่วรดเข้ามาในจิตที่ไม่ได้อบรมได้ง่ายฉันนั้น คำว่า “ไม่ได้อบรม” (อภาวิต) หมายถึงไม่ได้ฝึกด้วยภาวนา คือสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
ขยายความบทตั้งอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภพระนันทะ พระอนุชาต่างมารดาของพระพุทธองค์ ซึ่งออกบวชในวันที่จะอภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณี เมื่อบวชแล้วท่านยังคิดถึงนางจนไม่ยินดีในพรหมจรรย์ พระพุทธองค์ทรงใช้อุบายแนะนำจนท่านตั้งใจปฏิบัติ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด เรื่องนี้แสดงให้เห็นทั้งโทษของจิตที่ยังไม่ได้อบรม และคุณของจิตที่อบรมดีแล้ว ซึ่งเป็นเนื้อความในพระคาถาคู่ถัดไป
ขยายความบทตั้งราคะในที่นี้มุ่งถึงความกำหนัดในกามเป็นหลัก แต่อาจเข้าใจกว้างถึงความติดใจในอารมณ์ทั้งหลายด้วย การละราคะได้เด็ดขาดเป็นเรื่องของอริยมรรคซึ่งเป็นระดับโลกุตตระ ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาใช้ได้ในระดับที่ลดความรุนแรงของราคะ ด้วยการสำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณ และพิจารณาอารมณ์ด้วยปัญญา อุปมาเรื่องหลังคาชี้ว่า ต้องมุงไว้ก่อนฝนจะตก ไม่ใช่รอให้ฝนตกแล้วจึงค่อยมุง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๑เมื่อบุคคลมีใจหนักแน่นมั่นคงดุจภูเขาหิน คำติเตียนย่อมไม่ทำให้ท้อถอย และคำยกย่องก็ไม่ทำให้หลงลืมตน ต่างจากผู้มีใจเบาที่หวั่นไหวไปตามคำพูดของผู้อื่นอยู่เสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๑อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้เปรียบบัณฑิตเหมือนภูเขาหินแท่งทึบ ซึ่งแม้ลมจะพัดแรงเพียงใดก็ไม่สั่นสะเทือน คำว่า “แท่งทึบ” (เอกฆนะ) หมายถึงเป็นหินเนื้อเดียวกันตลอด ไม่มีโพรงหรือรอยแยก ส่วน “นินทาและสรรเสริญ” เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรม ๘ คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนในโลกต้องพบ
อธิบายบทเชื่อม ๑อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระ ผู้มีรูปร่างเล็ก ภิกษุหนุ่มและสามเณรบางรูปมักหยอกล้อท่าน แต่ท่านไม่โกรธและไม่แสดงความขุ่นเคือง เมื่อภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงความอดทนของท่าน พระพุทธองค์ตรัสว่า พระขีณาสพย่อมไม่หวั่นไหว ดุจภูเขาหินแท่งทึบไม่หวั่นไหวเพราะลม
อธิบายบทเชื่อม ๑ความไม่หวั่นไหวในโลกธรรมอย่างบริบูรณ์เป็นคุณของพระอรหันต์ ดังที่แสดงไว้ในมงคลสูตรว่า จิตของผู้ใดอันโลกธรรมถูกต้องแล้วไม่หวั่นไหว ส่วนผู้ศึกษาทั่วไปนำมาฝึกได้ในระดับที่ไม่ปล่อยให้คำนินทาทำให้ท้อหรือโกรธ และไม่ปล่อยให้คำสรรเสริญทำให้หลงตัว ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังผู้อื่นเลย คำติที่มีเหตุผลควรนำมาปรับปรุงตน เพียงแต่ไม่ให้ใจกระเพื่อมจนเสียความเป็นกลาง
ประโยคสะพาน + ที่มา ๒จิตโดยธรรมชาติย่อมดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก และห้ามยาก แต่ผู้มีปัญญาย่อมฝึกจิตเช่นนี้ให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในคัมภีร์ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา ว่า
อธิบายบทเชื่อม ๒อธิบายความว่า พุทธภาษิตบทนี้แสดงธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก และชี้ว่าผู้มีปัญญาสามารถฝึกจิตให้ตรงได้ คำว่า “ดิ้นรน” หมายถึงจิตไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว “กวัดแกว่ง” หมายถึงจิตเปลี่ยนไปมาไม่มั่นคง “รักษายาก” หมายถึงประคองให้อยู่ในอารมณ์ที่ควรได้ยาก และ “ห้ามยาก” หมายถึงกั้นไม่ให้แล่นไปสู่อารมณ์ที่ไม่ควรได้ยาก ส่วน “ทำให้ตรง” หมายถึงทำจิตให้ตรงต่อความดี ไม่คดไปตามกิเลส
อธิบายบทเชื่อม ๒อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระคาถานี้ตรัสปรารภพระเมฆิยเถระ ผู้ขออนุญาตไปบำเพ็ญเพียรในสวนมะม่วงที่ร่มรื่น แม้พระพุทธองค์ทรงให้รอก่อน ท่านก็ทูลขอหลายครั้งจนพระองค์ทรงอนุญาต แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตกครอบงำ ทำสมาธิไม่ได้ จึงกลับมากราบทูล พระองค์จึงทรงแสดงว่าจิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่ง และผู้มีปัญญาย่อมทำให้ตรงได้ อุปมาช่างศรที่เอาลูกศรลนไฟแล้วดัดจนตรง แสดงว่าการฝึกจิตต้องอาศัยความเพียรและความประณีต
อธิบายบทเชื่อม ๒การทำจิตให้ตรงในระดับสูงสุดคือการละกิเลสด้วยปัญญา แต่ในเบื้องต้นผู้ศึกษานำมาใช้ได้ด้วยการฝึกตามลำดับ คือ รักษาศีลเพื่อไม่ให้จิตถูกรบกวนด้วยความเดือดร้อน ฝึกสมาธิให้จิตตั้งมั่น และใช้ปัญญาพิจารณาเห็นโทษของวิตกที่เป็นอกุศล ผู้ศึกษาชั้นโทอาจโยงกับหลักการบรรเทาวิตก เช่น พิจารณาโทษของความคิดนั้น หรือเปลี่ยนไปคิดในทางกุศล และไม่ควรเข้าใจว่าจิตจะตรงได้ในครั้งเดียว
ตัวอย่างในชีวิตในชีวิตประจำวัน พระภิกษุสามเณรที่สำรวมตาเมื่อออกบิณฑบาต และหมั่นสวดมนต์ภาวนาอยู่เป็นนิจ ย่อมไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่เห็นได้ง่าย นักเรียนที่ฝึกควบคุมตนเองให้ดูสื่อบันเทิงอย่างพอเหมาะ ย่อมไม่ถูกดึงไปจนเสียการเรียน คนทำงานที่ฝึกรู้จักพอ ย่อมไม่ถูกความอยากได้สิ่งของชักพาให้ใช้จ่ายเกินตัว
สรุปสรุปความว่า เราจึงควรอบรมจิตไว้เป็นประจำเหมือนการดูแลหลังคาบ้านให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรักษาศีล ฝึกสติในอิริยาบถต่าง ๆ และหมั่นพิจารณาโทษของความติดใจ เมื่อจิตได้รับการอบรมดีแล้ว แม้พบอารมณ์ที่ยั่วยวน ราคะก็ไม่อาจครอบงำได้ง่าย สมดังธรรมภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
ปิดท้ายมีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ